Tag Archive สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

แม่น้ำชิมันโตะ (Shimanto River)” ในจังหวัดโคชิ (Kochi)

แม่น้ำชิมันโตะ (Shimanto River)

แม่น้ำชิมันโตะ (Shimanto River)ในจังหวัดโคชิ (Kochi) เป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคชิโกะคุ (Shikoku) มีความยาวทั้งสิ้นเกือบ 190 กิโลเมตร และเนื่องจากสายน้ำแห่งนี้ใสสะอาดราวกับกระจก จึงอุดมสมบูรณ์ด้วยสิ่งมีชีวิตต่างๆมากมาย และงดงามด้วยทัศนียภาพสวยงามของท้องทุ่งชนบท โดยในช่วงฤดูร้อนตั้งแต่เดือนมิถุนายน – สิงหาคม บริเวณรอบๆ แม่น้ำแห่งนี้ยังมีกิจกรรมทางน้ำมากมายให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุกกัน เช่น พายเรือแคนู ล่องแก่ง ปั่นจักรยาน หรือ ล่องเรือชมแม่น้ำได้อีกด้วย

แม่น้ำที่มีความยาวกว่า 190 กิโลเมตร เรียกว่ายาวมากที่สุดในภูมิภาคชิโกกุเลยนะ แต่ชื่อเสียงของมันไม่ได้มีแค่ความยาวเท่านั้น

เพราะแม่น้ำชิมันโตะยังได้รับการขนานนามว่าใสและสะอาดมากๆ เป็นแหล่งน้ำจากธรรมชาติท่ามกลางทัศนีย์ภาพที่โอบล้อมด้วยภูเขาและอากาศบริสุทธิ์

แหล่งที่อยู่อาศัยบริเวณรอบๆ นั้น ผู้คนต่างรักษาความสะอาด เป็นหนึ่งเดียวกันกับธรรมชาติและแม่น้ำ ทำให้แหล่งน้ำที่นี่ยังใสสะอาดอยู่

ไม่ใช่แค่เดินชมได้แค่อย่างเดียว แต่ที่แม่น้ำชิมันโตะมีกิจกรรมที่สามารถทำได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น พายเรือแคนนู ล่องแก่ง ปั่นจักรยานชมวิวโดยรอบ เพราะที่นี่มีสะพานชินกะ (Chinka bridge) หรือสะพานที่ไม่มีราวกั้น พาดระหว่างสองฝั่งแม่น้ำให้คุณสามารถเดินข้ามไปมาหรือปั่นจักรยาน ชมความใสสะอาดและธรรมชาติรอบๆ แม่น้ำได้

จังหวัดชิกะ Shiga

จังหวัดชิกะ Shiga

จังหวัดเล็กๆ บรรยากาศชิลล์ๆ จังหวัด ชิกะ (Shiga) หนึ่งใน จังหวัดของภูมิภาคคันไซ ที่ถึงแม้ไม่ค่อยคุ้นหูนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ แต่รู้ไหมว่า จังหวัดนี้อยู่ห่างจากเกียวโตแค่ปลายนิ้ว เพียงแค่นั่งรถไฟ JR Tokaido-Sanyo Line จากสถานีเกียวโต เพียง 9 นาที ก็ถึงสถานี Otsu เมืองหลักของชิกะแล้ว

จังหวัดชิกะ (ญี่ปุ่น: 滋賀県 โรมาจิ: Shiga-ken) เป็นจังหวัดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่บริเวณภาคคันไซ มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองโอตสึ มีขนาดพื้นที่ทั้งสิ้น 4,017.36 ตารางกิโลเมตร ในสมัยก่อน ชิงะ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ มณฑลโอมิ (ญี่ปุ่น: 近江国 โรมาจิ: Ōmi no kuni) หรือโกชู (ญี่ปุ่น: 江州 โรมาจิ: Gōshū) ก่อนที่จะมีการใช้ระบบการบริหารราชการแบบแบ่งจังหวัดขึ้น มณฑลโอมิเป็นเพื่อนบ้านกับนาระ และเกียวโต เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างญี่ปุ่นตะวันตกและตะวันออก ในช่วง ค.ศ. 667 ถึง ค.ศ. 672 นั้น จักรพรรดิเท็นจิทรงสร้างพระราชวังที่โอตสึ จากนั้น ในปี ค.ศ.742 จักรพรรดิโชมุทรงสร้างพระราชวังที่ชิงารากิ ในช่วงต้นของยุคเฮอัง พระภิกษุไชโชเติบโตขึ้นที่โอตสึและได้สร้างวัดเอ็นเรียกุซึ่งเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายมหายานแบบเท็นได และได้ปัจจุบันได้เป็นหนึ่งในมรดกโลกพร้อมกับสถานที่ทางประวัติศาสตร์อีกหลายแห่งในเกียวโต

