Tag Archive เรื่องน่ารู้ของญี่ปุ่น

ค่าเดินทางในญี่ปุ่น(โตเกียว) ถูกแพงแค่ไหนเมื่อเทียบกับประเทศไทย

ค่าเดินทางในญี่ปุ่น(โตเกียว) ถูกแพงแค่ไหนเมื่อเทียบกับประเทศไทย

วันนี้มาดูค่าเดินทางในญี่ปุ่นโดยเฉพาะโตเกียวนั้นเมื่อเทียบกับบ้านเราแล้วมีอะไรถูกหรือแพงบ้าง และมีวิธีการเดินทางอะไรที่คนญี่ปุ่นใช้กัน ไปดูกันเลยค่ะ

รถไฟใต้ดิน

1. รถไฟใต้ดิน
รถไฟใต้ดินในโตเกียวมีด้วยกัน 12 สาย โดย 9 สาย เป็นรถไฟที่เราเรียกกันว่า Tokyo Metro ดำเนินการโดยบริษัท Tokyo Metro ส่วนอีก 3 สายที่เหลือเป็นรถไฟบริหารโดยเมืองโตเกียวโดยตรง ทั้ง 12 สายนี้มีสีสันโดดเด่นจำง่ายและมีชื่อสายเฉพาะตัว ที่ดังๆ เช่น สายกินซ่าสีส้ม สายมารุโนะอุจิสีแดง สายฮันโซมงสีม่วง สายฮิบิยะสีเทา สายยูระคุโจสีทอง เป็นต้น การขึ้นรถไฟใต้ดินของแต่ละสายนี้ก็ง่ายดาย และหากเราเดินทางด้วยรถไฟ 9 สายนี้แล้ว ไม่ว่าจะเปลี่ยนสายไปมาขนาดไหน ราคาก็จะไม่กระเถิบสูงขึ้นขนาดนั้นเพราะเป็นการเปลี่ยนสายในบริษัทเดียวกัน ในหนึ่งทริป เช่น จากบ้านไปสักที่หนึ่งในโตเกียวด้วยรถไฟใต้ดิน ใกล้ไกลแค่ไหนราคาก็จะอยู่ราวๆ 170-210 เยน หรือราวๆ 70 บาทต่อครั้ง

2. รถไฟสายอื่นๆ (บนดิน)
นอกจากรถไฟใต้ดินแล้ว โตเกียวยังมีรถไฟของบริษัทเอกชนหลายสายให้บริการอีกด้วย ส่วนมากจะเป็นรถไฟที่วิ่งจากใจกลางเมืองไปยังชานเมือง ขนส่งผู้คนจากรอบๆ (ปริมณฑล) เข้ามายังโตเกียว เส้นที่ดังๆ ก็เช่น โตคิว เจ้าของเดียวกับห้างโตคิวที่เรารู้จักกัน และก็มีเส้น โทบุ เซบุ โอดะคิว เคโอ เป็นต้น รถไฟเหล่านี้แทบจะร้อยทั้งร้อยวิ่งบนดินด้วยความที่วิ่งในระยะทางที่ไกลขึ้นมาหน่อย เพราะถ้าให้สร้างใต้ดินทั้งหมดคงแพงใช่เล่น(ให้ลองนึกถึงรถไฟที่วิ่งจากมหาชัย สุพรรณบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทราหรือมีนบุรีวิ่งเข้ากรุงเทพฯ)

ในช่วงเช้า รถไฟสายเอกชนเหล่านี้ค่อนข้างขึ้นชื่อเรื่องความแน่น นั่นก็เพราะทุกคนที่ขึ้นรถไฟมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือขึ้นมาลงปลายทางในเมือง สถานีระหว่างทางจึงไม่ค่อยมีคนลง ภาพที่เราเห็นเป็นปลากระป๋องบางทีก็มาจากรถไฟสายเหล่านี้นี่แหละครับ ส่วนราคาก็อยู่ตั้งแต่ประมาณ 70 กว่าบาทไปถึงหลัก 2-3 ร้อยบาทแล้วแต่ระยะทางที่รถวิ่งครับ บางสายที่มีระยะทางยาวมากๆ อาจมีเบาะพิเศษให้นั่ง (เช่นรถที่ชื่อขบวน GREEN CAR) ซึ่งเราก็ต้องจ่ายค่าเบาะเพิ่ม ราคาก็ตกอยู่หัวละเพิ่มคนละ 1000 เยน หรือ 350 บาท ได้ครับ

