Tag Archive สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

ภูมิภาคคันไซ(Kansai)

ภูมิภาคคันไซ(Kansai)เป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญต่อศิลปะและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมานานนับพันปีเพราะเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของญี่ปุ่นในอดีตถึง 2 เมืองคือ นะระ(Nara) และ เกียวโต(Kyoto) และในปัจจุบันยังเป็นที่ตั้งของเมืองโอซาก้า(Osaka)ที่เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ญี่ปุ่นด้วย

ภูมิภาคคันไซประกอบด้วยจังหวัดทั้งหมด 6 จังหวัดมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายและมากมายไม่แพ้ภูมิภาคอื่นๆเลยตั้งแต่ ปราสาทฮิเมจิที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น, ทะเลสาบบิวะโกะที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น, แหล่งรวมวัดและศาลเจ้าโบราณและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลกที่เมืองเกียวโต รวมถึงสวนสนุกยูนิเวอร์ซัลสตูดิโอ สวนสนุกระดับโลกจากฮอลลีวู้ดที่เมืองโอซาก้า

ของขึ้นชื่อใน คันไซ(Kansai) – ชาอูจิ Uji Tea
พื้นที่ต่างๆใน คันไซ(Kansai) – เกียวโต(Kyoto), โอซาก้า(Osaka), นารา(Nara), เฮียวโงะ(Hyogo), วาคายาม่า(Wakayama), ชิงะ(Shiga), มิเอะ(Mie)

ภูมิภาคชูโกกุ(Chugoku)

ชูโกกุ(Chugoku)

ภูมิภาคชูโกกุ(Chugoku) มีความหมายว่า “ภูมิภาคที่อยู่ตรงกลาง” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะฮอนชู ถัดจากภูมิภาคคันไซ(Kansai) หรือบางคนเรียกว่า West Kansai ในภูมิภาคนี้จะแบ่งออกเป็นฝั่งอุตสาหกรรม เรียกว่า ซันโย(Sanyo) ซึ่งเลียบฝั่งทะเลเซโตะ(Seto Inland Sea coast) และฝั่งชนทบ เรียกว่า ซานิน(Sanin) ซึ่งเลียบฝั่งทะเลญี่ปุ่น แบ่งออกเป็น 5 จังหวัดย่อยๆ ที่ปลายสุดของภูมิภาคชูโกกุจะเป็นจังหวัดยามากูจิซึ่งจะติดกับภูมิภาคคิวชู(Kyushu)ซึ่งเชื่อมต่อกันได้ทั้งทาง รถไฟ ถนน และทางเรือ ทำให้ที่นี่จะเป็นทางผ่านและจุดเชื่อมต่อระหว่างเกาะใหญ่ฮอนชูและคิวชู
แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของชูโกกุบางส่วน เช่น ศาลเจ้าอิสึกุชิมะ(Itsukushima Shrine), ทะเลทรายเพียงแห่งเดียวของญี่ปุ่นที่ต็อตโตริ (Tottori Sand Dunes), สะพานคินไตเคียว(Kintai-Kyo Bridge), และปราสาทฮิโรชิม่า(Hiroshima Castle)
พื้นที่ต่างๆใน ชูโกกุ(Chugoku) – ฮิโรชิม่า(Hiroshima), ยามากูจิ(Yamaguchi), โอคายาม่า(Okayama), ต็อตโตริ(Tottori), ชิมาเนะ(Shimane)
ภูมิภาคโอกินาว่า(Okinawa)

โอกินาว่า(Okinawa) 

โอกินาว่า(Okinawa) เป็นจังหวัดที่อยู่ทางทิศใต้สุดของประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วยหมู่เกาะเล็กๆกว่า 12 เกาะ บริเวณครึ่งหนึ่งของเกาะนันเซ โชโตะ(Nansei Shoto) ห่างจากเกาะคิวชูไปกว่า 1,000 กิโลเมตรไปทางไต้หวัน

cover-okinawa
จังหวัดโอกินาว่าแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเกาะใหญ่ๆ ได้แก่ หมู่เกาะโอกินาว่า(Okinawa Shoto) รอบๆเกาะโอกินาว่า(Okinawa Honto) หมู่เกาะมิยาโกะ(Miyako Tetto)รอบๆเกาะมิยาโกะ และหมู่เกาะยาเอยาม่า(Yaeyama Retto)รอบๆเกาะอิชิงากิ(Ishigaki Island)