พื้นที่ 1 ใน 6 ของจังหวัดชิกะ มีทะเลสาบ Biwa ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และรอบ ๆ ทะเลสาปนั้นคือภูเขาลูกใหญ่หลายลูกที่มีต้นไม้เขียวขจีปกคลุมอยู่ ยิ่งถ้าช่วงใบไม่เปลี่ยนสี ภูเขาทุกลูกก็จะมีสีแดงสลับเหลืองของใบเมเปิ้ล เป็นภาพที่สวยงามเกินจะบรรยาย เรียกได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มากๆเลยล่ะ

นอกจากการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติแล้ว คุณยังสามารถเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้ง พร้อมทั้งทำกิจกรรมสนุก ๆ ในจังหวัดชิกะแห่งนี้ได้ด้วย ! ไปดูกันเลย

วัดมรดกโลก Enryakuji Temple

วัดเอนรยาคุจิ (Enryakuji Temple) ตั้งอยู่ในเทือกเขา Hiezan บริเวณระหว่างชายแดนของจังหวัดเกียวโตและจังหวัดชิกะ ก่อตั้งโดยพระรูปหนึ่งซึ่งมีนามว่า Dengyodaishi Saicho เป็นสถานที่ซึ่งมีเหล่าพระสงฆ์ระดับปรมจารย์มากมาย และยังเป็นที่ให้กำเนิดนิกายต่าง ๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่มีความขลัง และน่าศรัทธามาก ๆ

ภายในวัดมีอาณาเขตกว้างขวาง เมื่อมองลงไปจากบริเวณวัดจะสามารถมองเห็นตัวเมืองเกียวโตและทะเลสาบบิวะได้อีกด้วย หากจะเดินชมให้ทั่วทั้งบริเวณของวัด อาจต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงเลยล่ะ

จุดท่องเที่ยวภายในวัดจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ด้านทิศตะวันออก (Toudou) ด้านทิศตะวันตก (Saidou) และด้าน Yokawa ซึ่งประกอบไปด้วยโบสถ์วิหารจำนวน 16 แห่ง และโบสถ์วิหารจำนวนมากยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของชาติอีกด้วย

พิพิธภัณฑ์ MIHO MUSEUM

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในป่าเนินเขาทางทิศตะวันตกของเมืองโคคะ (Koka) ถูกก่อตั้งและออกแบบโดยสถาปนิกที่มีชื่อเสียง Koyama Mihoko ใครที่ชอบเสพงานศิลป์ และสถาปัตยกรรม ขอบอกว่าห้ามพลาด

เพราะโครงสร้างและการออกแบบของอาคารที่สุดโดดเด่นท่ามกลางป่าเขียวขจี นอกจากนี้ยังเป็นอีกหนึ่งในสถานที่ชมซากุระที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ! เพราะมีอุโมงค์ขนาดใหญ่และยาวที่ตัดลอดภูเขา มองเห็นแสงสว่างที่ลอดผ่านวิวทิวทัศน์ที่อยู่เบื้องหน้า รวมถึงดอกซากุระสีชมพูสดใสที่รอต้อนรับคุณอยู่ ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยล่ะ

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้รวบรวมของสะสมโบราณทางศิลปะรวมไปถึงของชาวอียิปต์ โรมัน และวัฒนธรรมเอเชียอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของสะสมส่วนตัวของคุณ Koyama อีกด้วย และจะมีการจัดแสดงนิทรรศการต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตลอดทั้งปี