3.รถเมล์ระยะใกล้
การเดินทางที่สะดวกสบายมากๆ ในโตเกียวอีกวิธีหนึ่งคือการขึ้นรถประจำทางครับ ในโตเกียวส่วนมากจ่ายเงินตอนขึ้นครับ นั่นหมายถึงราคาเดียวตลอดทาง แม้ในจังหวัดอื่นๆ อาจมีระบบจ่ายเงินตอนลงและคิดเงินตามระยะทางที่นั่งก็ตาม

ความดีงามของรถเมล์ในโตเกียวคือค่อนข้างกำหนดระยะเวลาแน่นอนตามตารางได้ คนขับสุภาพ ปลอดภัย เหมาะกับผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และเด็กๆ โดยเฉพาะหากจะเดินทางระยะใกล้ๆ แถวบ้านไปยังสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุด รถเมล์เป็นอะไรที่แนะนำมากๆ ครับ ราคาต่อคนของรถเมล์ในโตเกียวส่วนใหญ่ก็เป็นแบบจ่ายทีเดียวจบ คนละ 210 เยน หรือราวๆ 70 กว่าบาท ครับ

4.แท็กซี่ระยะทางใกล้ๆ ในเมือง
ในโตเกียว รถแท็กซี่ราคามิเตอร์เริ่มต้นที่ 710 เยน หรือประมาณ 250 บาท ทุกๆ ครั้งที่มิเตอร์ขึ้น จะขึ้นทีละ 90 เยนหรือ 30 บาท พูดง่ายๆ คือถ้านั่งประมาณสัก 1-2 สถานีรถไฟ ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 2000 เยน หรือ 700 บาท เบาๆ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน เช่นหลัง 4 ทุ่ม เป็นต้นไป ราคามิเตอร์ก็จะแพงขึ้นอีก นั่นคือมิเตอร์จะเดินเร็วขึ้นประมาณ 20% ดังนั้น ถ้าจะขึ้นแท็กซี่ต้องคิดให้ดีก่อนเพราะไม่เช่นนั้นอาจล้มละลายได้ถ้านั่งระยะทางไกล หากไม่ทันรถไฟขบวนสุดท้ายจริงๆ คนญี่ปุ่นมีทางเลือกอื่นนอกจากขึ้นแท็กซี่คือไปหาเน็ตคาเฟ่นอนรอจนเช้า หรือไม่ก็ไปพวก DVD box หรือร้านคาราโอเกะแทน

5. จากในเมืองไปสนามบินด้วยรถไฟ
จากในเมืองโตเกียวเดินทางไปสนามบินมีหลายวิธีด้วยกัน หลักๆ คือ รถไฟ และ รถลิมูซีนบัส โดยเฉพาะไปสนามบินนาริตะ ซึ่งห่างออกไปราวๆ 70-80 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 90 นาที หากใช้รถไฟ ออกเดินทางจากชินจุกุ เป็นรถด่วนพิเศษที่ชื่อว่า JR Narita Express ราคาประมาณ 3000 เยน หรือราวๆ 1000 บาท รถลิมูซีนบัสก็ราคาเท่ากันครับ

ซึ่งนอกจากรถไฟของ JR ที่ให้บริการรถด่วนไปยังสนามบินนาริตะแล้ว ยังมีของอีกเจ้าหนึ่งให้บริการรถด่วนไปนาริตะเช่นเดียวกัน นั่นก็คือรถด่วนที่ชื่อว่า ที่ถูกกว่านิดนึงเพราะว่ารถไฟเส้นนี้จะมาจอดที่อุเอะโนะ ซึ่งตามระยะทางแล้วใกล้นาริตะมากกว่าของเส้น JR ที่จอดชินจุกุซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินมากกว่า

6. จากในเมืองไปสนามบินด้วยแท็กซี่
สำหรับผู้ที่มีฐานะ และยอมจ่ายเพื่อความสะดวกของตัวเอง ถ้าอยากลองนั่งแท็กซี่จากในเมืองโตเกียวไปสนามบินนาริตะ (อันไกล) 22000-25000 เยนหรือ ประมาณ 8 พันบาท รวมค่าทางด่วนแล้ว แพงขนาดนี้แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้วิธีนี้ในการไปสนามบินเช่นเดียวกัน

