Category Archiveเรื่องน่ารู้ของญี่ปุ่น

5 ปลารสชาติดี ที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบ

5 ปลารสชาติดี ที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบ

ประเทศญี่ปุ่นนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องอาหารทะเลที่ถูกนำมาทำเป็นซูซิ ซาชิมิ หรือนำมาทานกับข้าวญี่ปุ่นในชามก็ดูเข้ากันดี โดยปลาที่ชาวญี่ปุ่นรับประทานกันนั้นก็มีทั้งแบบปลาสด ๆ และปลาที่แช่แข็งแล้วต้องนำมาละลายก่อนทาน  วันนี้เรามาดูกันว่ามีปลาอะไรบ้างที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบมากและบอกว่าอร่อยที่สุด

1.Chum salmon (sake) ปลาแซลมอน

ไม่น่าเชื่อว่าปลาที่อร่อยที่สุดจะไม่ใช่ปลาทูน่า แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าปลาแซลม่อนนี้อร่อยถูกใจคนทั่วโลกจริง ๆ และก็สามารถเอาชนะใจคนญี่ปุ่นได้ด้วย พูดแล้วก็หิวเลย งั้นเย็นนี้ไปทานปลาแซลม่อนให้หายอยากดีกว่า

2.Pacific bluefin tuna (maguro) ปลาทูน่ามากุโระ

นี่เป็นปลาที่ถูกนำมาทำซูชิมากที่สุด และผู้ชายก็ชอบปลาทูน่ามากุโระมากที่สุดอีกด้วย แต่น่าเสียดายที่ปลาชนิดนี้กลับไม่ได้ที่ 1 ไปครอง

3.Mackerel (saba) ปลาซาบะ

ปลาซาบะกระป๋องนั้นมีมานานแล้ว และทันทีที่อาหารเมนูนี้เข้ามาในญี่ปุ่นก็ทำให้คนที่นี่หลงรัก แต่อย่างไรก็ตาม คนญี่ปุ่นชอบทานปลาซาบะกันมาก ๆ โดยเฉพาะชาว Osaka ที่จะนำปลาซาบะมาดองในน้ำส้มสายชู แล้วนำมาทานร่วมกับข้าวคลุกน้ำส้มสายชูและผัก

4.Eel (unagi) ปลาไหล

ด้วยเนื้อสัมผัสคล้ายกับเนื้อแดง ถ้าได้ทานปลาไหลราดซอสร่วมกับข้าวสักจาน รับรองได้ว่ามันจะช่วยเติมเต็มความรู้สึกดี ๆ ให้กับมื้ออาหารของคุณได้อย่างแน่นอน โดยอาหารจานนี้สามารถทานได้ทั้งแบบร้อนและเย็น คนญี่ปุ่นเชื่อว่าถ้าได้ทานข้าวหน้าปลาไหลในช่วงหน้าร้อนจะทำให้ร่างกายต้านร้อนได้ดีขึ้น แถมยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ร่างกายได้ด้วย

5.Sea bream (tai) ปลาจานหรือปลาอีคุด

ปลาอีคุดเป็นปลาที่ใครกินแล้วจะโชคดี ส่วนใหญ่มักถูกนำมาทำอาหารสำหรับงานมงคลอย่างเช่นงานแต่งงาน หรือโอกาสสำคัญต่าง ๆ แต่ถึงจะไม่มีโอกาสพิเศษ ชาวญี่ปุ่นก็ยังทานปลาชนิดนี้อยู่บ่อย ๆ สามารถทานเป็นซาชิมิ หรือนำมาย่างก็รสชาติดีใช้ได้

วิธีทำ ข้าวหน้าเนื้อ อาหารยอดฮิต ประเทศญี่ปุ่น

ข้าวหน้าเนื้อหรือดงบุริ (Donburi) คงกำลังใจจดใจจ่ออยู่กับการควานหาร้านอาหารญี่ปุ่นกันใช่ไหมคะ โดยเฉพาะคนชอบกินเนื้อวัว ต้องห้ามพลาดเมนูข้าวหน้าเนื้อแน่นอน กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำข้าวหน้าเนื้อญี่ปุ่น หรือ กิวด้ง (Gyudon) สูตรจาก เฟซบุ๊ก ทำอาหารในแบบง่าย ๆ ตามสไตล์ Rita สูตรเนื้อนุ่ม ชุ่มฉ่ำซอส แถมยังใส่เส้นชิราตากิลงไปด้วย ต่อไปนี้ทำกินเองง่าย ๆ ที่บ้าน ไม่ต้องไปหาร้านข้าวหน้าเนื้อ หรือไปเสาะหาว่าข้าวหน้าเนื้อร้านไหนอร่อยอีกแล้ว 