ภูมิภาคคันไซ(Kansai)

ภูมิภาคคันไซ(Kansai)เป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญต่อศิลปะและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมานานนับพันปีเพราะเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของญี่ปุ่นในอดีตถึง 2 เมืองคือ นะระ(Nara) และ เกียวโต(Kyoto) และในปัจจุบันยังเป็นที่ตั้งของเมืองโอซาก้า(Osaka)ที่เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ญี่ปุ่นด้วย

ภูมิภาคคันไซประกอบด้วยจังหวัดทั้งหมด 6 จังหวัดมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายและมากมายไม่แพ้ภูมิภาคอื่นๆเลยตั้งแต่ ปราสาทฮิเมจิที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น, ทะเลสาบบิวะโกะที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น, แหล่งรวมวัดและศาลเจ้าโบราณและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลกที่เมืองเกียวโต รวมถึงสวนสนุกยูนิเวอร์ซัลสตูดิโอ สวนสนุกระดับโลกจากฮอลลีวู้ดที่เมืองโอซาก้า

ของขึ้นชื่อใน คันไซ(Kansai) – ชาอูจิ Uji Tea
พื้นที่ต่างๆใน คันไซ(Kansai) – เกียวโต(Kyoto), โอซาก้า(Osaka), นารา(Nara), เฮียวโงะ(Hyogo), วาคายาม่า(Wakayama), ชิงะ(Shiga), มิเอะ(Mie)

ภูมิภาคชูโกกุ(Chugoku)

ชูโกกุ(Chugoku)

ภูมิภาคชูโกกุ(Chugoku) มีความหมายว่า “ภูมิภาคที่อยู่ตรงกลาง” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะฮอนชู ถัดจากภูมิภาคคันไซ(Kansai) หรือบางคนเรียกว่า West Kansai ในภูมิภาคนี้จะแบ่งออกเป็นฝั่งอุตสาหกรรม เรียกว่า ซันโย(Sanyo) ซึ่งเลียบฝั่งทะเลเซโตะ(Seto Inland Sea coast) และฝั่งชนทบ เรียกว่า ซานิน(Sanin) ซึ่งเลียบฝั่งทะเลญี่ปุ่น แบ่งออกเป็น 5 จังหวัดย่อยๆ ที่ปลายสุดของภูมิภาคชูโกกุจะเป็นจังหวัดยามากูจิซึ่งจะติดกับภูมิภาคคิวชู(Kyushu)ซึ่งเชื่อมต่อกันได้ทั้งทาง รถไฟ ถนน และทางเรือ ทำให้ที่นี่จะเป็นทางผ่านและจุดเชื่อมต่อระหว่างเกาะใหญ่ฮอนชูและคิวชู
แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของชูโกกุบางส่วน เช่น ศาลเจ้าอิสึกุชิมะ(Itsukushima Shrine), ทะเลทรายเพียงแห่งเดียวของญี่ปุ่นที่ต็อตโตริ (Tottori Sand Dunes), สะพานคินไตเคียว(Kintai-Kyo Bridge), และปราสาทฮิโรชิม่า(Hiroshima Castle)
พื้นที่ต่างๆใน ชูโกกุ(Chugoku) – ฮิโรชิม่า(Hiroshima), ยามากูจิ(Yamaguchi), โอคายาม่า(Okayama), ต็อตโตริ(Tottori), ชิมาเนะ(Shimane)
ภูมิภาคโอกินาว่า(Okinawa)

โอกินาว่า(Okinawa) 

โอกินาว่า(Okinawa) เป็นจังหวัดที่อยู่ทางทิศใต้สุดของประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วยหมู่เกาะเล็กๆกว่า 12 เกาะ บริเวณครึ่งหนึ่งของเกาะนันเซ โชโตะ(Nansei Shoto) ห่างจากเกาะคิวชูไปกว่า 1,000 กิโลเมตรไปทางไต้หวัน

cover-okinawa
จังหวัดโอกินาว่าแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเกาะใหญ่ๆ ได้แก่ หมู่เกาะโอกินาว่า(Okinawa Shoto) รอบๆเกาะโอกินาว่า(Okinawa Honto) หมู่เกาะมิยาโกะ(Miyako Tetto)รอบๆเกาะมิยาโกะ และหมู่เกาะยาเอยาม่า(Yaeyama Retto)รอบๆเกาะอิชิงากิ(Ishigaki Island)

