Category Archiveสถานที่ท่องเที่ยว

ภูมิภาคโอกินาว่า(Okinawa)

โอกินาว่า(Okinawa) 

โอกินาว่า(Okinawa) เป็นจังหวัดที่อยู่ทางทิศใต้สุดของประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วยหมู่เกาะเล็กๆกว่า 12 เกาะ บริเวณครึ่งหนึ่งของเกาะนันเซ โชโตะ(Nansei Shoto) ห่างจากเกาะคิวชูไปกว่า 1,000 กิโลเมตรไปทางไต้หวัน

cover-okinawa
จังหวัดโอกินาว่าแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเกาะใหญ่ๆ ได้แก่ หมู่เกาะโอกินาว่า(Okinawa Shoto) รอบๆเกาะโอกินาว่า(Okinawa Honto) หมู่เกาะมิยาโกะ(Miyako Tetto)รอบๆเกาะมิยาโกะ และหมู่เกาะยาเอยาม่า(Yaeyama Retto)รอบๆเกาะอิชิงากิ(Ishigaki Island)

ของขึ้นชื่อใน โอกินาว่า(Okinawa) – 10 ของฝากยอดนิยมจากเกาะจากโอกินาว่า
พื้นที่ต่างๆใน โอกินาว่า(Okinawa) – หมู่เกาะโอกินาว่า(Okinawa Islands), หมู่เกาะยาเอยาม่า(Yaeyama Islands), เกาะมิยาโกะ(Miyako Island), เกาะคุเมะ(Kume Island)

ทะเลสาบคาวากูชิโกะ(Lake Kawaguchiko)

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ(Lake Kawaguchiko) เป็นทะเลสาบที่เดินทางไปถึงได้ง่ายที่สุดในบรรดา 5 ทะเลสาบรอบภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งมีการเชื่อมต่อจากโตเกียวด้วยรถไฟ และรถบัส พื้นที่บริเวณชายฝั่งทิศตะวันออกของทะเลสาบเป็นที่พัก และออนเซนที่สามารถมองเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามได้อย่างชัดเจน

มุมมองที่ดีที่สุดของภูเขาไฟฟูจิ คือชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาบ โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระจำนวนมากเบ่งบานประมาณกลางเดือนเมษายน หนึ่งในจุดชมดอกซากุระคือพิพิธภัณฑ์คาวากูจิโกะมิวสิคฟอร์เรส(Kawaguchiko Music Forest) และฤดูใบไม้ร่วงประมาณครึ่งเดือนแรกของเดือนพฤศจิกายนใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลืองสลับกัน

แต่อย่างไรก็ตามยอดภูเขาไฟฟูจิมักถูกบดบังด้วยเมฆในช่วงกลางวันแม้สภาพอากาศจะปกติ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ดังนั้นเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงเช้าของทุกๆวัน(ก่อน 9 โมงเช้า) และช่วงบ่ายเย็นๆ

สถานที่ท่องเที่ยวรอบๆทะเลสาบคาวากูจิโกะ มีความหลากหลายและน่าสนใจ ได้แก่

1. กระเช้าคาจิคาจิภูเขาเทนโจ(Kachi Kachi Ropeway)

ระยะทาง 400 เมตร เชื่อมต่อชายฝั่งตะวันออกของทะเลสาบคาวากูจิโกะ กับดาดฟ้าชมวิวใกล้ยอดภูเขาเทนโจ(Mount Tenjo) สูงประมาณ 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลที่มีทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบด้านล่างรวมกับภูเขาไฟฟูจิ
ค่าใช้จ่าย: ไปกลับ 720 เยน เที่ยวเดียว 410 เยน
เวลาเปิด-ปิด: มีนาคม-พฤศจิกายน 9:00-17:00
ธันวาคม-กุมภาพันธ์ 9:30-16:40 (กระเช้าออกทุกๆ 5-10 นาที)
วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน

2. พิพิธภัณฑ์ศิลปะคูโบตะอิตจิคุ(Kubota Itchiku Art Museum)