7. นั่งเครื่องบินจากโตเกียวไปเมืองต่างๆ ในประเทศ
โดยปกติหากเดินทางจากโตเกียวไปยังเมืองต่างๆ ในประเทศ ราคาอาจจะเท่าๆ กับการเดินทางไปเที่ยวประเทศใกล้ๆ อย่างเกาหลี จีน หรือไต้หวันเลยทีเดียว โดยปกติ ตั๋วไปกลับโตเกียว-โอซาก้า ของ ANA ก็จะราวๆ 20,000-30,000 เยน หรือราวๆ 7000-10000 บาท อาจจะมีบางครั้งที่สายการบินราคาประหยัดออกโปรโมชั่นแข่งขันกันด้านราคา อาจสามารถซื้อได้ถูกจริงๆ ก็เช่น 10,000 กว่าเยน หรือ 3500 บาท แต่ก็ต้องคอยจับจ้องหน้าเว็บไซต์และติดตามข่าวตลอดเวลา เหมาะกับคนที่ไม่มีงาน ไม่มีเรียน สามารถเดินทางได้ตลอดเวลาจริงๆ เพราะก็เหมือนกับบ้านเรา ตั๋วถูกเวลาบินก็อาจจะไม่ดี เช่นออกเดินทางเช้ามากจนต้องไปนอนแถวสนามบิน หรือไปถึงสนามบินปลายทางดึกมากๆ จนเดินทางไปไหนต่อไม่ได้และต้องนอนค้างแถวสนามบินเช่นกันเป็นต้น เพราะฉะนั้น คนญี่ปุ่นที่อยากประหยัดจริงๆ จึงอาจเลือกการเดินทางด้วยรถบัสรอบกลางคืนที่ออกเดินทางดึกๆ ไปถึงปลายทางเช้าๆ นอนในรถไปเลย ราคาก็ถูกลงพอสมควรครับ

8. นั่งชิงคันเซ็นจากโตเกียวไปเมืองต่างๆ ในประเทศ
นอกจากการขึ้นเครื่องบินและรถบัสแล้ว คนญี่ปุ่นยังมีอีกหนึ่งทางเลือกในการเดินทางระยะไกลในประเทศ นั่นคือการขึ้นชิงคันเซ็น หรือรถไฟหัวกระสุน ซึ่งก็เป็นการเดินทางที่สะดวกสบายมากเพราะไม่ต้องเผื่อเวลามากแบบการขึ้นเครื่องบินที่มีขั้นตอนมากมาย หากแต่ราคาของชินคันเซ็นค่อนข้างสูงพอสมควร บางครั้งแพงกว่าเครื่องบินเสียด้วยซ้ำ เช่นเดินทางจากโตเกียวไปโอซาก้า ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง ระยะทาง 550 กิโลเมตร ด้วยราคา 13,000 เยน หรือ ราวๆ 4,500 บาท ไปกลับก็ 9,000 บาทแล้ว คนญี่ปุ่นหลายคนจึงรู้สึกว่าหาตั๋วเครื่องบินถูกๆ ไปเที่ยวต่างประเทศจะคุ้มค่าเสียกว่า

 

เทศกาลโคอิโนโบริ ณ สะพานแขวนริวจิน

นี่คือสะพานแขวนที่ยาวที่สุดบนเกาะฮอนชู เหนือเขื่อนริวจิน ในอุทยานประจำจังหวัดโอคุคุจิ  สะพานมีความยาวทั้งหมด 446 ม.ส่วนที่แขวนให้ลอยยาว 375 ม. รองรับนักท่องเที่ยวได้ถึงครั้งละ 3,500 คน  เมื่อขึ้นไปอยู่บนสะพาน คุณจะมองเห็นวิวพาโนราคาของภูเขาสุอิฟุ  ที่นี่จัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้นมากมายในแต่ละปี เช่น จากเดือนเมษายน-พฤษภาคม ชาวเมืองจะเฉลิมฉลองเทศกาลโคอิ-โนโบริด้วยการประดับธงโคอิ โนโบริ 100 ผืน (ธงรูปลาคาร์พ) ที่เขื่อนริวจิน หรือในฤดูใบไม้ผลิ ก็จะมีเทศกาลชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ช่องเขาริวจิน

ห้ามพลาดประสบการณ์หฤหรรษ์ท้าทายความสูงด้วยการกระโดดบันจี้จัมพ์จากบนสะพานที่มีระยะห่างจากผืนน้ำถึง 100 ม.