ของขึ้นชื่อใน โอกินาว่า(Okinawa) – 10 ของฝากยอดนิยมจากเกาะจากโอกินาว่า
พื้นที่ต่างๆใน โอกินาว่า(Okinawa) – หมู่เกาะโอกินาว่า(Okinawa Islands), หมู่เกาะยาเอยาม่า(Yaeyama Islands), เกาะมิยาโกะ(Miyako Island), เกาะคุเมะ(Kume Island)

ทะเลสาบคาวากูชิโกะ(Lake Kawaguchiko)

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ(Lake Kawaguchiko) เป็นทะเลสาบที่เดินทางไปถึงได้ง่ายที่สุดในบรรดา 5 ทะเลสาบรอบภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งมีการเชื่อมต่อจากโตเกียวด้วยรถไฟ และรถบัส พื้นที่บริเวณชายฝั่งทิศตะวันออกของทะเลสาบเป็นที่พัก และออนเซนที่สามารถมองเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามได้อย่างชัดเจน

มุมมองที่ดีที่สุดของภูเขาไฟฟูจิ คือชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาบ โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระจำนวนมากเบ่งบานประมาณกลางเดือนเมษายน หนึ่งในจุดชมดอกซากุระคือพิพิธภัณฑ์คาวากูจิโกะมิวสิคฟอร์เรส(Kawaguchiko Music Forest) และฤดูใบไม้ร่วงประมาณครึ่งเดือนแรกของเดือนพฤศจิกายนใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลืองสลับกัน

แต่อย่างไรก็ตามยอดภูเขาไฟฟูจิมักถูกบดบังด้วยเมฆในช่วงกลางวันแม้สภาพอากาศจะปกติ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ดังนั้นเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงเช้าของทุกๆวัน(ก่อน 9 โมงเช้า) และช่วงบ่ายเย็นๆ

สถานที่ท่องเที่ยวรอบๆทะเลสาบคาวากูจิโกะ มีความหลากหลายและน่าสนใจ ได้แก่

1. กระเช้าคาจิคาจิภูเขาเทนโจ(Kachi Kachi Ropeway)

ระยะทาง 400 เมตร เชื่อมต่อชายฝั่งตะวันออกของทะเลสาบคาวากูจิโกะ กับดาดฟ้าชมวิวใกล้ยอดภูเขาเทนโจ(Mount Tenjo) สูงประมาณ 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลที่มีทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบด้านล่างรวมกับภูเขาไฟฟูจิ
ค่าใช้จ่าย: ไปกลับ 720 เยน เที่ยวเดียว 410 เยน
เวลาเปิด-ปิด: มีนาคม-พฤศจิกายน 9:00-17:00
ธันวาคม-กุมภาพันธ์ 9:30-16:40 (กระเช้าออกทุกๆ 5-10 นาที)
วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน

2. พิพิธภัณฑ์ศิลปะคูโบตะอิตจิคุ(Kubota Itchiku Art Museum)

จัดแสดงผลงานศิลปะของ Kubota Itchiku(1917-2003) ศิลปินผู้ฟื้นฟูศิลปะการย้อมสีผ้าไหมสึจิกาฮานะ(Tsujigahana silk dyeing) จัดแสดงกิโมโนที่สร้างสรรค์ โดยมีรูปภาพธรรมชาติ จักรวาล และฤดูกาลต่างๆ รวมถึงผลงานชิ้นโบแดงที่ยังไม่เสร็จ ชื่อว่า “Symphony of Light” เป็นกิโมโน 30 ชุดที่เรียงต่อกันเป็นรูปภูเขาไฟฟูจิ
ค่าใช้จ่าย: 1,300 เยน
เวลาเปิด-ปิด: เมษายน-พฤศจิกายน 9:30-17:30
ธันวาคม-มีนาคม 10:00-16:30 (เข้าชมก่อนเวลาปิด 30 นาที)
วันปิดทำการ: ทุกวันพุธ ตั้งแต่เดือนธันวาคม-มีนาคม
วันที่ 26-28 ธันวาคม
เปิดในวันหยุดราชการ และพุธของสัปดาห์แรกในเดือนมกราคม