ส่วนผสม ข้าวหน้าเนื้อญี่ปุ่น      

• ขิงบด 5 กรัม   

  • หอมหัวใหญ่สไลซ์ 1 หัว     

• เนื้อวัวสไลซ์ 300 กรัม     

• เส้นชิราตากิ 200 กรัม

เครื่องปรุง     

• น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ + 1 ช้อนชา     

• ผงดาชิ 1 ช้อนชา     

• สาเก 2 ช้อนโต๊ะ     

• มิริน 2 ช้อนโต๊ะ     

• โชยุ 6 ช้อนโต๊ะ     

• น้ำเปล่า 1+1/2 ถ้วยตวง     

• น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะะ

1.นำขิงบด น้ำตาลทราย ผงดาชิ สาเก มิริน โชวยุ และน้ำเปล่า มาเทรวมกันไว้ในถ้วย คนผสมให้เข้ากัน พักไว้

2. ใส่หอมหัวใหญ่กับน้ำมันพืชลงในกระทะแล้วเปิดไฟแรงผัดจนหอมหัวใหญ่เริ่มสลด        

3. ใส่เนื้อวัวลงไปผัดแค่พอสุก        

4. เทส่วนผสมน้ำปรุงในข้อที่ 1 ลงไป พอน้ำเดือดก็ปรับเป็นไฟกลาง รอให้น้ำงวดลงครึ่งหนึ่ง        

5. ระหว่างรอน้ำงวด ให้นำเส้นชิราตากิไปต้มแล้วนำมาล้างเพื่อดับกลิ่นคาว จากนั้นจึงใช้มีดหั่นครึ่ง เพื่อให้เส้นไม่ยาวจนเกินไป (ถ้าไม่ต้มก็ให้ล้างหลาย ๆ น้ำ)       6. ใส่เส้นชิราตากิลงในกระทะ ผัดจนน้ำเริ่มงวดอีกสักนิดเป็นอันเสร็จ 

ตุ๊กตายางประเทศญี่ปุ่น

ตุ๊กตายางประเทศญี่ปุ่น

เมื่อไปญี่ปุ่น สิ่งที่ต้องคิดถึงเป็นระดับต้นคือ ตุ๊กตายาง หรือ เซ็กทอย ที่ในบ้างคนที่ไปก็ซื้อมาให้ตัวเองหรือซื้อฝากเพื่อนเล่นขำๆหรือซื้อใช้จริงๆนะละ แต่ใช่ว่าการไปญี่ปุ่นจะหวังแต่ไปซื้อแบบนี้กลับมาอย่างเดียว งันวันนี้เรามารู้จัก ของขึ้นประเภทนี้กันให้มากขึ้นกันดีกว่า

จริงๆแล้วคำว่าตุ๊กตายางนั้นเป็นภาษาไทยซึ่งมาจากคำว่า เซ็กซ์ทอยในภาษาอังกฤษ(sex doll) แต่คนไทยเราเอามาแปลว่าตุ๊กตายาง เนื่องจากคนไทยเริ่มรู้จักเซ็กซ์ทอยชนิดนี้ในวงกว้างในยุคที่ sex doll นั้นมีการผลิตด้วยวัสดุยางสังค์เคราะห์แล้วจึงเรียก sex doll ทั้งหมดว่า ตุ๊กตายาง ดังนั้นต่อไปนี้จึงขอแทนคำที่เกี่ยวข้องกับ sex doll ทั้งหมดว่าตุ๊กตายาง

มนุษย์นั้นมีการใช้ตุ๊กตายางมายาวนานตั้งแต่ก่อนที่จะเป็นสิ่งที่เราเห็นในแบบปัจจุบัน ซึ่งในอดีตนั้นมีการผลิตเจ้านี่ด้วยวัสดุที่หลากหลายนำมาประยุกต์เท่าที่คนในยุคนั้นจะคิดได้ วัสดุอย่างหนึ่งที่นิยมมากที่สุดยาวนานหลายศัตวรรษก่อนที่มนุษย์จะเริ่มรู้จักการผลิตยางสังเคราะห์ก็คือ เศษผ้า โดยนำมามัดรวมๆกันตกแต่งทรวดทรงให้คล้ายกับหญิงสาว

ตุ๊กตายางมักจะได้รับความนิยมอย่างในหมู่ชาวตะวันตกพวกชาวประมง กะสาสี เป็นต้น เนื่องจากต้องจากบ้านไปนานๆ บางครั้งอยู่บนเรือนานนับเดือนไม่ได้ขึ้นฝั่ง และสมัยโบราณชาวเรือก็จะไม่สามารถนำหญิงสาวขึ้นไปบนเรือได้ เนื่องจากมีความเชื่อว่าจะโชคร้าน ดังนั้นเจ้าสิ่งนี้จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักเดินเรือ และชาวประมง

ในต้นศตวรรษที่ 15 ได้เริ่มมีการติดต่อค้าขายระหว่างญี่ปุ่นและชาวดัทช์ ซึ่งนิยมนำตุ๊กตายางของตัวเองติดตัวมาด้วย ตุ๊กตายางของชาวดัทช์มักจะทำจากหนังสัตว์เพื่อให้ความรู้สึกที่เหมือนจริงกว่าที่ทำจากแค่เศษผ้าหรือฟางเอามามัดรวมกัน ชาวญี่ปุ่นจึงเรียกของเหล่านี้ว่า Dutch Wives(ภรรยาของชาวดัทช์) ซึ่งคำเหล่านี้ก็ยังถูกใช้มาจนถึงปัจจุบันในแสลงของญี่ปุ่น ซึ่งแปลว่าตุ๊กตายาง