ของขึ้นชื่อใน โอกินาว่า(Okinawa) – 10 ของฝากยอดนิยมจากเกาะจากโอกินาว่า
พื้นที่ต่างๆใน โอกินาว่า(Okinawa) – หมู่เกาะโอกินาว่า(Okinawa Islands), หมู่เกาะยาเอยาม่า(Yaeyama Islands), เกาะมิยาโกะ(Miyako Island), เกาะคุเมะ(Kume Island)

ทะเลสาบคาวากูชิโกะ(Lake Kawaguchiko)

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ(Lake Kawaguchiko) เป็นทะเลสาบที่เดินทางไปถึงได้ง่ายที่สุดในบรรดา 5 ทะเลสาบรอบภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งมีการเชื่อมต่อจากโตเกียวด้วยรถไฟ และรถบัส พื้นที่บริเวณชายฝั่งทิศตะวันออกของทะเลสาบเป็นที่พัก และออนเซนที่สามารถมองเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามได้อย่างชัดเจน

มุมมองที่ดีที่สุดของภูเขาไฟฟูจิ คือชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาบ โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระจำนวนมากเบ่งบานประมาณกลางเดือนเมษายน หนึ่งในจุดชมดอกซากุระคือพิพิธภัณฑ์คาวากูจิโกะมิวสิคฟอร์เรส(Kawaguchiko Music Forest) และฤดูใบไม้ร่วงประมาณครึ่งเดือนแรกของเดือนพฤศจิกายนใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลืองสลับกัน

แต่อย่างไรก็ตามยอดภูเขาไฟฟูจิมักถูกบดบังด้วยเมฆในช่วงกลางวันแม้สภาพอากาศจะปกติ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ดังนั้นเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงเช้าของทุกๆวัน(ก่อน 9 โมงเช้า) และช่วงบ่ายเย็นๆ

สถานที่ท่องเที่ยวรอบๆทะเลสาบคาวากูจิโกะ มีความหลากหลายและน่าสนใจ ได้แก่

1. กระเช้าคาจิคาจิภูเขาเทนโจ(Kachi Kachi Ropeway)

ระยะทาง 400 เมตร เชื่อมต่อชายฝั่งตะวันออกของทะเลสาบคาวากูจิโกะ กับดาดฟ้าชมวิวใกล้ยอดภูเขาเทนโจ(Mount Tenjo) สูงประมาณ 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลที่มีทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบด้านล่างรวมกับภูเขาไฟฟูจิ
ค่าใช้จ่าย: ไปกลับ 720 เยน เที่ยวเดียว 410 เยน
เวลาเปิด-ปิด: มีนาคม-พฤศจิกายน 9:00-17:00
ธันวาคม-กุมภาพันธ์ 9:30-16:40 (กระเช้าออกทุกๆ 5-10 นาที)
วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน

2. พิพิธภัณฑ์ศิลปะคูโบตะอิตจิคุ(Kubota Itchiku Art Museum)

จัดแสดงผลงานศิลปะของ Kubota Itchiku(1917-2003) ศิลปินผู้ฟื้นฟูศิลปะการย้อมสีผ้าไหมสึจิกาฮานะ(Tsujigahana silk dyeing) จัดแสดงกิโมโนที่สร้างสรรค์ โดยมีรูปภาพธรรมชาติ จักรวาล และฤดูกาลต่างๆ รวมถึงผลงานชิ้นโบแดงที่ยังไม่เสร็จ ชื่อว่า “Symphony of Light” เป็นกิโมโน 30 ชุดที่เรียงต่อกันเป็นรูปภูเขาไฟฟูจิ
ค่าใช้จ่าย: 1,300 เยน
เวลาเปิด-ปิด: เมษายน-พฤศจิกายน 9:30-17:30
ธันวาคม-มีนาคม 10:00-16:30 (เข้าชมก่อนเวลาปิด 30 นาที)
วันปิดทำการ: ทุกวันพุธ ตั้งแต่เดือนธันวาคม-มีนาคม
วันที่ 26-28 ธันวาคม
เปิดในวันหยุดราชการ และพุธของสัปดาห์แรกในเดือนมกราคม