3. พิพิธภัณฑ์ศิลปะคาวากูจิโกะ(Kawaguchiko Museum of Art)

จัดแสดงศิลปะสมัยใหม่ของชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ รวมถึงคอลเลกชั่นภาพวาด ภาพถ่ายที่เกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิ
ค่าใช้จ่าย: 800 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 9:30-17:00(เข้าชมก่อน 16:30)
วันปิดทำการ: ทุกวันอังคาร(ยกเว้นตรงกับวันหยุดราชการ) และวันหยุดปีใหม่

4. พิพิธภัณฑ์คาวากูจิโกะมิวสิคฟอร์เรส(Kawaguchiko Music Forest)

5. พิพิธภัณฑ์อัญมณียามานาชิ(Yamanashi Gem Museum)

ภายในจัดแสดงอัญมณี เพชรพลอย และคริสตัลควอทซ์ขนาดใหญ่ที่รวบรวมได้จากในประเทศญี่ปุ่นและจากทั่วโลก และยังมีร้านค้าจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับอื่นๆอีกด้วย

ค่าใช้จ่าย: 600 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 9:00-17:30(มีนาคม-ตุลาคม), 9:30-17:00(พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) เข้าชมก่อนเวลาปิด 30 นาที
วันปิดทำการ: ทุกวันพุธ(ยกเว้นตรงกับวันหยุดราชการ) และวันหยุดปีใหม่

6.หอสมุนไพร(Herb Hall)

เป็นร้านค้า สวนสมุนไพร และเรือนกระจกที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้อย่างใกล้ชิด หรือซื้อสมุนไพร ชา และดอกไม้แห้งไว้เป็นของฝากได้อีกด้วย ด้านหลังของหอสมุนไพรเป็นที่ตั้งของหอน้ำหอมที่จำหน่ายน้ำหอม น้ำมันหอมระเหย และสบู่

ค่าใช้จ่าย: ฟรี
เวลาเปิด-ปิด: 9:00-18:00(เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม ปิด 17:30)
วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน

 

หมู่บ้านหลังคาโบราณ ชิราคาวะโกะ (Shirakawa-go)

หมู่บ้านหลังคาโบราณ ชิราคาวะโกะ (Shirakawa-go)


ชิราคาวาโกะ(Shirakawa-go) และโกคายาม่า(Gokayama) เป็นพื้นที่หมู่บ้านริมแม่น้ำโชงาวะ(Shogawa River) ยาวตั้งแต่กิฟุไปจนถึงโทยาม่า ได้ถูกประกาสให้เป็นเมืองมรดกโลกยูเนสโกในปี 1995 ซึ่งมีชื่อเสียงในการทำไร่แบบดั้งเดิม gassho-zukuri farmhouses โดยบางแห่งมีอายุกว่า 250 ปี

บ้านแต่ละหลังมุงด้วยหลังคาสูงชันให้ทนทานต่อปริมาณหิมะที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงฤดูหนาว มีห้องใต้หลังคาที่กว้างขวางสำหรับเลี้ยงหนอนไหมหมู่บ้านโองิมาจิ(Ogimachi) เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดในชิราคาวาโกะ สามารถเดินทางจากทาคายาม่าหรือคานาซาว่าได้อย่างสะดวก

เมืองโกคายาม่าจะเข้าถึงได้ยากเล็กน้อยโดยต้องเปลี่ยนรถบัสในเมือง Ogimachi ภายในหมู่บ้านได้รับการพัฒนาน้อยกว่า อาหารท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงคือ Suganuma และ Ainokura

สวนริมทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ ปาร์ค (Hitachi Seaside Park)

สวนริมทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ ปาร์ค (Hitachi Seaside Park) หรือสวนฮิตาชิ(Hitachi Park) เป็นสวนริมทะเลขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงด้านทุ่งดอกไม้ที่สวยงาม โดยเฉพาะทุ่งดอกโคเชีย(Kochia)ที่โดยปกติจะมีสีเขียว และจะเปลี่ยนเป็นสีแดงในช่วงฤดูใบไม้ร่วงอยู่ที่เมืองฮิตาชินากา(Hitachinaka) ของจังหวัดอิบารากิ อยู่ห่างจากเมืองโตเกียวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 130 กิโลเมตร