จากการติดต่อค้าขายกับชาวดัทช์ ทำให้ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลในการสร้างตุ๊กตายางของตัวเอง ซึ่ง ทำให้เกิดคำว่า The Azumagata Ningyo ในภาษาญี่ปุ่นเพื่อใช้แทนความหมายที่หมายถึง ตุ๊กตายางญี่ปุ่น แทนที่จะใช้คำว่า Dutch wives เจ้าสิ่งที่เรียกว่า the Azumagata Ningyo เหล่านี้ทำขึ้นจากวัสดุหลายอย่างผสมกัน เช่นกระดองเด่า เศษผ้า และ หนังสัตว์ ซึ่งได้ถูกทำออกมาขายในเขต Ryogoku ซึ่งเป็นเขตค้าขายที่ได้รับความนิยม นอกจากนี้

อย่างไรก็ตามในอดีตไม่ใช่ว่าทุกคนสามารถเป็นเจ้าของตุ๊กตายางได้ มันมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าตุ๊กตายางเหล่านี้ ถูกผลิตเพื่อให้ชนชั้นสูง หรือ กลุ่มบุคคลในระดับผู้นำเท่านั้น แม้แต่ในหมู่กะลาสี ก็จะมีเฉพาะระดับกัปตันที่สามารถนำของเหล่านี้ขึ้นไปบนเรือได้ อาจจะเป็นเพราะพวกกะลาสีมักจะนอนรวมกัน อาจจะมีความกังวลในเรื่องความเหมาะสมและเรื่องสุขอนามัยเลยมีการห้ามนำของจำพวกลักษณะนี้ขึ้นไปบนเรือ

แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือ ปัจจุบันนี้ไม่มีตุ๊กตายางเหล่านี้เหลือรอดมาให้เราได้ชื่นชมกัน ว่าจริงๆแล้วสภาพตุ๊กตายางเหล่านี้เป็นยังไง มีเพียงแค่คำบอกเหล่าตามประวัติศาสตร์เท่านั้น จะเห็นได้ว่า เวลาผ่านไปวิวัฒนาการของมนุษย์ก็เปลี่ยนไป ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันนี้รูปแบบตุ๊กตายางได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่สามารถผลิตของเหล่านี้ได้ใกล้เคียงกับมนุษย์อย่างน่าเหลือเชื่อ

sushi

ชูชิญี่ปุ่นที่เผยแพร่ไปทั่วโลก

วัฒนธรรมการรับประทานซูชิ  ในปัจจุบันได้แพร่หลายไปทุกหนทุกแห่ง  ไม่ว่าจะเป็นร้านซูชิแบบสายพานไปจนถึงบาร์ซูชิแบบยืนรับประทาน  ก็สามารถพบเห็นได้ทั่วไปไม่ต่างจากร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดัง  อาหารญี่ปุ่นประเภทซูชินี้ดูเหมือนจะเป็นอาหารธรรมดา  แต่ทว่าก็มีความซับซ้อนอยู่ในตัว  เนื่องจากเป็นอาหารที่สามารถรับประทานได้ง่ายๆ ระหว่างวัน  หรือสามารถเสิร์ฟอย่างหรูหราอยู่ในโอมาคะเสะคอร์ส (ซูชิที่เสิร์ฟเป็นคอร์ส  ตามแต่เชฟจะนำเสนอเมนูว่าอยากจะให้รับประทานอะไร) ก็ได้เช่นเดียวกัน

ศิลปะการรับประทานข้าวปั้นหน้าปลาดิบนี้มีวิวัฒนาการมากว่า  1,000 ปีแล้ว  ว่ากันว่าซูชินั้นถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  จากแนวคิดของการเก็บถนอมเนื้อสัตว์และเนื้อปลาที่แพร่หลายอย่างกว้างขวางจากประเทศจีนสู่ประเทศญี่ปุ่น  ในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 7  ชาวญี่ปุ่นมีความกระตือรือร้นเป็นอย่างมากในกรรมวิธีการถนอมอาหาร  ด้วยการใส่น้ำส้มสายชูลงในข้าว  และใส่เหล้าสาเกลงไปในการหมักปลา

    เรื่อยมาจนกระทั่งในยุคศตวรรษที่ 18  หรือในช่วงปลายยุคเอโดะ  เมื่อข้าวปั้นและปลาดิบถูกนำมาเสิร์ฟเป็นอาหารรวมกันเรียกว่า  เอโดะมาเอะซูชิ (Edomae Sushi) แต่สำหรับทางฝั่งคันไซแล้ว  โอซาก้าซูชิ (Osaka Sushi) ถือเป็นรูปแบบซูชิที่ได้รับความนิยมอย่างสูง  ด้วยการนำซูชิอัดใส่แม่พิมพ์รูปสี่เหลี่ยม  แล้วหั่นเป็นชิ้นๆ ขนาดพอดีคำพร้อมเสิร์ฟ