จัดแสดงผลงานศิลปะของ Kubota Itchiku(1917-2003) ศิลปินผู้ฟื้นฟูศิลปะการย้อมสีผ้าไหมสึจิกาฮานะ(Tsujigahana silk dyeing) จัดแสดงกิโมโนที่สร้างสรรค์ โดยมีรูปภาพธรรมชาติ จักรวาล และฤดูกาลต่างๆ รวมถึงผลงานชิ้นโบแดงที่ยังไม่เสร็จ ชื่อว่า “Symphony of Light” เป็นกิโมโน 30 ชุดที่เรียงต่อกันเป็นรูปภูเขาไฟฟูจิ
ค่าใช้จ่าย: 1,300 เยน
เวลาเปิด-ปิด: เมษายน-พฤศจิกายน 9:30-17:30
ธันวาคม-มีนาคม 10:00-16:30 (เข้าชมก่อนเวลาปิด 30 นาที)
วันปิดทำการ: ทุกวันพุธ ตั้งแต่เดือนธันวาคม-มีนาคม
วันที่ 26-28 ธันวาคม
เปิดในวันหยุดราชการ และพุธของสัปดาห์แรกในเดือนมกราคม

3. พิพิธภัณฑ์ศิลปะคาวากูจิโกะ(Kawaguchiko Museum of Art)

จัดแสดงศิลปะสมัยใหม่ของชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ รวมถึงคอลเลกชั่นภาพวาด ภาพถ่ายที่เกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิ
ค่าใช้จ่าย: 800 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 9:30-17:00(เข้าชมก่อน 16:30)
วันปิดทำการ: ทุกวันอังคาร(ยกเว้นตรงกับวันหยุดราชการ) และวันหยุดปีใหม่

4. พิพิธภัณฑ์คาวากูจิโกะมิวสิคฟอร์เรส(Kawaguchiko Music Forest)

5. พิพิธภัณฑ์อัญมณียามานาชิ(Yamanashi Gem Museum)

ภายในจัดแสดงอัญมณี เพชรพลอย และคริสตัลควอทซ์ขนาดใหญ่ที่รวบรวมได้จากในประเทศญี่ปุ่นและจากทั่วโลก และยังมีร้านค้าจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับอื่นๆอีกด้วย

ค่าใช้จ่าย: 600 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 9:00-17:30(มีนาคม-ตุลาคม), 9:30-17:00(พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) เข้าชมก่อนเวลาปิด 30 นาที
วันปิดทำการ: ทุกวันพุธ(ยกเว้นตรงกับวันหยุดราชการ) และวันหยุดปีใหม่

6.หอสมุนไพร(Herb Hall)

เป็นร้านค้า สวนสมุนไพร และเรือนกระจกที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้อย่างใกล้ชิด หรือซื้อสมุนไพร ชา และดอกไม้แห้งไว้เป็นของฝากได้อีกด้วย ด้านหลังของหอสมุนไพรเป็นที่ตั้งของหอน้ำหอมที่จำหน่ายน้ำหอม น้ำมันหอมระเหย และสบู่

ค่าใช้จ่าย: ฟรี
เวลาเปิด-ปิด: 9:00-18:00(เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม ปิด 17:30)
วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน

 

หมู่บ้านหลังคาโบราณ ชิราคาวะโกะ (Shirakawa-go)

หมู่บ้านหลังคาโบราณ ชิราคาวะโกะ (Shirakawa-go)


ชิราคาวาโกะ(Shirakawa-go) และโกคายาม่า(Gokayama) เป็นพื้นที่หมู่บ้านริมแม่น้ำโชงาวะ(Shogawa River) ยาวตั้งแต่กิฟุไปจนถึงโทยาม่า ได้ถูกประกาสให้เป็นเมืองมรดกโลกยูเนสโกในปี 1995 ซึ่งมีชื่อเสียงในการทำไร่แบบดั้งเดิม gassho-zukuri farmhouses โดยบางแห่งมีอายุกว่า 250 ปี

บ้านแต่ละหลังมุงด้วยหลังคาสูงชันให้ทนทานต่อปริมาณหิมะที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงฤดูหนาว มีห้องใต้หลังคาที่กว้างขวางสำหรับเลี้ยงหนอนไหมหมู่บ้านโองิมาจิ(Ogimachi) เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดในชิราคาวาโกะ สามารถเดินทางจากทาคายาม่าหรือคานาซาว่าได้อย่างสะดวก