 

 

การเดินทาง

นั่งรถไฟ JR สายมิสึ-กุนไปยังสถานีรถไฟ JR ฮิตาชิโอตะ แล้วนั่งรถบัส 45 นาทีไปลงที่ป้าย “สะพานแขวนริวจิน” เดินต่อ 20 นาที  สำหรับรถยนต์ ให้ขึ้นทางด่วนโจบันแล้วเข้าชุมทาง “ฮิตาชิ มินามิ-โอตะ” จากนั้นขับต่อไปอีกประมาณ 45 นาที

บุคคลสำคัญของญี่ปุ่น

บุคคลสำคัญของญี่ปุ่น

 

1. คิโดะ ทาคาโยชิ (Kido Takayoshi)

คิโดะ

บุตรชายแพทย์ซามูไร Wada Masakage เป็นรัฐบุรุษญี่ปุ่นในช่วงปลายงาวะและฟื้นฟูเมจิ เมื่อเขาทำงานกับโชกุน เขาใช้นามแฝงว่า Niibori Matsusuke เค้าคือ 1 ใน 3 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคปฏิรูปเมจิ ร่วมกับ โอคุโบะ โทชิมิจิ และ ไซโง ทาคาโมริ ทั้ง 3 จะรู้จักในนามว่า “the Ishin-no-Sanketsu” (สามขุนนางแห่งการฟื้นฟู) เป็นตัวแทนของแคว้นโจชู ที่ร่วมมือกับ แคว้นซัทสึมะ ในการโค่นล้มรัฐบาลโชกุน โทกุกาว่า และสถาปนารัฐบาลกลางแห่งองค์จักรพรรดิขึ้นมา รวมทั้งการยกเลิกระบบศักดินา และทำการปฏิรูประบบการเมือง การปกครอง ระบบเศรษฐกิจในญี่ปุ่น

 

 

 

 

 

 

2. ทาคาสุกิ ชินซาคุ (Takasugi Shinsaku)

คนดังแห่งแคว้นโจชู ทาคาสุกิ มีเป้าหมายเดียวกับ คัทซึระ ในการโค่นล้มรัฐบาลโชกุน ฟื้นฟูอำนาจพระจักรพรรดิ แต่ ทาคาสุกิ เลือกใช้วิธีแบบหัวรุนแรง ก่อตั้งกองกองทหารกว่า 300 คน(ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ที่เป็นซามูไร) โดยใช้ชื่อว่า Kiheitai (เรียกแบบเท่ๆ ในกินทามะว่า กองทหารอสุรา) ขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาล (หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มนี้ก็คือ มือสังหารในตำนาน Kawakami Gensai ต้นแบบของ ฮิมุระ เคนชิน ใน ซามูไรพเนจร นั่นเอง)

 

 

 

 

 

 

3. มัตสึไดระ โยชินากะ (Matsudaira Yoshinaga)

ไดเมียว (เจ้าเมือง) แห่งแคว้นเอจิเซน สมัยเอโดะ เขาเป็นหนึ่งใน 4 ขุนนางที่ฉลาดที่สุดของกลุ่ม Bakumatsu

 

 

 

 

 

 

 

 

4. อาจารย์ ฟุคุซาวะ ยูคิจิ (Fukuzawa Yukichi)

คนสำคัญด้านการศึกษาของญี่ปุ่น ผู้นำระบบการศึกษาแบบตะวันตกเข้ามาใช้สอนในประเทศ อาจารย์ฟุคุซาวะ ได้รับการยอมรับว่าเป็นคนแรกที่นำวิทยาการสมัยใหม่ของตะวันตกมาสอนให้กับคนญี่ปุ่น โดยตั้งโรงเรียนชื่อ Keio Gijuku ซึ่งในภายหลังได้พัฒนามาเป็นมหาวิทยาลัยเคโอ(Keio University มหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

 

 

 

 

 

 

 

5. โอคุมะ ชิเงโนบุ (Okuma Shigenobu)

นักการเมืองในจักรวรรดิญี่ปุ่น เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวง, เคยเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2, เป็นผู้สนับสนุนเรื่องของวิทยาศาสตร์ตะวันตกและวัฒนธรรมในญี่ปุ่น อีกทั้งท่านยังเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวาเซดะด้วย

 

 

 

 

 

 

6. ชิโร ไซโง (Shiro Saigo)

ศิษย์รุ่นแรกของ ปรมาจารย์คาโน่ จิโกโร่ (Kano Jigoro) ผู้คิดค้นวิชายูโด อีกทั้งยังเป็น 1 ใน 4 จตุรเทพแห่งโรงฝึกโคโดคัง ผู้คิดค้นท่าทุ่มยามาอาราชิ อีกด้วย ปัจจุบันเขายังคงอยู่ในไอดอลญี่ปุ่นที่หนังสือหลายเล่มและภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเกี่ยวกับชีวิตความสำคัญของเขาและความกล้าหาญของเขาในฐานะนักสู้