ประมาณ  100 ปีให้หลัง  รถเข็นขายอาหารเคลื่อนที่ซึ่งขายข้าวปั้นหน้าปลาดิบ หรือนิงิริซูชิ (Nigiri Sushi) เป็นหลักนั้นได้แพร่หลาย  และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วตามถนนสายต่างๆ ทั่วกรุงโตเกียว  อย่างไรก็ตาม  ภายหลังช่วงสงครามโลก  ร้านเหล่านั้นได้ถูกสั่งให้ปิดตัวลง  อันเนื่องมาจากเหตุผลของความถูกต้องตามสุขลักษณะ  ถึงกระนั้น  เอโดะมาเอะซูชิก็ไม่เพียงแพร่หลายแต่ในเฉพาะประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น  ทว่าอาหารชนิดนี้ยังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก  และด้วยวัฒนธรรมการรับประทานซูชิที่โด่งดังไปทั่วโลกนี้เอง  ทำให้เกิดซูชิรูปแบบอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย  เช่น  แคลิฟอร์เนียโรล (California roll)  ที่ใช้แตงกวาแทนปลาดิบ  เป็นต้น  จากจุดเริ่มต้นของซูชิที่เป็นเพียงแค่อาหารไว้เพื่อประทังความหิว  ในปัจจุบันได้กลายมาเป็นหนึ่งในอาหารไม่กี่ประเภทของโลกที่เรียกได้ว่าต้องอาศัยรูปแบบศิลปะการปรุงอาหารชั้นสูงเลยทีเดียว

นิงิริซูชิ (Nigiri Sushi)

                คือลักษณะข้าวปั้นที่ถูกกดอัดด้วยฝ่ามือทั้งสองของเชฟ  แล้ววางเนื้อปลาดิบต่างๆ ไว้ด้านบน  มักถูกเสิร์ฟคู่กับวาซาบิ  นอกจากเนื้อปลาแล้ว  ท็อปปิ้งอย่างเนื้อปลาหมึก  ปลาหมึกยักษ์  หรือไข่หวานพันด้วยเส้นสาหร่าย  ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน  โดยปกติ  ซูชิเหล่านี้จะถูกเสิร์ฟเป็นคู่  หรือชิ้นเดี่ยวๆ ในเซ็ตซูชิ

ชิราชิซูชิ (Chirashizushi)

                เป็นการจัดปลาดิบ  ปลาหมึก  กุ้ง  ผักต่างๆ หั่นเป็นชิ้นๆ วางเรียงบนข้าวที่ใส่อยู่ในกล่องสีสันสดใส  อาหารที่ไม่ได้ถูกปรุง  แต่ทว่ามีศิลปะการจัดแต่งที่สวยงามนี้รู้จักกันในนาม “เอโดะมาเอะชิราชิซูชิ” (Edomae Chirashizushi)  มองเผินๆ อาหารชามนี้อาจดูคล้ายดงบุริ (Donburi) หรือข้าวหน้าต่างๆ  อย่างไรก็ตามจุดที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็คือ  ชิราชิซูชิใช้ข้าวที่ถูกปรุงเพื่อทำซูชิ  แต่ข้าวในดงบุริคือข้าวปกติที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งแต่อย่างใด

มากิซูชิ (Maki Sushi)

                เนื่องจากคำว่า “มากิ” (Maki) ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า  ม้วน หรือโรล  มากิซูชิจึงหมายถึงการนำข้าวและส่วนประกอบต่างๆ มาม้วนเข้าด้วยกันเป็นชิ้นยาวๆ รูปทรงกระบอกด้วยเสื่อม้วนซูชิที่ทำจากไม้ไผ่เล็กๆ หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า  มากิสุ (Makisu) นอกจากสาหร่ายแล้ว  ซูชิประเภทนี้ยังอาจถูกห่อด้วยไข่ทอดบางๆ หรือใบชิโสะ  ก็ได้เช่นเดียวกัน  มากิซูชิหนึ่งม้วนสามารถนำมาหั่นออกเป็นชิ้นๆ ได้ 6  ถึง  8 ชิ้น

โอซาก้าซูชิ (Osaka Sushi)

                ซูชิและข้าวหน้าปลาดิบ  ต้นตำรับจากเมืองโอซาก้า  ประเทศญี่ปุ่น  ถือกำเนิดขึ้นจากความต้องการของเหล่าขุนนางที่หมายลิ้มลองซูชิในรูปแบบใหม่และไกลจากความจำเจ  จึงเป็นที่มาของการทานที่สามารถสัมผัสได้ทั้งซูชิและซาชิมิในหนึ่งคำ  หรือทานเนื้อปลาทั้งสองชั้นพร้อมกันในคำเดียว  โดยจะให้ความรู้สึกถึงเนื้อปลาที่สดแบบเต็มคำ  อันทำให้เหล่าขุนนางได้เพลิดเพลินไปกับการทานซูชิรูปแบบใหม่  และหลังจากนั้นซูชิโอก็ได้แพร่หลายไปสู่ประชาชนในโอซาก้า

กิโมโน’ อันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น

กิโมโน’ อันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น

เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์มากที่สุด กิโมโนก็คงจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้คนทั่วโลกสามารถจดจำได้ และเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างดี แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักกิโมโนโดยเนื้อแท้ ที่ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะเครื่องแต่งกายประจำชาติแบบนี้มักซ่อนความหมายและความสวยงามไว้อย่างลับๆ ถ้าเพื่อนๆ อยากเข้าถึงประวัติศาสตร์ของชุดกิโมโนมากขึ้น ก็ต้องลองไปอ่านบทความนี้กันดูแล้วล่ะ

หากเรามองวิวัฒนาการอันโดดเด่นของชุดกิโมโนตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 จนถึงปัจจุบัน กิโมโนก็มีความเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละยุคสมัย ซึ่งถ้าหากเราอยากลงลึกไปถึงราก ก็คงต้องไปขุดประวัติความเป็นมากันซะแล้วล่ะ

Kimono คืออะไร?