เมืองโกคายาม่าจะเข้าถึงได้ยากเล็กน้อยโดยต้องเปลี่ยนรถบัสในเมือง Ogimachi ภายในหมู่บ้านได้รับการพัฒนาน้อยกว่า อาหารท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงคือ Suganuma และ Ainokura

สวนริมทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ ปาร์ค (Hitachi Seaside Park)

สวนริมทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ ปาร์ค (Hitachi Seaside Park) หรือสวนฮิตาชิ(Hitachi Park) เป็นสวนริมทะเลขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงด้านทุ่งดอกไม้ที่สวยงาม โดยเฉพาะทุ่งดอกโคเชีย(Kochia)ที่โดยปกติจะมีสีเขียว และจะเปลี่ยนเป็นสีแดงในช่วงฤดูใบไม้ร่วงอยู่ที่เมืองฮิตาชินากา(Hitachinaka) ของจังหวัดอิบารากิ อยู่ห่างจากเมืองโตเกียวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 130 กิโลเมตร

ที่สวนริมทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ ปาร์ค (Hitachi Seaside Park)สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีเพราะจะมีดอกไม้ สายพันธ์ต่างๆที่จะสลับกันบานตลอดเวลา รวมทั้งยังมีโซนของสวนสนุกที่ชื่อว่า Pleasure Garden เปิดให้บริการตลอดเวลาด้วย แต่ที่สวนฮิตาชินี้จะมีช่วงเวลาของทุ่งดอกไม้บานที่เป็นไฮไลท์สำคัญอยู่ทั้งหมด 4 ช่วงเวลาดังนี้

1. ทุ่งดอกนาร์ซิสซัส(Narcissus) หรือมีชื่อเรียกว่า Suisen Fantasy โดยจะบานช่วงฤดูใบไม้ผลิ ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน มีซึ่งที่สวนแห่งนี้มีมากกว่า 1 ล้านดอกจาก 600 สายพันธ์เลยทีเดียว โดยจะอยู่ใกล้กับโซนป่าสนซึ่งจะส่งกลิ่นหอมหวานไปทั่วบริเวณ

2. ทุ่งดอกทิวลิป(Tulip) หรือที่เรียกว่าช่วง Tulip World โดยจะบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิเช่นกัน ช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนเมษายน ต่อจากทุ่งดอกนาร์ซิสซัส มีดอกทิวลิปสีสันสดใสมากกว่า 280,000 ต้น จาก 220 สายพันธ์

3. ทุ่งดอกเนโมฟีเลีย(Nemophila) หรือที่เรียกกันว่าช่วง Nemophila Harmony โดยจะบานต่อจากดอกทิวลิปในฤดูใบไม้ผลิเหมือนกัน ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม จะเป็นดอกไม้สีฟ้า และน้ำเงิน ทำให้ทุ่งหญ้าสีเขียวกลายเป็นสีฟ้าสวยงามแปลกตามาก เพราะหาชมไม่ได้ง่ายนัก ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของสวนแห่งนี้เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีทุ่งดอก rapeseed สีเหลืองสดที่จะบานพร้อมกันด้วย

4. ทุ่งดอกโคเชีย(Kochia) หรือที่เรียกว่าช่วง Kochia Carnival ในฤดูใบไม้ร่วงช่วงปลายเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคม โดยปกติต้นโคเชียจะเป็นไม้พุ่มกลมสีเขียวซึ่งก็สวยงามอยู่แล้ว แต่พอถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะเปลี่ยนสีเป็นสีแดงสดก็ยิ่งทำให้ทั้งสวยงามและแปลกตามากยิ่งขึ้น จกลายเป็นไฮไลท์หลักของสวนแห่งนี้เลยทีเดียว ซึ่งที่สวนฮิตาชิจะปลูกอยู่บริเวณเนินเขา มิฮาราชิ(Miharashi)ทั่วทั้งเนินทำให้เนินแห่งนี้จะเปลี่ยนจากสีเขียวเข้ม กลายเป็นสีแดงสดในช่วงเดือนตุลาคม พร้อมกันนี้ยังมีดอกคอสมอสหลากสีสันบานอยู่ใกล้ๆกันด้วย