ที่สวนริมทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ ปาร์ค (Hitachi Seaside Park)สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีเพราะจะมีดอกไม้ สายพันธ์ต่างๆที่จะสลับกันบานตลอดเวลา รวมทั้งยังมีโซนของสวนสนุกที่ชื่อว่า Pleasure Garden เปิดให้บริการตลอดเวลาด้วย แต่ที่สวนฮิตาชินี้จะมีช่วงเวลาของทุ่งดอกไม้บานที่เป็นไฮไลท์สำคัญอยู่ทั้งหมด 4 ช่วงเวลาดังนี้

1. ทุ่งดอกนาร์ซิสซัส(Narcissus) หรือมีชื่อเรียกว่า Suisen Fantasy โดยจะบานช่วงฤดูใบไม้ผลิ ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน มีซึ่งที่สวนแห่งนี้มีมากกว่า 1 ล้านดอกจาก 600 สายพันธ์เลยทีเดียว โดยจะอยู่ใกล้กับโซนป่าสนซึ่งจะส่งกลิ่นหอมหวานไปทั่วบริเวณ

2. ทุ่งดอกทิวลิป(Tulip) หรือที่เรียกว่าช่วง Tulip World โดยจะบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิเช่นกัน ช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนเมษายน ต่อจากทุ่งดอกนาร์ซิสซัส มีดอกทิวลิปสีสันสดใสมากกว่า 280,000 ต้น จาก 220 สายพันธ์

3. ทุ่งดอกเนโมฟีเลีย(Nemophila) หรือที่เรียกกันว่าช่วง Nemophila Harmony โดยจะบานต่อจากดอกทิวลิปในฤดูใบไม้ผลิเหมือนกัน ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม จะเป็นดอกไม้สีฟ้า และน้ำเงิน ทำให้ทุ่งหญ้าสีเขียวกลายเป็นสีฟ้าสวยงามแปลกตามาก เพราะหาชมไม่ได้ง่ายนัก ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของสวนแห่งนี้เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีทุ่งดอก rapeseed สีเหลืองสดที่จะบานพร้อมกันด้วย

4. ทุ่งดอกโคเชีย(Kochia) หรือที่เรียกว่าช่วง Kochia Carnival ในฤดูใบไม้ร่วงช่วงปลายเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคม โดยปกติต้นโคเชียจะเป็นไม้พุ่มกลมสีเขียวซึ่งก็สวยงามอยู่แล้ว แต่พอถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะเปลี่ยนสีเป็นสีแดงสดก็ยิ่งทำให้ทั้งสวยงามและแปลกตามากยิ่งขึ้น จกลายเป็นไฮไลท์หลักของสวนแห่งนี้เลยทีเดียว ซึ่งที่สวนฮิตาชิจะปลูกอยู่บริเวณเนินเขา มิฮาราชิ(Miharashi)ทั่วทั้งเนินทำให้เนินแห่งนี้จะเปลี่ยนจากสีเขียวเข้ม กลายเป็นสีแดงสดในช่วงเดือนตุลาคม พร้อมกันนี้ยังมีดอกคอสมอสหลากสีสันบานอยู่ใกล้ๆกันด้วย

 

ห้าแยกชิบูย่า และย่านชินจูกุ

ย่านชิบูย่า(Shibuya) แหล่งช้อปปิ้งและเอนเตอร์เทนเม้นท์สุดชิคขนาดใหญ่ใจกลางโตเกียว เป็นหนึ่งในย่านที่คึกคักมีผู้คนพลุกพล่านตลอดเวลา ในบริเวณนี้ถือว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่นิยมของวัยรุ่นญี่ปุ่นเนื่องจากมีห้างสรรพสินค้าจำนวนมาก ร้านอาหารเก๋ๆก็มีอยู่ไม่น้อย เนื่องจากเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงทำให้มีร้านเสื้อผ้าแฟชั่นหรือดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบเสื้อผ้าเองและเปิดร้านบริเซรนี้ สามารถสร้างแบรนด์สินค้าแฟชั่นของตนเองจนโด่งดังได้หลายต่อหลายแบรนด์