Kimono มาจากคำว่า Ki (ที่แปลว่าใส่) และ Mono (สิ่งของ) กิโมโนจึงเป็นเครื่องแต่งกายแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม โดยมักจะเย็บด้วยมือ ซึ่งจะมีรูปแบบผ้าเป็นรูปตัว T จำนวน 4 ชิ้น ที่เรียกว่า Tans และผูกเอวด้วยผ้าที่เรียกว่า Obi

การแสดงความหมาย

นอกจากความงามที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ชุดกิโมโนยังมีความหมายและสัญลักษณ์ในตัวของมันอีกด้วย ทั้งสไตล์ สี และวัสดุที่ใช้ เพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของผู้สวมใส่

สไตล์

ชุดกิโมโนแบบดั้งเดิมมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบนั้นจะถูกกำหนดให้สวมใส่ตามสถานภาพและช่วงเวลา เช่นผู้หญิงที่ยังไม่ได้สมรสก็จะสวมกิโมโนแบบ Furisode ในขณะที่เจ้าของร้านค้าผู้ชาย จะสวมชุดที่มีเสื้อ Happi ทับ เมื่อมีงานเทศกาลที่จัดอย่างเป็นทางการ

ลวดลาย

รูปแบบ สัญญลักษณ์ และการออกแบบ ล้วนแต่เป็นการบอกถึงสถานะของผู้สวมใส่ ซึ่งสามารถบอกได้ถึงบุคลิกภาพ รสนิยม และความมีคุณธรรมได้ เช่นการทำลวดลายบนผืนผ้ากิโมโน ก็มักจะได้แรกบันดาลมาจากธรรมชาติ เช่นใบไม้ ดอกไม้ และนก เป็นต้น

สี

สีของชุดกิโมโนนั้นก็ถือว่าเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์เช่นเดียวกัน พิพิธภัณฑ์ Victoria & Albert ได้อธิบายว่า “สีที่ใช้ย้อมสะท้อนให้เห็นถึงวิญญาณของพืช ที่ถูกสกัด”

“อีกทั้งยังเชื่อว่าคุณสมบัติของพืชแต่ละชนิด ก็จะช่วยรักษาอาการต่างๆ ได้อีกด้วย เช่นสีครามที่ได้จากต้นฮ่อม ที่คนโบราณใช้รักษาแผลกัดต่อย ก็เชื่อว่าการสวมผ้าสีน้ำเงินนั้น สามารถเป็นยาขับไล่งูและแมลงได้”

วัสดุ

Kimono ทำจากผ้าเย็บและตกแต่งด้วยมือหลากหลายชนิด ซึ่งในอดีตนั้นมักใช้ผ้าลินิน ผ้าไหม และกัญชงเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยในปัจจุบันจะเปลี่ยนมาเป็นการใช้ใยสังเคราะห์จากฝ้ายและโพลีเอสเตอร์แทน

แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่น้อยที่ผ้าแบบโบราณกลับได้รับความนิยมมากกว่า อาจเป็นเพราะความคลาสสิกและเนื้อผ้าที่นุ่มละมุนแบบดั้งเดิมนั่นเอง

ประวัติและวิวัฒนาการ

ในช่วงระยะเวลาของ ‘ยุคเฮอัง’ ต้นแบบของกิโมโนที่สวมใส่ได้ง่ายได้เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ซึ่งก็มีความคล้ายกับชุดกิโมโนในปัจจุบัน โดยชุดกิโมโนประกอบด้วยผ้าที่ตัดตรงและมีจุดประสงค์เพื่อให้เหมาะกับทุกขนาดและรูปแบบของร่างกาย

เมื่อเข้าสู่ ‘ยุคเอโดะ’ ชุดกิโมโนกลายเป็นที่รู้จักในชื่อ Kosode ที่เป็ดชุดที่สวมใส่ง่าย โดยจะมีรูที่ใต้แขนเพื่อขยายขนาดให้ใส่ได้สะดวกขึ้น อีกทั้งชุด Kosode ยังเป็นสิ่งที่แสดงบุคลิกลักษณะตัวตนของผู้ที่สวมใส่อีกด้วย

ช่วง ‘ยุคเมจิ’ Kosode ได้กลายเป็นชุดที่ผู้หญิงนิยมสวมใส่ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของชุดบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่กิโมโนก็ดูจะไม่เสียเอกลักษณ์ไปเลยแม้แต่น้อย