 

ซับโปโร

10 เมืองน่าเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น

1.โตเกียว (Tokyo/東京)

Tokyo
เมืองน่าเที่ยวที่พูดถึงทุกคนต้องรู้จักกันดีสำหรับเมือง”โตเกียว”ของประเทศญี่ปุ่น เมืองที่ความเจริญและสะดวกสบาย เป็นเมืองที่มีมนต์เสน่ห์จึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวเป็นจำนวนมาก มีมรดกและวัฒธรรมและธรรมชาติที่สวยงาม เขตที่นักท่องเที่ยวนิยม คือ ชินจูกุ (Shinjuku) ชิบุย่า (Shibuya), ฮาราจูกุ , โอไดบะ (Odaiba) อิเคะบุคุโระ (Ikebukuro), (Harajuku) อาซากุสะ (Asakusa) อุเอโนะ (Ueno) อากิฮาบาระ (Akihabara) กินซ่า (Ginza) รปปงหงิ (Roppongi) และสิ่งที่ท่านพลาดไม่ได้เมื่อมาเยือนเมืองโตเกียวคือการชมวิวจากมุมสูงของตึกโตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree) หรือ โตเกียวทาวเวอร์ (Tokyo Tower) ให้ท่านได้ซึมซับบรรยากาศดีๆ กลับไปพร้อมความประทับใจแน่นอน

2.ซัปโปโร (Sapporo/札幌)

ซับโปโร

เมืองซับโปโรเป็นเมืองหลวงของภูมิภาคฮอกไกโด เป็นเมืองที่มีการผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นกับสากลเข้าดวยกันจึงเป็นเมืองที่สวยงามและมีเสน่ห์น่าหลงไหลอีกหนึ่งเมือง และสิ่งที่ขึ้นชื่อและถูกพูดถึงมากที่สุด เทศกาลหิมะ เบียร์ ราเมน ที่คนมาเยือนจะพลาดไม่ได้ และในปี 1972 ได้มีการจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ฤดูหนาวที่นี่ ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ คือ สวนโฮโรมิโตเกะ, คิโรโระสกีรีสอร์ท Kiroro Ski Resort, ศาลเจ้าฮอกไกโด Hokkaido Shrine ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ เป็นต้น

3.เกียวโต (Kyoto/京都)

Kyoto
เกียวโตเป็นอดีตเมืองหลวงของญี่ปุ่นตั้งอยู๋ห่างจากโอซาก้าประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นอีกหนึ่งเมืองที่คุณมาเยือนแล้วต้องหลงรักอย่างแน่นอน ด้วยเมืองที่เป็นเอกลักษณ์มีความเก่าแก่และมีวัฒธรรมทางศาสนา วัฒธรรมการเมือง วัฒนธรรมอย่าง ตระกูลที่สืบทอดการชงชา ที่น่าสนใจ ในปี ค.ศ. 1994 ยูเนสโก ให้การรองรับกลุ่มนครเกียวโตในนามของ อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวโตโบราณ ในเมืองเกียวโตมีวัดและศาลเจ้าถึง17แห่ง ถ้าใครชอบเที่ยววัดหรือศาล เป็นอีกหนึ่งเมืองที่ท่านไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

4.โยโกฮาม่า (Yokohama/横浜)

Yokohama
โยโกฮาม่า เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับสองรองจากโตเกียว ซึ่งมีประชากรอาศัยในเมืองนี้ถึง 3 ล้านคน มีที่ตั้งอยู่กรุงตอนใต้ของโตเกียว ริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นเมืองที่มีท่าเรือที่ใหญี่ที่สุดในญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีความเก่าแก่ และเป็นศูนย์กลางการค้า อุตสาหกรรม แฟชั่นและคมนาคมไปสู่ภูมิภาคอื่น มีชื่อเสียงด้านราเมงจนมีพิพิธภัณท์ราเมง และริมทะเลตอนกลางคืนที่สวยงามจึงเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือน

5.โอซาก้า (Osaka/大阪)