 

ห้าแยกชิบูย่า และย่านชินจูกุ

ย่านชิบูย่า(Shibuya) แหล่งช้อปปิ้งและเอนเตอร์เทนเม้นท์สุดชิคขนาดใหญ่ใจกลางโตเกียว เป็นหนึ่งในย่านที่คึกคักมีผู้คนพลุกพล่านตลอดเวลา ในบริเวณนี้ถือว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่นิยมของวัยรุ่นญี่ปุ่นเนื่องจากมีห้างสรรพสินค้าจำนวนมาก ร้านอาหารเก๋ๆก็มีอยู่ไม่น้อย เนื่องจากเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงทำให้มีร้านเสื้อผ้าแฟชั่นหรือดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบเสื้อผ้าเองและเปิดร้านบริเซรนี้ สามารถสร้างแบรนด์สินค้าแฟชั่นของตนเองจนโด่งดังได้หลายต่อหลายแบรนด์

จุดที่เป็นเหมือนสัญลักษ์ของย่านนี้ก็คือ แยกข้ามถนนขนาดใหญ่เป็นการตัดกันของถนนหลายสายด้วยกัน ทำให้เมื่อสัญญาณไปจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว ผู้คนจากทุกฝั่งถนนก็จะเดินข้ามถนนพร้อมๆกัน เนื่องจากย่านนี้เป็นย่านที่มีคนจำนวนมากดังนั้น เดินเวลาข้ามถนนพร้อมกันจึงแทบจะมองไม่เห็นพื้นที่ถนนว่างๆเลย และที่ให้แยกนี้เป็นจุดที่มีชื่อเสียงและผู้คนนิยมมาเก็บภาพ

ย่านชินจูกุ(Shinjuku) แหล่งบันเทิงและแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ใจกลางเมืองหลวงโตเกียว เป็นศูนย์รวมแฟชั่นเก๋ๆ เท่ห์ๆ ของเหล่าบรรดาแฟชั่นนิสต้า มีสถานีรถไฟชินจูกุที่เป็นเหมือนศูนย์กลางของของย่านนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานีที่คึกคักที่สุดในญี่ปุ่น ในแต่ละวันมีผู้คนจำนวนมากถึง 2.5 ล้านคนที่ใช้บริการสถานีแห่งนี้ ทางด้านตะวันตกย่านนี้ที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าหลายอาคาร มีทั้งโรงแรมชั้น ตึกแฝดที่เป็นสำนักงานรัฐบาลซึ่งด้านบนของตึกนี้เปิดให้ประชาชมเข้าชมฟรี ส่วนทางด้านตะวันออกนั้นคือ คาบูกิโชะ เป็นย่านที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า, ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่าง Big Camera และย่านบันเทิงยามราตรีที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

โตเกียวดิสนีย์แลนด์ และ โตเกียวดิสนีย์ซี

โตเกียวดิสนีย์แลนด์(Tokyo Disneyland) เป็นสวนสนุกที่มีนักท่องเที่ยวต่อปีเกือบ 20 ล้านคนต่อ ซึ่งมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และมากเป็นอันดับ 2 ของโลก สร้างขึ้นโดยบริษัทผลิตภาพยนตร์การ์ตูนวอลท์ดิสนีย์ เปิดให้บริการในปี 1983 ซึ่งเป็นสวนสนุกดิสนีย์แลนด์แห่งแรกที่สร้างขึ้นนอกประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยธีมหลัก 7 ธีม โดยตกแต่งตามฤดูกาล และมีการเดินขบวนพาเหรดที่สนุกสนาน

1.World Bazaar


ตั้งอยู่ประตูทางเข้าหลักที่ไปยังพาร์ค เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่เรียงรายไปด้วยร้านค้า และร้านอาหาร พื้นที่แห่งนี้ออกแบบคล้ายยุคศตวรรษที่ 20 ของอเมริกา

2.Tomorrowland


ออกแบบเป็นพื้นที่นอกโลก และเทคโนโลยีต่างๆจากโลกอนาคต มีจุดที่น่าสนใจได้แก่ Space Mountain, Star Tours และ Buzz Lightyear’s AstroBlasters.