กิโมโนร่วมสมัย

ในวันนี้นักออกแบบและศิลปินยุคใหม่ได้ตีความหมายกิโมโนใหม่ โดยการนำชุดกิโมโนหลายหลายรูปแบบมาประยุกต์เข้ากับศิลปะร่วมสมัย ทั้งชุดแต่งงานกิโมโนและประติมากรรมกระจกทอ

คาบูกิ(Kabuki) ศิลปะการแสดงเก่าแก่ของญี่ปุ่น

คาบูกิ(Kabuki) ศิลปะการแสดงเก่าแก่ของญี่ปุ่น

คาบูกิ (Kabuki) เป็นศิลปะการแสดงแบบดั้งเดิมตั้งแต่สมัยเอโดะของญี่ปุ่นซึ่งมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมายาวนาน อีกทั้งยังได้รับการยกย่องจากยูเนสโก้ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เมื่อปี ค.ศ.2008

ละครคาบูกิจะมีการแสดงออกและเคลื่อนไหวด้วยท่าทางที่มีความหมาย เช่นร้องไห้ เสียใจ ดีใจ โกรธ โดยมีเนื้อเรื่อง 2 ประเภทใหญ่ๆ คือเรื่องราวของสังคมซามูไรหรือตำนานวีรบุรุษซึ่งเค้าโครงเรื่องจะอ้างอิงจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ และอีกประเภทเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวเมืองทั่วไป เช่นเรื่องความรัก โศกนาฎกรรม เรื่องราวมักดัดแปลงจากวรรณกรรมที่มีชื่อเสียง นักแสดงจะเคลื่อนไหวบนเวทีอย่างกระฉับกระเฉงกับท่วงท่า ลีลา ทั้งการเต้นและการร้องที่มีชั้นเชิงเพื่อสื่อความรู้สึกให้เข้าถึงผู้ชมอย่างลึกซึ้ง โดยมีเครื่องแต่งกายที่ออกแบบอย่างประณีต การแต่งหน้าอย่างมีสีสันเป็นเอกลักษณ์ที่เรียกว่า คุมาโดริ เช่นผู้ร้ายหน้าสีน้ำเงิน พระเอกหน้าสีขาว รวมทั้งการใส่วิกผมที่ดูแปลกตาด้วย ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการแสดงละครคาบูกิ

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของละครคาบูกิก็คือ การแสดงดนตรีสดที่ใช้ประกอบการแสดงบนเวทีโดยเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นจะเป็นเครื่องดนตรีแบบดั้งเดิมที่นำมาใช้เป็นเสียงธรรมชาติ เสียงวิ่ง เดิน โดยนักดนตรีผู้เชี่ยวชาญไม่แพ้นักแสดง นอกจากนี้ละครคาบูกิยังนิยมนำเหตุการณ์บ้านเมืองที่สำคัญมาดัดแปลงเป็นละครที่มีบทพูดในเชิงเสียดสี วิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นปกครอง

บทละครคาบูกิชื่อดัง Chushingura ดัดแปลงมาจากเรื่องราวทางการเมืองในอดีตเกี่ยวกับซามูไรไร้นาย 47 คน (ซึ่งเป็นที่มาของภาพยนตร์เรื่อง 47 Ronin เป็นต้น) เป็นอีกหนึ่งเรื่องของคาบูกิที่มีชื่อเสียงที่สุดและได้รับความนิยมมากมาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติความเป็นมาของละครคาบูกิ
คาบูกิ เริ่มมีขึ้นครั้งแรกในตอนต้นของศตวรรษที่ 17 ว่ากันว่ามีที่มาจากการแสดงของมิโกะ (Miko) หญิงสาวผู้ดูแลศาลเจ้าอิซุโมะที่ชื่อว่า อิซุโมะโน โอคุนิ (Izumono Okuni) เธอได้ดัดแปลงท่าทางการร่ายรำเพื่อถวายความเคารพแก่เทพเจ้าของศาสนาชินโต และนำมาแสดงอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำในเกียวโตจนได้รับความนิยม ทำให้การแสดงของเธอเป็นที่กล่าวขานกันอย่างแพร่หลายจนถึงกับมีโอกาสได้ไปแสดงต่อหน้าพระจักรพรรดิ

หลังจากนั้นมาก็เริ่มมีการก่อตั้งเป็นคณะละครโดยใช้นักแสดงเป็นผู้หญิงทั้งหมด แต่ต่อมาก็ได้มีข่าวฉาวว่านักแสดงหญิงในคณะละครไปพัวพันกับการขายบริการทางเพศหรือโสเภณีแอบแฝง ท้ายที่สุดจึงมีการสั่งให้เลิกการแสดงคาบูกิ และในปี ค.ศ. 1629 โชกุนในตระกูลโทคุกาวา (Tokugawa Shogunate) รัฐบาลสมัยนั้น ก็ได้ประกาศออกมาว่าห้ามให้สตรีแสดงละครคาบูกิโดยเด็ดขาด จุดประสงค์ก็เพื่อรักษาศีลธรรมของประชาชน ด้วยเหตุนี้ ละครคาบูกิจึงต้องใช้เฉพาะผู้ชายเป็นนักแสดงตั้งแต่นั้นมา และถ้านักแสดงชายต้องแสดงเป็นผู้หญิงก็จะมีชื่อเรียกว่า อนนะงะตะ (Onnagata)