Osaka
แน่นอนมาญี่ปุ่นทั้งทีเมืองที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากอีกเมืองหนึ่งคือเมือง”โอซาก้า” ซึ่งเป็นเมืองที่มีศูนย์กลางเศรษฐกิจอันดับ2ของญี่ปุ่น มีความคึกคักด้านการท่องเที่ยว และเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารการกิน วัฒธรรม ปราสาทโอซาก้าและสวนสนุกที่สวยงามและโด่งดัง ย่านที่นักท่องเที่ยวนิยม คือ ย่านมินามิ นัมบะ และชินไซบาชิ ย่านคิตะ/อูเมดะ

6.นาฮะ (Naha/那覇)

Naha city
เป็นเมืองหลวงของเมืองโอกินาว่าที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์และวัฒธรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย ปราสาทชุริเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของนาฮะ และมีทิวทัศน์ที่สวยงาม ทะเลสวย ถ้าใครได้มาเยือนต้องหลงรักอย่างแน่นอน

7.นารา (Nara/奈良)


เมืองที่เต็มไปด้วยความจำแห่งประวัติศาสตร์ เป็นเมืองที่มีดินแดนที่เต็มไปด้ยเสน่ห์ ทั้งสถาปัตยกรรม ธรรมชาติ ศาสนา และอีกหนึ่งความประทับใจเวลาไปเยือนเมืองนี้คือความน่ารักของเจ้ากวางน้อย พร้อมสร้างรอยยิ้มให้กับท่านที่มาเยี่ยมชมอยู่เสมอ และยังมีแหล่งท่องเที่ยววที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น สวนนารา, วัดโทไดจิ, วัดยาคุชิจิ,ศาลเจ้าทานซาน, ภูเขาวาคาคุซายามะ และอื่นๆอีกมากมายที่พร้อมให้คุณมาสัมผัส

8.ฮิโรชิม่า (Hiroshima/広島)

Hiroshima
เมืองฮิโรชิม่าในอดีตเคยเป็นเมืองบนเกาะฮอนชูที่มีความรุ่งเรือง เป็นเมืองที่มีธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่สวยงาม เช่น ภูเขาที่เขียวชอุ่มและแม่น้ำ 6 สายที่ไหลผ่านเขตเมือง, ทะเลเซโตะไนที่สงบ และมีสถานที่สำคัญ คือ ศาลเจ้าอิตสึคุชิมะ (厳島神社), สะพานคินไตเคียว (錦帯橋) และยังได้มีการสร้างอนุสรณ์เพื่อรำลึกความทรงจำอย่าง A-bomb Dome และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมาย คือ ปราสาทฮิโรชิมะ, สวนสาธารณะสันติภาพ,โดมปรมาณู,เพิพิธภัณฑ์แก้ว และอีกมากมาย

9.โกเบ (Kobe/神戸)

Kobe
เป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีเอกลักษณ์ มีการผสมผสานกันระหว่างความเป็นตะวันตกและญี่ปุ่นเอาไว้ด้วยอย่างกลมกลืน เป็นเมืองที่มีเสน์ห์อย่างและน่าค้นหาและมีความหลากหลายของเชื้อชาติและวัฒนธรรมของผู้คนที่มารวมกัน มีท่าเรือและมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม เช่น พิพิธภัณฑ์แผ่นดินไหว บ่อน้ำพุร้อนอะริมะ ไชน่าทาวน์ย่านนานกิ่งมะชิ สวนเมริเคน เป็นต้น เมืองโกเบจึงได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ

10.ฟุกุโอกะ (Fukuoka/福岡)

Fukuoka
เมืองฟุกุโอกะ เป็นเมืองหลวงขนาดใหญ่ของภูมิภาคคิวชูที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น เมืองที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยความทันสมัย เป็นท่าเมืองของญี่ปุ่นมาหลายร้อยปี เป็นปหล่งที่มีอาหารทะเลที่สดและอุดมสมบูรณ์ มีความเจริญและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆอย่างครบครัน ฟุกุโอกะมีสภาพภูมิกาศอบอุ่นแบบพื้นที่ทางตอนใต้ มีอากาศร้อนขึ้นในช่วงฤดูร้อน และฤดูหนาวที่มีอากาศไม่หนาวจัด ส่วนช่วงฤดูใบไม้ร่วงนับเป็นช่วงเวลาที่ดีในการมาเยือน ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงที่มีการจัดงานเทศกาล Hakata Dontaku ที่เที่ยวสุดฮิต เช่น 1.ย่านซุ้มขายอาหารสไตล์ยาไตริมแม่น้ำ(Yatai Food Stall) 2. สวนโอโฮริ(Ohori Park) 3. วัดโชฟุคุจิ(Shofukuji) 4. สวนสาธารณะริมทะเล โมโมชิ และหอคอยฟุกุโอกะ(Momochi Park and Fukuoka Tower) 5. ย่านช้อปปิ้ง เทนจิน(Tenjin) เป็นต้น