3.Toontown


เป็นย่านชานเมืองที่อยู่อาศัยของชาวตัวละครดิสนีย์ คุณจะได้เข้าสำรวจบ้านของมิกกี้เม้าส์ ลงเล่นบนเรือเป็ดโดนัลดั๊ก บ้านต้นไม้ของชิปและเดลล์ และมีเครื่องเล่นรถไฟเหาะขนาดเล็กเหมาะสำหรับเด็กเล็ก

4.Fantasyland

Fantasyland
สร้างเป็นสไตล์ภาพยนตร์การ์ตูนดิสนีย์แบบคลาสสิค เป็นที่ตั้งของปราสาทของซินเดอเรลล่า และยังมีตัวละครเทพนิยายอื่นๆ เช่น ปีเตอร์แพน สโนว์ไวท์ เมืองเล็กๆของวินนี่เดอะพูห์ เป็นต้น

5.Critter Country


เป็นบ้านของกระต่าย Br’er, สุนัขจิ้งจอก Br’er, หมี Br’er และตัวละครอื่นๆจากภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง “Song of the South” และยังมีเครื่องเล่นล่องเรือแคนูบนแม่น้ำอเมริกาอีกด้วย

6.Westernland


สร้างจำลองเมืองชายแดนทางทิศตะวันตกตามแนวแม่น้ำอเมริกา เป็นที่ตั้งของเครื่องเล่นรถไฟเหาะ Big Thunder Mountain และมีเกาะ Tom Sawyer ตั้งอยู่กลางแม่น้ำ

7.Adventureland

สามารถผจญภัยไปกับการล่องเรือเข้าไปในป่า สำรวจบ้านต้นไม้ของครอบครัวสวิส(Swiss Family Treehouse) หรืออาจะนั่งรถไฟสายแม่น้ำตะวนตก และล่องเรือไปกับโจรสลัดในทะเลแคริบเบียน

ค่าเข้าชม: 6,400 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 9:00-22:00

วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ 8:00-22:00

วิธีการเดินทาง :

  • จากสถานี JR Maihama Station เดินไปประมาณ 5 นาที
  • จากสถานี Tokyo Disneyland Station เดินไปเพียงไม่กี่ก้าว
พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชุราอูมิ

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชุราอูมิ

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชุราอูมิ(Okinawa Churaumi Aquarium) เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ดีที่สุดในประเทศญี่ปุ่น เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ปี 2002 ตั้งอยู่ใน Ocean Expo Park ที่เคยจัดแสดงงานนานาชาติเอ็กซ์โปในปี 1975 ไฮไลท์ของการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้คือแท็งก์น้ำคุโรชิโอะ(Kuroshio Tank) ซึ่งเป็น 1 ในแท็งก์น้ำที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งภายในนั้นเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตในทะเลแถบโอกินาว่าที่หลากหลาย สัตว์น้ำที่โดดเด่นที่สุดคือฉลามวาฬยักษ์ และกระเบนราหู

ในอาคารพิพิธภัณฑ์แยกออกไป 3 ชั้น โดยทางเข้าอยู่บนชั้น 3 และทางออกอยู่ที่ชั้น 1 หลังจากที่นักท่องเที่ยวเข้ามาจะพบกับบ่อน้ำที่อนุญาตให้ทดลองสัมผัสปลาดาว และหอยชนิดต่างๆได้ ถัดไปเป็นแท็งก์น้ำที่จัดแสดงโลกของสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ตามแนวปะการัง เมื่อเดินผ่านตู้ปลามาแล้วจะเป็นแท็งก์คุโรชิโอะ โดยการให้อาหารสัตว์น้ำจะมีวันละ 2 ครั้ง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะใช้เวลาชม ณ จุดนี้นานที่สุด ด้านข้างแท็งก์เป็นโรงภาพยนตร์ที่ฉายวีดีโอเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตทางทะเลของโอกินาว่า

แท็งก์ถัดมาเป็นที่อยู่อาศัยของฉลาม ฉลามเสือ และฉลามวัว ต่อจากนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตในน่านน้ำที่อาศัยลึกลงไปอีก รวมถึงปลาที่เรืองแสงได้ นอกจากนี้ยังมีสระน้ำกลางแจ้งที่ตั้งอยู่ใกล้ริมน้ำซึ่งเป็นที่จัดการแสดงของโลมาแสนรู้ เต่าทะเล และพะยูน ที่จัดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งต่อวัน(ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ต้องตรวจสอบเวลาการแสดงก่อนเข้าพิพิธภัณฑ์)

ก่อนเวลาปิด 1 ชั่วโมง
วันปิดทำการ: วันพุธแรกของเดือนธันวาคม และวันถัดไป

วิธีการเดินทาง
พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเป็นส่วนหนึ่งของ Ocean Expo Park ณ คาบสมุทรโมโทบุ(Motobu Peninsula) ทางทิศเหนือของ Okinawa Honto ห่างจาก Naha ไปประมาณ 90 กิโลเมตร

  • โดยสารรถบัส Yanbaru Express bus

จากสนามบิน Naha Airport โดยสารรถบัส Yanbaru Express bus ไปยังพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงกว่า ค่าใช้จ่าย 2,000 เยน ให้บริการ 6 รอบ/วัน

ในตัวเมือง Naha รถบัสจะจอดที่ ศาลากลางจังหวัด ท่าเรือโทมาริ และสถานีรถไฟ Furujima Station(Yurail monorial)

  • โดยสารรถบัสธรรมดา

จาก Naha โดยสาร highway bus หมายเลข 111 ไปลงที่สถานีขนส่ง Nago Bus terminal(จาก Naha bus center 90 นาที 2,100 เยน หรือจาก Naha Airport 105 นาที 2,190 เยน บัสออกชั่วโมงละ 1-2 รอบ) และเปลี่ยนไปนั่งรถบัสหมายเลข 70 ลงที่ Kinen Koen Mae bus stop ซึ่งอยู่หน้า Ocean Expo Park(50 นาที 880 เยน) หรือรถบัสหมายเลข 65/66 บางคันก็จอดที่ Ocean Expo Park เช่นกัน

  • รถยนต์ส่วนตัว

จาก Naha ขับรถมาตามเส้นทาง Okinawa Expressway ไปทางทิศเหนือสุดใกล้ Nago(1,020 เยน) แล้วขับลงถนนธรรมดาตรงข้ามคาบสมุทรโมโทบุ ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง

yakushima

Yakushima Island (Kyushu)

Yakushima Island (Kyushu) : ป่ามหัศจรรย์บนเกาะยากุชิมะ

yakushima

อีกหนึ่งทิวทัศน์ที่สวยงามน่าประทับใจและหาชมได้ยากยิ่งนั้น คือทิวทัศน์ในป่ามหัศจรรย์บนเกาะยูคุชิมะแห่งนี้ ทิวทัศน์สุดหายากของป่านี้นั้นมีเหตุมาจากภายในป่านี้มีต้นสนโบราณอายุยืนยาวหลายพันปีอยู่รวมกัน โดยเชื่อกันว่ามีต้นสนที่อายุกว่า 7,000 ปีอยู่ที่นี่ด้วย

และเนื่องจากภาพในป่าแห่งนี้มีความชื้นตลอดทั้งปี เพราะมีฝนตกเกือบตลอดทั้งปี ทำให้ภายในป่าแห่งนี้เขียวชะอุ่มและดูชุ่มช่ำอยู่เสมอ ใครชอบธรรมชาติและอยากเก็บภาพบรรยากาศความเขียวชะอุ่ม ต้องลองมาที่ป่าแห่งนี้กันดู เพราะสวยงามราวกับต้องมนต์เลยล่ะ

ที่อยู่ : Yakushima, Kumage District, Kagoshima Prefecture 891-4200, Japan
วิธีเดินทาง : นั่งเรือสปีดโบ๊ทจากท่าเรือของเมือง Ibusuki ไปขึ้นฝั่งบนเกาะ Yakushima ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที จากท่าเรือ Miyanoura โดยรถยนต์ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที หรือขึ้นรถบัส ใช้เวลาเดินทางประมาณ 35 นาที ราคา 350 เยน
ราคา : ค่าเข้าเส้นทางเดินป่า 300 เยน