3. พิพิธภัณฑ์ศิลปะคาวากูจิโกะ(Kawaguchiko Museum of Art)

จัดแสดงศิลปะสมัยใหม่ของชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ รวมถึงคอลเลกชั่นภาพวาด ภาพถ่ายที่เกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิ
ค่าใช้จ่าย: 800 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 9:30-17:00(เข้าชมก่อน 16:30)
วันปิดทำการ: ทุกวันอังคาร(ยกเว้นตรงกับวันหยุดราชการ) และวันหยุดปีใหม่

4. พิพิธภัณฑ์คาวากูจิโกะมิวสิคฟอร์เรส(Kawaguchiko Music Forest)

5. พิพิธภัณฑ์อัญมณียามานาชิ(Yamanashi Gem Museum)

ภายในจัดแสดงอัญมณี เพชรพลอย และคริสตัลควอทซ์ขนาดใหญ่ที่รวบรวมได้จากในประเทศญี่ปุ่นและจากทั่วโลก และยังมีร้านค้าจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับอื่นๆอีกด้วย

ค่าใช้จ่าย: 600 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 9:00-17:30(มีนาคม-ตุลาคม), 9:30-17:00(พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) เข้าชมก่อนเวลาปิด 30 นาที
วันปิดทำการ: ทุกวันพุธ(ยกเว้นตรงกับวันหยุดราชการ) และวันหยุดปีใหม่

6.หอสมุนไพร(Herb Hall)

เป็นร้านค้า สวนสมุนไพร และเรือนกระจกที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้อย่างใกล้ชิด หรือซื้อสมุนไพร ชา และดอกไม้แห้งไว้เป็นของฝากได้อีกด้วย ด้านหลังของหอสมุนไพรเป็นที่ตั้งของหอน้ำหอมที่จำหน่ายน้ำหอม น้ำมันหอมระเหย และสบู่

ค่าใช้จ่าย: ฟรี
เวลาเปิด-ปิด: 9:00-18:00(เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม ปิด 17:30)
วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน

 

หมู่บ้านหลังคาโบราณ ชิราคาวะโกะ (Shirakawa-go)

หมู่บ้านหลังคาโบราณ ชิราคาวะโกะ (Shirakawa-go)


ชิราคาวาโกะ(Shirakawa-go) และโกคายาม่า(Gokayama) เป็นพื้นที่หมู่บ้านริมแม่น้ำโชงาวะ(Shogawa River) ยาวตั้งแต่กิฟุไปจนถึงโทยาม่า ได้ถูกประกาสให้เป็นเมืองมรดกโลกยูเนสโกในปี 1995 ซึ่งมีชื่อเสียงในการทำไร่แบบดั้งเดิม gassho-zukuri farmhouses โดยบางแห่งมีอายุกว่า 250 ปี

บ้านแต่ละหลังมุงด้วยหลังคาสูงชันให้ทนทานต่อปริมาณหิมะที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงฤดูหนาว มีห้องใต้หลังคาที่กว้างขวางสำหรับเลี้ยงหนอนไหมหมู่บ้านโองิมาจิ(Ogimachi) เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดในชิราคาวาโกะ สามารถเดินทางจากทาคายาม่าหรือคานาซาว่าได้อย่างสะดวก

เมืองโกคายาม่าจะเข้าถึงได้ยากเล็กน้อยโดยต้องเปลี่ยนรถบัสในเมือง Ogimachi ภายในหมู่บ้านได้รับการพัฒนาน้อยกว่า อาหารท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงคือ Suganuma และ Ainokura

สวนริมทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ ปาร์ค (Hitachi Seaside Park)

สวนริมทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ ปาร์ค (Hitachi Seaside Park) หรือสวนฮิตาชิ(Hitachi Park) เป็นสวนริมทะเลขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงด้านทุ่งดอกไม้ที่สวยงาม โดยเฉพาะทุ่งดอกโคเชีย(Kochia)ที่โดยปกติจะมีสีเขียว และจะเปลี่ยนเป็นสีแดงในช่วงฤดูใบไม้ร่วงอยู่ที่เมืองฮิตาชินากา(Hitachinaka) ของจังหวัดอิบารากิ อยู่ห่างจากเมืองโตเกียวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 130 กิโลเมตร

ที่สวนริมทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ ปาร์ค (Hitachi Seaside Park)สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีเพราะจะมีดอกไม้ สายพันธ์ต่างๆที่จะสลับกันบานตลอดเวลา รวมทั้งยังมีโซนของสวนสนุกที่ชื่อว่า Pleasure Garden เปิดให้บริการตลอดเวลาด้วย แต่ที่สวนฮิตาชินี้จะมีช่วงเวลาของทุ่งดอกไม้บานที่เป็นไฮไลท์สำคัญอยู่ทั้งหมด 4 ช่วงเวลาดังนี้

1. ทุ่งดอกนาร์ซิสซัส(Narcissus) หรือมีชื่อเรียกว่า Suisen Fantasy โดยจะบานช่วงฤดูใบไม้ผลิ ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน มีซึ่งที่สวนแห่งนี้มีมากกว่า 1 ล้านดอกจาก 600 สายพันธ์เลยทีเดียว โดยจะอยู่ใกล้กับโซนป่าสนซึ่งจะส่งกลิ่นหอมหวานไปทั่วบริเวณ

2. ทุ่งดอกทิวลิป(Tulip) หรือที่เรียกว่าช่วง Tulip World โดยจะบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิเช่นกัน ช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนเมษายน ต่อจากทุ่งดอกนาร์ซิสซัส มีดอกทิวลิปสีสันสดใสมากกว่า 280,000 ต้น จาก 220 สายพันธ์

3. ทุ่งดอกเนโมฟีเลีย(Nemophila) หรือที่เรียกกันว่าช่วง Nemophila Harmony โดยจะบานต่อจากดอกทิวลิปในฤดูใบไม้ผลิเหมือนกัน ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม จะเป็นดอกไม้สีฟ้า และน้ำเงิน ทำให้ทุ่งหญ้าสีเขียวกลายเป็นสีฟ้าสวยงามแปลกตามาก เพราะหาชมไม่ได้ง่ายนัก ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของสวนแห่งนี้เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีทุ่งดอก rapeseed สีเหลืองสดที่จะบานพร้อมกันด้วย

4. ทุ่งดอกโคเชีย(Kochia) หรือที่เรียกว่าช่วง Kochia Carnival ในฤดูใบไม้ร่วงช่วงปลายเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคม โดยปกติต้นโคเชียจะเป็นไม้พุ่มกลมสีเขียวซึ่งก็สวยงามอยู่แล้ว แต่พอถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะเปลี่ยนสีเป็นสีแดงสดก็ยิ่งทำให้ทั้งสวยงามและแปลกตามากยิ่งขึ้น จกลายเป็นไฮไลท์หลักของสวนแห่งนี้เลยทีเดียว ซึ่งที่สวนฮิตาชิจะปลูกอยู่บริเวณเนินเขา มิฮาราชิ(Miharashi)ทั่วทั้งเนินทำให้เนินแห่งนี้จะเปลี่ยนจากสีเขียวเข้ม กลายเป็นสีแดงสดในช่วงเดือนตุลาคม พร้อมกันนี้ยังมีดอกคอสมอสหลากสีสันบานอยู่ใกล้ๆกันด้วย

 