มารยาทในการรับประทานอาหาร

มารยาทพื้นฐานของญี่ปุ่น

มารยาของญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลมาหลายอย่าง เช่น ศานาพุทธ โดยเฉพาะ นิกายเซน ศิลปพิธีการชงชา ศาสนาชินโต เป็นต้น เพื่อเป็นการขัดเกลาให้ทุกคนมีระเบียบวินัยและรักษามารยาท หลักการมารยาทที่ได้รับอิทธิพลมากที่สุดคือ “คำสอนของศาสนาขงจื้อ” ซึ่งมีต้นกำเนิดจากประเทศจีน ซึ่งตอนนั้นญี่ปุ่นไม่ได้นับถือศาสนาขงจื้อเป็นศาสนา จะนับถือเป็นหลักมารยาท ศาสนาขงจื้อยังมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อความคิดของชาว เอเซียเหนือ ทั้งญี่ปุ่น จีน และเกาหลี จึงทำให้มารยาททั้ง3ประเทศมีความคล้ายกันหลายอย่าง

มารยาทในการรับประทานอาหาร
มารยาทในการรับประทานอาหารของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันออกไปไม่มากก็น้อย ด้วยประวัติศาสตร์ ความเชื่อ วิถีชีวิต ที่ไม่เหมือนกัน และการรับประทานร่วมโต๊ะกับคนญี่ปุ่นนั่นที่ถูกต้องนั้นไม่เพียงแต่ได้รับคำชื่นชมแต่ยังจะได้ความไว้วางใจจากคนญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าของวัฒธรรมและจะทำให้การคบหาสมาคมเป็นไปอย่างสนิทสนมมากขึ้น

1.จะมีการกำหนดที่นั่งของแต่ละบุคลอย่างชัดเจน

2.ก่อนรับประทานอาหารจะต้องกล่าวคำว่า Itadakimasu (いただきます) และหลังรับประทานอาหารเสร็จกล่าวคำว่า Gochisousama (ごちそうさま) โดยพนมมือระดับอก ก้มศีรษะเล็กน้อยเพื่อเป็นการขอบคุณผู้ที่ปรุงอาหาร

3.ยกภาชนะทุกอย่างระหว่างอก ในขณะที่กำลังรบประทานอาหาร ควรถือไว้ด้วยมือซ้ายหรือข้างที่ไม่ได้ใช้ตะเกียบ ถ้าท่านไม่ยกภาชนะขึ้นจากโต๊ะแต่ใช้ศีรษะก้มลงไปทานถือเป็นการเสียมารยาท

4.การคีบอาหารเข้าปาก ห้าม!!ใช้มืออีกข้างรองใต้อาหาร อาจดูเป็นสิ่งที่ทำแล้วดูมีมารยาท แต่จริงๆถือว่าเป็นการเสียมารยาท

5.ควรใช้ตะเกียบรับประทานอากหารทุกชนิด โดยใช้ปลายตะเกียบเท่านั้น

6.ขณะที่ท่านรับประทานอาการควรสลับ ในการทานน้ำซุป-กับข้าว-ข้าวสวย ไม่ควรรับประทานอย่างเดียว

7.น้ำซุปหรือชามของนึ่ง ห้ามใช้ช้อนให้ยกขึ้นดื่มโดยตรง

8.การรับประทานน้ำซุปหรือบะหมี่ ควรทานให้มีเสียงเล็กน้อย

9.ในขณะเคี้ยวอาหารไม่ควรขยับตะเกียบไปมา และไม่ควรแสดงท่าทางว่าท่านจะคีบอาหารชิ้นต่อไป

10.การขอข้าวเพิ่ม ควรเหลือข้าวสวยติดก้นชามไว้ 1 คำ

11.การรับชามข้าวหรือซุปที่ขอเพิ่มควรรับด้วย2มือ และวางบนถาดหน้าตัวเองแล้วค่อยรับประทานต่อ