ฮากุบะ-มุระ (Hakuba – mura)

ฮากุบะ-มุระ สิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่สมบูรณ์ของฮาคุบะ ทำให้ฮาคุบะแห่งนี้เป็นจุดที่สมบูรณ์แบบที่จะเพลิดเพลินไปกับกีฬาภูเขา เช่น การปีนภูเขา และการเล่นสกี เพลิดเพลินไปกับการเดินทางที่น่าจดจำในสถานที่กลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ ที่ฐานของเทือกเขาแอลป์ตอนเหนือ

เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดนากาโน่ (Nagano) นี้ อาจไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักสำหรับคนไทย แต่เป็นแหล่งสกีอันลือชื่อของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ใจกลางภูเขาฮากุบะ (Hakuba) ซึ่งเปรียบได้กับเทือกเขาแอลป์ (Alps)
ของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาบน้ำแร่ แช่น้ำพุร้อน ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของประเทศด้วย

เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดนากาโน่ (Nagano) นี้ อาจไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักสำหรับคนไทย แต่เป็นแหล่งสกีอันลือชื่อของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ใจกลางภูเขาฮากุบะ (Hakuba) ซึ่งเปรียบได้กับเทือกเขาแอลป์ (Alps)
ของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาบน้ำแร่ แช่น้ำพุร้อน ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของประเทศด้วย

ไปเที่ยวช่วงไหนดี

เหมาะแก่การไปเยือนในช่วงฤดูหนาว (เดือนธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์) และช่วงชมใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ราวเดือนตุลาคม

 

 

 

 

 

สังคมที่อยู่อาศัยยุค 5.0 ญี่ปุ่นนำร่องประเทศแรก

สังคมที่อยู่อาศัยยุค 5.0 ญี่ปุ่นนำร่องประเทศแรก

เมื่อประเทศไทยเดินหน้าสังคม 4.0 แต่ญี่ปุ่นรุดหน้าพัฒนาสังคม 5.0
ปัจจุบันหลายภาคส่วนในประเทศไทย กำลังเดินหน้าพัฒนาผลผลิตของธุรกิจตนเอง ให้ตอบสนอง Thailand 4.0 โดยเฉพาะภาคอสังหาฯ แต่ในขณะเดียวกันฝั่งประเทศญี่ปุ่นกับรุดหน้าพัฒนาสังคมสู่ยุค 5.0 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ไปพร้อมๆ กับการแก้ปัญหาประชากรผู้สูงอายุมากขึ้น ขณะที่อัตราการเกิดลดน้อยลง ทั้งนี้แรงขับเคลื่อนสังคม 5.0 ในประเทศญี่ปุ่นได้เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2559 แม้ปัจจุบันอยู่ในช่วงเวลาของพัฒนาและเตรียมความพร้อมหลายด้าน แต่คาดการณ์ว่าไม่เกิน 5 ปี ทั่วโลกจะได้เห็นภาพอนาคตของสังคมยุค 5.0 ในดินแดนอาทิตย์อุทัยอย่างแน่นอน