ห้าแยกชิบูย่า และย่านชินจูกุ

ย่านชิบูย่า(Shibuya) แหล่งช้อปปิ้งและเอนเตอร์เทนเม้นท์สุดชิคขนาดใหญ่ใจกลางโตเกียว เป็นหนึ่งในย่านที่คึกคักมีผู้คนพลุกพล่านตลอดเวลา ในบริเวณนี้ถือว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่นิยมของวัยรุ่นญี่ปุ่นเนื่องจากมีห้างสรรพสินค้าจำนวนมาก ร้านอาหารเก๋ๆก็มีอยู่ไม่น้อย เนื่องจากเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงทำให้มีร้านเสื้อผ้าแฟชั่นหรือดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบเสื้อผ้าเองและเปิดร้านบริเซรนี้ สามารถสร้างแบรนด์สินค้าแฟชั่นของตนเองจนโด่งดังได้หลายต่อหลายแบรนด์

จุดที่เป็นเหมือนสัญลักษ์ของย่านนี้ก็คือ แยกข้ามถนนขนาดใหญ่เป็นการตัดกันของถนนหลายสายด้วยกัน ทำให้เมื่อสัญญาณไปจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว ผู้คนจากทุกฝั่งถนนก็จะเดินข้ามถนนพร้อมๆกัน เนื่องจากย่านนี้เป็นย่านที่มีคนจำนวนมากดังนั้น เดินเวลาข้ามถนนพร้อมกันจึงแทบจะมองไม่เห็นพื้นที่ถนนว่างๆเลย และที่ให้แยกนี้เป็นจุดที่มีชื่อเสียงและผู้คนนิยมมาเก็บภาพ

ย่านชินจูกุ(Shinjuku) แหล่งบันเทิงและแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ใจกลางเมืองหลวงโตเกียว เป็นศูนย์รวมแฟชั่นเก๋ๆ เท่ห์ๆ ของเหล่าบรรดาแฟชั่นนิสต้า มีสถานีรถไฟชินจูกุที่เป็นเหมือนศูนย์กลางของของย่านนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานีที่คึกคักที่สุดในญี่ปุ่น ในแต่ละวันมีผู้คนจำนวนมากถึง 2.5 ล้านคนที่ใช้บริการสถานีแห่งนี้ ทางด้านตะวันตกย่านนี้ที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าหลายอาคาร มีทั้งโรงแรมชั้น ตึกแฝดที่เป็นสำนักงานรัฐบาลซึ่งด้านบนของตึกนี้เปิดให้ประชาชมเข้าชมฟรี ส่วนทางด้านตะวันออกนั้นคือ คาบูกิโชะ เป็นย่านที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า, ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่าง Big Camera และย่านบันเทิงยามราตรีที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

yakushima

Yakushima Island (Kyushu)

Yakushima Island (Kyushu) : ป่ามหัศจรรย์บนเกาะยากุชิมะ

yakushima

อีกหนึ่งทิวทัศน์ที่สวยงามน่าประทับใจและหาชมได้ยากยิ่งนั้น คือทิวทัศน์ในป่ามหัศจรรย์บนเกาะยูคุชิมะแห่งนี้ ทิวทัศน์สุดหายากของป่านี้นั้นมีเหตุมาจากภายในป่านี้มีต้นสนโบราณอายุยืนยาวหลายพันปีอยู่รวมกัน โดยเชื่อกันว่ามีต้นสนที่อายุกว่า 7,000 ปีอยู่ที่นี่ด้วย

และเนื่องจากภาพในป่าแห่งนี้มีความชื้นตลอดทั้งปี เพราะมีฝนตกเกือบตลอดทั้งปี ทำให้ภายในป่าแห่งนี้เขียวชะอุ่มและดูชุ่มช่ำอยู่เสมอ ใครชอบธรรมชาติและอยากเก็บภาพบรรยากาศความเขียวชะอุ่ม ต้องลองมาที่ป่าแห่งนี้กันดู เพราะสวยงามราวกับต้องมนต์เลยล่ะ

ที่อยู่ : Yakushima, Kumage District, Kagoshima Prefecture 891-4200, Japan
วิธีเดินทาง : นั่งเรือสปีดโบ๊ทจากท่าเรือของเมือง Ibusuki ไปขึ้นฝั่งบนเกาะ Yakushima ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที จากท่าเรือ Miyanoura โดยรถยนต์ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที หรือขึ้นรถบัส ใช้เวลาเดินทางประมาณ 35 นาที ราคา 350 เยน
ราคา : ค่าเข้าเส้นทางเดินป่า 300 เยน