จุดที่เป็นเหมือนสัญลักษ์ของย่านนี้ก็คือ แยกข้ามถนนขนาดใหญ่เป็นการตัดกันของถนนหลายสายด้วยกัน ทำให้เมื่อสัญญาณไปจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว ผู้คนจากทุกฝั่งถนนก็จะเดินข้ามถนนพร้อมๆกัน เนื่องจากย่านนี้เป็นย่านที่มีคนจำนวนมากดังนั้น เดินเวลาข้ามถนนพร้อมกันจึงแทบจะมองไม่เห็นพื้นที่ถนนว่างๆเลย และที่ให้แยกนี้เป็นจุดที่มีชื่อเสียงและผู้คนนิยมมาเก็บภาพ

ย่านชินจูกุ(Shinjuku) แหล่งบันเทิงและแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ใจกลางเมืองหลวงโตเกียว เป็นศูนย์รวมแฟชั่นเก๋ๆ เท่ห์ๆ ของเหล่าบรรดาแฟชั่นนิสต้า มีสถานีรถไฟชินจูกุที่เป็นเหมือนศูนย์กลางของของย่านนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานีที่คึกคักที่สุดในญี่ปุ่น ในแต่ละวันมีผู้คนจำนวนมากถึง 2.5 ล้านคนที่ใช้บริการสถานีแห่งนี้ ทางด้านตะวันตกย่านนี้ที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าหลายอาคาร มีทั้งโรงแรมชั้น ตึกแฝดที่เป็นสำนักงานรัฐบาลซึ่งด้านบนของตึกนี้เปิดให้ประชาชมเข้าชมฟรี ส่วนทางด้านตะวันออกนั้นคือ คาบูกิโชะ เป็นย่านที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า, ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่าง Big Camera และย่านบันเทิงยามราตรีที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

yakushima

Yakushima Island (Kyushu)

Yakushima Island (Kyushu) : ป่ามหัศจรรย์บนเกาะยากุชิมะ

yakushima

อีกหนึ่งทิวทัศน์ที่สวยงามน่าประทับใจและหาชมได้ยากยิ่งนั้น คือทิวทัศน์ในป่ามหัศจรรย์บนเกาะยูคุชิมะแห่งนี้ ทิวทัศน์สุดหายากของป่านี้นั้นมีเหตุมาจากภายในป่านี้มีต้นสนโบราณอายุยืนยาวหลายพันปีอยู่รวมกัน โดยเชื่อกันว่ามีต้นสนที่อายุกว่า 7,000 ปีอยู่ที่นี่ด้วย

และเนื่องจากภาพในป่าแห่งนี้มีความชื้นตลอดทั้งปี เพราะมีฝนตกเกือบตลอดทั้งปี ทำให้ภายในป่าแห่งนี้เขียวชะอุ่มและดูชุ่มช่ำอยู่เสมอ ใครชอบธรรมชาติและอยากเก็บภาพบรรยากาศความเขียวชะอุ่ม ต้องลองมาที่ป่าแห่งนี้กันดู เพราะสวยงามราวกับต้องมนต์เลยล่ะ

ที่อยู่ : Yakushima, Kumage District, Kagoshima Prefecture 891-4200, Japan
วิธีเดินทาง : นั่งเรือสปีดโบ๊ทจากท่าเรือของเมือง Ibusuki ไปขึ้นฝั่งบนเกาะ Yakushima ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที จากท่าเรือ Miyanoura โดยรถยนต์ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที หรือขึ้นรถบัส ใช้เวลาเดินทางประมาณ 35 นาที ราคา 350 เยน
ราคา : ค่าเข้าเส้นทางเดินป่า 300 เยน

ฮากุบะ-มุระ (Hakuba – mura)