ละครคาบูกิในปัจจุบัน
ปัจจุบันนี้ในญี่ปุ่นการแสดงละครคาบูกิสามารถหาชมได้ทั่วไป โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ อย่างโตเกียว โอซาก้า เกียวโต ฟุกุโอกะ หรือหากเป็นเมืองเล็กๆตามชมบทก็จะมีให้ชมกันในท้องถิ่น รูปแบบการแสดงรวมทั้งเรื่องราวที่นำมาแสดงก็มักจะเป็นเรื่องราวที่ได้รับความนิยมอยู่แล้วโดยมีช่องทางการจำหน่ายตั๋วที่สะดวกสบายมากขึ้นในรูปแบบออนไลน์ บางแห่งมีบริการหูฟังภาษาอังกฤษและแผ่นพับเรื่องย่อภาษาอังกฤษสำหรับชาวต่างชาติด้วย

อีกองค์ประกอบหนึ่งที่น่าสนใจในการชมคาบูกิก็คือเวที ซึ่งถูกสร้างและออกแบบอย่างสวยงามเพื่อให้ฉากและการแสดงมีความตื่นเต้นเร้าใจ เช่น ฉากการต่อสู้แบบจัดเต็ม เวทีของละครคาบูกิสามารถเคลื่อนไหวได้ การปรับเปลี่ยนฉากได้แบบทันทีเป็นประโยชน์ต่อการแสดงมาก ทั้งในการปรากฏตัวและการออกจากเวทีของนักแสดง

นอกจากนี้ยังมีการใช้ทางเดินที่ทอดตัวสู่เวทีผ่านบริเวณที่นั่งด้านหลังของผู้ชมที่เรียกว่าฮานามิจิ (Hanamichi) มาเพิ่มความน่าสนใจในการเข้าและออกฉากของนักแสดงอีกด้วย (โดยรูปลักษณ์แล้วคล้ายๆกับแคมวอล์คนั่นเอง) เสียงรูดม่านแรงๆตรงทางเข้าออกของทางเดินนี้มักจะทำให้ผู้ชมต้องหันกลับไปดูว่าตัวละครตัวไหนจะออกมาบนฮานามิจิ และบางครั้งนักแสดงก็จะเดินออกมาพร้อมกับร่ายรำตั้งแต่ตรงนี้เลย เมื่อมาถึงเวทีใหญ่ก็จะหยุดเพื่อโพสท่าก่อนขึ้นเวทีไปทำการแสดง

การไปชมละคาคาบูกิในยุคนี้ ส่วนใหญ่ก็เหมือนกับการมาชมความสามารถของนักแสดง แฟนๆผู้ชื่นชอบละครคาบูกิมักจะเลือกดูเรื่องที่มีนักแสดงที่ตัวเองชื่นชอบ ทั้งบทบาทที่เรียกว่า ทาจิยาคุ บทตัวละครชายที่มีท่วงท่าการแสดงแข็งแรงขึงขัง หรือบทตัวละครหญิงกิริยาอ่อนช้อยงดงามที่แสดงโดยผู้ชายที่เรียกว่า อนนะงะตะ วิธีการแสดงคาบูกิจะไม่เน้นความเป็นธรรมชาติหรือความสมจริง แต่จะเน้นความโอเวอร์แอคติ้งแบบเหนือจริงทั้งหมด เช่นท่าสะบัดวิกผมและการมองด้วยสายตาดุดัน เป็นต้น

โรงละครคาบูกิ (Kabuki Theatre)


โรงละครคาบูกิในปัจจุบันในเมืองใหญ่ๆอย่างโตเกียว โอซาก้า เกียวโต อีกทั้งยังมีโรงละครเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ซึ่งไม่ได้ใช้จัดการแสดงอย่างเป็นทางการ แต่เป็นโรงละครที่นักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวชมเพื่อสัมผัสบรรยากาศของโรงละครคาบูกิแบบดั้งเดิม โดยจะไม่มีที่นั่งแบบโรงละครตะวันตก แต่จะจัดให้นั่งบนเบาะที่วางอยู่บนพื้นภายในห้องสี่เหลี่ยม จึงถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ เช่น โรงละครคานามารุสะ (Kanamaruza Theater) ในเมืองโคโตฮิระ จังหวัดคากาวะ

สำหรับโรงละครคาบูกิที่เปิดการแสดงทุกวันตลอดทั้งปีก็คือ โรงละครคาบูกิซะ (Kabukiza Theatre) ในย่านกินซ่าของโตเกียว โดยที่นี่เปิดบริการมานานกว่า 100 ปี มีบริการหูฟังภาษาอังกฤษและการจำหน่ายตั๋วแบบออนไลน์รวมถึงการซื้อตั๋วชมแบบเฉพาะองก์ละครที่ต้องการด้วย อีกแห่งหนึ่งก็คือโรงละครแห่งชาติ (National Theatre) ในโตเกียว ที่นี่ก็เปิดการแสดงละครคาบูกิทุกเดือนรวมทั้งการแสดงรูปแบบอื่นๆด้วย