12.ไม่ควรใช้ตะเกียบสัมผัสอาหารจานที่เราไม่ชอบหรือรับประทานไม่ได้

13.ไม่ควรท้าวข้อศอกบนโต๊ะอาหาร

14.ไม่ควรชะโงกหน้าไปดูอาหาร

15.ไม่ควรทานอาหารให้เหลือ

16.ไม่ควรลุกจากที่นั่งถ้าไม่จำเป็น

17.ไม่ใช้ไม้จิ้มฟันระหว่างทาน

18.ไม่ควรใช้มือสัมผัสเส้นผมขณะรับประทานอาหาร

19.ห้ามวางสิ่งของบนโต๊ะอาหาร

20.ดื่มชา ตอนรับปรทานอาหารเสร็จเท่านั้น

21.ไม่ควรใช้โทรศัพท์ขณะรับประทานอาหาร

japan

ฤดูสุดโรแมนติกของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นสามารถเที่ยวได้ทุกฤดูกาลแต่ละฤดูกาลจะมีสวยงามและความน่าสนใจที่แตกต่างกันออกไป และบรรยากาศที่สุดโรแมนติกพร้อมให้คุณมาสัมผัส

ฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่น

ฤดูใบไม้ร่วง

เป็นฤดูที่มีอากาศที่อบอุ่นเป็นสัญญาณแห่งการต้อนรับฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงาม ใบของต้นไม้ต่างๆเช่นต้นเมเปิล จะเริ่มผลัดเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและสีแดง และภูเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้สีเหลืองและแดง มองแล้วซึ่งเป็นภาพและบรรยากาศที่ช่างโรแมนติกยิ่งนัก นอกจากนี้ ที่ญี่ปุ่นจะเรียกอีกอย่างว่า “ฤดูใบไม้ร่วงแห่งการกิน” เพราะเป็นฤดูกาลที่ของอร่อยจากท้องทะเลและภูเขามากมายจะถูกเก็บเกี่ยวออกมา

ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่นจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกันยายน ถึง เดือนพฤศจิกายนโดยใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสี ไล่จากทางภาคเหนือลงสู่ภาคใต้ของญี่ปุ่น แต่ละพื้นที่ก็จะมีช่วงเวลาที่ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีแตกต่างกันออกไป ซึ่งช่วงเวลาของใบไม้เปลี่ยนสีอาจคลาดเคลื่อนแตกต่างกันไปในแต่ละปี ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและอุณหภูมิในปีนั้นๆ

ฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น

ฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มต้นในช่วงเดือนมีนาคมจนถึงเดือนพฤภาคม เป็นเวลาแห่งความสดชื่น เพราะในช่วงนี้ใบไม้จะผลิดอกออกผล ใบไม้ที่เขียวขจีและลมเย็นสบาย ฤดูนี้เป็นฤดูที่น่าเที่ยวที่สุด โดยเฉพาะเดือนเมษายนที่มีดอกซากุระบานสะพรั่งปกคลุมด้วยสีชมพูและสีขาว ที่มองดูแล้วสดชื่นสบายตา

ฤดูร้อนของญี่ปุ่น

ฤดูร้อนของญี่ปุ่น

ฤดูร้อนของญี่ปุ่นจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงเดือนสิงหาคม ช่วงนี้จะเป็นช่วงปลูกขาวของชาวนา และจะมีอากาศที่อบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ เป็นฤดูแห่งความสนุกเพราะมีช่วงงานประจำปีเยอะรวมถึงการฉลองต่างๆมากมาย ที่เต็มไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยวอย่างหนาแน่นในช่วงฤดูนี้ และการตากอากาศริมทะเล ที่มีท้องฟ้าสดใส กับอากาศดีๆ ซึ่งส่วนใหญ่คนนิยมไปทะเลในเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม

ฤดูหนาวของญี่ปุ่น

ฤดูหนาวของญี่ปุ่น
เริ่มตั้งธันวาคม-กุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่มีการปกคลุมไปด้วยหิมะ โดยเฉพาะในภาคเหนือแม่น้ำและทะเลสาบบางแห่งจะกลายเป็นน้ำแข็ง บนภูเขาก็จะมีการนิยมเล่นสกีกันในเมืองซัปโปโร ที่เกาะฮอกไกโด และจะมีการจัด”เทศกาลหิมะ” เพื่อเฉลิมฉลอง มีการประกวดปั้นหิมะเป็นรูปกันอย่างสนุกสนาน ช่วงฤดูนี้จะเป็นช่วงเวลาของคนในครอบครัว ทุกคนจะออกมาผิงไฟร่วมพูดคุย ซึ่งเป็นภาพที่อบอุ่นจริงๆ