ฮากุบะ-มุระ สิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่สมบูรณ์ของฮาคุบะ ทำให้ฮาคุบะแห่งนี้เป็นจุดที่สมบูรณ์แบบที่จะเพลิดเพลินไปกับกีฬาภูเขา เช่น การปีนภูเขา และการเล่นสกี เพลิดเพลินไปกับการเดินทางที่น่าจดจำในสถานที่กลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ ที่ฐานของเทือกเขาแอลป์ตอนเหนือ

เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดนากาโน่ (Nagano) นี้ อาจไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักสำหรับคนไทย แต่เป็นแหล่งสกีอันลือชื่อของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ใจกลางภูเขาฮากุบะ (Hakuba) ซึ่งเปรียบได้กับเทือกเขาแอลป์ (Alps)
ของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาบน้ำแร่ แช่น้ำพุร้อน ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของประเทศด้วย

เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดนากาโน่ (Nagano) นี้ อาจไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักสำหรับคนไทย แต่เป็นแหล่งสกีอันลือชื่อของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ใจกลางภูเขาฮากุบะ (Hakuba) ซึ่งเปรียบได้กับเทือกเขาแอลป์ (Alps)
ของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาบน้ำแร่ แช่น้ำพุร้อน ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของประเทศด้วย

ไปเที่ยวช่วงไหนดี

เหมาะแก่การไปเยือนในช่วงฤดูหนาว (เดือนธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์) และช่วงชมใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ราวเดือนตุลาคม

 

 

 

 

 

น้ำตกฟูกุโรดาโนะทากิ

หนึ่งในสามของน้ำตกที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น น้ำตกฟูกุโรดาโนะทากิตั้งอยู่ในจังหวัดอิบารากิ คุจิ ไดโกะ ทราบกันดีว่าที่นี่เป็นหนึ่งในสามของน้ำตกที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น สูง 120 เมตรและกว้าง 37 เมตร น้ำตกที่สวยงาม 4 ชั้น มองไกล ๆ เหมือนด้ายยาวสีขาว แต่เมื่อมองใกล้ ๆ คุณจะเห็นแรงเสียดสีเมื่อตกกระทบพื้นดิน ที่นี่ยังมีเพลทฟอร์มติดตั้งอยู่ด้านหน้าของน้ำตก ทำให้คุณสามารถเห็นน้ำตกได้จากระยะกลางและด้านบน และชื่นชมได้จากมุมต่าง ๆ

น้ำตกฟูกุโรดาโนะทากิ

น้ำตกไหลจากผนังโออิวะในชั้นที่ 4 และกล่าวกันว่ามีพระสงฆ์มายี่ยมชมที่นี่และได้กล่าวว่า Unless you see it in all 4 seasons you haven’t really seen it และดังนั้นที่นี่จึงรู้จักกันในนามของน้ำตก 4 ชั้นซึ่งไม่ได้มาจากลักษณะของน้ำตก แต่มาจากลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ในฤดูใบไม้ผลิจะเห็นสายน้ำสีขาวล้อมร้อมด้วยป่าสีเขียวและมีรุ้งเกิดขึ้นครั้งคราว และสีของใบไม้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะสะท้อนสีแดงและสีส้มไปยังน้ำตกที่กำลังตกลงมา และใบไม้เปลี่ยนสีอย่างสมบูรณ์ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ในฤดูหนาวคุณจะเห็นน้ำตกในสถานะ Hyobaku ซึ่งเป็นน้ำแข็งสีขาว ระหว่างหน้าหนาวในเวลากลางคืน น้ำตกและสะพานแขวนจะสว่างขึ้นทำให้เป็นวิวกลางคืนที่น่าตื่นตาสำหรับคุณ นอกจากนี้คุณจะได้เห็นนักปีนน้ำแข็งที่ปีนขึ้นไปตามผนังของน้ำแข็ง

การเดินทาง
การเดินทางโดยการขนส่งสาธารณะ ใช้รถไฟสาย JR Suigun ไปที่สถานี Fukuroda และจากที่นั่นให้ต่อรถบัส Ibaraki และลงที่ป้าย Takimoto และเดิน 10 นาที โดยรถยนต์ ใช้ทางด่วน Joban Expressway เพื่อไปยังทางเชื่อม Naka IC ขับอีก 50 นาที ทั้งสองที่มีที่จอดรถฟรี