ข้อดีของการแช่ออนเซ็นที่ญี่ปุ่น

ข้อดีของการแช่ออนเซ็นที่ญี่ปุ่น

วัฒนธรรมการอาบน้ำแร่ ออนเซ็น (温泉) (Onsen) ที่ประเทศญี่ปุ่นมีมาอย่างยาวนาน ซึ่งเรียกว่าเป็นชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ น้ำแร่ในออนเซน หรือบ่อน้ำพุร้อนของญี่ปุ่น เกิดจากจากการที่น้ำซึมผ่านชั้นของดิน และหิน โดยจะมีแร่ธาตุต่างๆ สะสมอยู่ เช่น โซเดียม แคลเซียม ฟลูออไรด์โพแทสเซียม

ประโยชน์ของการแช่ออนเซ็น

การแช่ออนเซนนั้นมีประโยชน์มากมายนับไม่ถ้วน อาทิเช่น ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ระบบการหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น การบรรเทาอาการปวดเมื่อยต่างๆ

ดร.ยูโกะ อางิชิ (Dr.Yuko Agishi) นักวิจัยระดับแนวหน้าของประเทศญี่ปุ่นได้กล่าวถึงประโยชน์ของออนเซ็นที่มีต่อสุขภาพไว้ว่า “มันเป็นสิ่งบรรเทาและช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้อย่างดี”

  • ออนเซ็นนั้นเป็นการแช่น้ำร้อนซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ แต่ละที่ก็จะมีส่วนผสมของธาตุเหล่านี้แตกต่างกัน ทำให้เมื่อแช่แล้วเราจะรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย ช่วยในเรื่องของระบบหมุนเวียนเลือดในร่างกาย ชาวญี่ปุ่นจึงมักจะนิยมแช่ออนเซ็นในตอนเย็นหลังจากทำงานมาทั้งวันแล้ว
  • ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง เรียบเนียนในการแช่ออนเซ็นก็เหมือนเป็นการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ทำให้ผิวสะอาด และที่บอกไปแล้วว่าช่วยในเรื่องของระบบหมุนเวียนเลือดด้วย จึงทำให้ดูมีเลือดฝาด ผิวสุขภาพดี นอกจากนี้ยังเชื่อว่าคนที่เป็นโรคภูมิแพ้เกี่ยวกับผิวหนังเมื่อแช่นออนเซ็นแล้วอาการจะดีขึ้น
  • ที่ญี่ปุ่นมักจะมีโรงอาบน้ำสาธารณะ ซึ่งหากบ้านไหนไม่มีที่แช่ออนเซ็นก็มักจะไปอาบน้ำกันในที่อาบน้ำสาธรณะ จึงเป็นเสมือนช่วงเวลาที่จะได้พบเจอผู้คนต่างๆ บางคนอาจจะไม่คุ้นไหนกันมาก่อน หรือหลายๆคนก็เป็นคนที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน เป็นเพื่อนบ้านกัน จึงทำให้กลายเป็นสถานที่พูดคุยพบปะกัน และสร้างมิตรภาพใหม่ๆขึ้น


การแช่ออนเซ็น ยังต้องทำตามกฎหรือมารยาทในการใช้บริการด้วย ซึ่งข้อไหนที่ห้ามก็อย่าไปทำค่ะ เช่นอย่าเติมน้ำเย็นลงในบ่อน้ำร้อน

  • วางผ้าขนหนูเย็นไว้บนศีรษะเพื่อหลีกเลี่ยงอาการวิงเวียนขณะแช่น้ำร้อน
  • อย่าแช่ผ้าขนหนูลงในบ่อน้ำร้อน
  • คนผมยาวควรมัดหรือเกล้าผม เพื่อไม่ให้ผมแช่ลงไปในบ่อน้ำร้อน
  • ห้ามใส่ชุดว่ายน้ำลงบ่อน้ำร้อนออนเซ็นควรถอดเสื้อผ้าออกให้หมดเท่านั้นค่ะ
  • หลังแช่บ่อน้ำร้อน ควรพักผ่อนเยอะๆ และ ดื่มน้ำมากๆ
  • คนที่มีรอยสักห้ามลงบ่อน้ำร้อน (กฏนี้ถือเป็นธรรมเนียมทั่วไปในญี่ปุ่น)
  • เช็ดตัวให้แห้งก่อนกลับไปบริเวณตู้ล็อคเกอร์
  • หลีกเลี่ยงการแช่บ่อน้ำร้อนหลังจากการดื่มแอลกอฮอล์
  • อย่าแช่บ่อน้ำร้อนออนเซ็นมากกว่าวันละ 3 ครั้ง มิฉะนั้นจะรู้สึกวิงเวียนและอาจเป็นลมได้

ใครที่มีโอกาสไปแช่ออนเซ็นร่วมกับคนญี่ปุ่นแล้วก็อย่าลืมนำไปปฏิบัติตามดู แม้ไม่ใช่ประเทศของเราแต่การปฏิบัติตามธรรมเนียมประเทศของเขาก็ถือเป็นมารยาทที่นักท่องเที่ยวควรทำเช่นกัน