ทำความรู้จักสังคมไทยยุคก่อน 4.0
สังคมไทย 1.0 ยุคของเกษตรกรรม
สังคมไทย 2.0 ยุคอุตสาหกรรมเบา มีการนำเครื่องจักรเข้ามาใช้ เช่น โรงงานทอผ้า เครื่องหนัง เครื่องประดับ เป็นต้น
สังคมไทย 3.0 ยุคแห่งความรุ่งเรืองอุตสาหกรรมหนัก ใช้เทคโนโลยีต่างประเทศมาสนับสนุนการส่งออก เช่น อะไหล่รถยนต์ ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น
สังคมไทย 4.0 ยุคข้อมูล ข่าวสาร สารสนเทศและเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมให้สังคมไทย เข้าสู่ความมั่งคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ภาพอนาคต “สังคมที่อยู่อาศัยยุค 5.0”
สำหรับสังคม 5.0 เป็นยุคแห่ง Super Smart Society เทคโนโลยีที่มีความสำคัญและจำเป็นต้องใช้ในโลกอนาคตนี้หนีไม่พ้น นวัตกรรมของหุ่นยนต์ โดยการจะขับเคลื่อนสังคมยุคดังกล่าวให้มีเสถียรภาพ จำเป็นต้องผนวกโลกไซเบอร์ (Cyber Space) กับโลกแห่งความจริงเข้าด้วยกัน (Physical Space) โดยมีเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพื้นฐาน พร้อมมี AI (Artificial Intelligence) ในที่นี้คือหุ่นยนต์เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งจะเห็นภาพอนาคตของสังคมดังกล่าวอย่างชัดเจน จากการจำลองที่อยู่อาศัยในยุค 5.0 ทั้งนี้แม้ในประเทศไทยยังเดินหน้าพัฒนาสังคมช้ากว่าญี่ปุ่น แต่ดูเหมือนว่าทางฝั่งผู้ประกอบการอสังหาฯ จะเริ่มส่งสัญญาสร้างปรากฎการณ์ที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ โดยดึงนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อสนองไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งรูปแบบของ สังคมที่อยู่อาศัยยุค 5.0 ที่ประเทศญี่ปุ่นนำร่อง จะประกอบไปด้วยความน่าสนใจดังต่อไปนี้

ภาพอนาคต “สังคมที่อยู่อาศัยยุค 5.0”

Smart Partner

1. นำเทคโนโลยี Smart Partner เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของที่อยู่อาศัย
Smart Partner เป็นเทคโนโลยีความอัจฉริยะที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นระบบสแกนใบหน้าเพื่อเข้าบ้านหรือห้องชุด อันถูกใช้แทนกุญแจหรือคีย์การ์ด รวมไปถึงระบบรักษาความปลอดภัยทั้งในรูปแบบของอาชญากรรม ภัยพิบัติธรรมชาติ และเหตุฉุกเฉินจากปัญหาสุขภาพ

2. เชื่อมโยงที่อยู่อาศัย ให้เข้ากับ สังคมสูงอายุ Aging Society
สืบเนื่องจากปัจจุบัน แนวโน้มของประชากรผู้สูงอายุได้เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น เหตุนี้เองการออกแบบที่อยู่อาศัยในสังคมยุค 5.0 จึงจำเป็นต้องรองรับกลุ่มผู้อยู่อาศัยดังกล่าว โดยมีเทคโนโลยีเชื่อมต่อกับคนในชุมชนและเพื่อนบ้าน ทำให้กล่มผู้สูงอายุมีสังคมของตนเอง

3. สร้างปรากฎการณ์ความอัจฉริยะให้กับที่อยู่อาศัย
ความอัจฉริยะของที่อยู่อาศัยยุคนี้ จะถูกซ้อนตัวอยู่ในฟังค์ชันของแต่ละห้องในบ้านหรือห้องชุด โดยเน้นรองรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่เสพติดโลกโซเชียล จึงออกแบบให้หน้าจอ Touch Screen คอยอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ห้องครัวอัจริยะที่มีหน้าจอให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารต่างๆ แก่แม่บ้าน

ประชาชนได้อะไร จากการพัฒนาสังคมที่อยู่อาศัย 5.0
แน่นอนว่าเมื่อประเทศชาติมีการพัฒนาสังคมที่อยู่อาศัยยุค 5.0 ประชาชนต่างได้ผลพลอยได้ในเรื่องความสะดวกสบาย ต้องการอะไรสามารถสั่งได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส จากนวัตกรรมเทคโนโลยีดังกล่าว แต่แท้ที่จริงแล้วประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับโดยตรง คือ การรองรับเรื่องสภาพความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน ทำให้มีการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นผู้อยู่อาศัยยังสามารถออกแบบการดำเนินชีวิตอันตอบสนองกับตัวเองได้ด้วย อย่างในกลุ่มผู้สูงอายุ ที่เน้นเรื่องปัญหาสุขภาพเป็นสำคัญ ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของการพัฒนาที่อยู่อาศัย 5.0 จะอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดสังคม 5.0 ซึ่งประกอบไปด้วย

– การเพิ่มโอกาสและศักยภาพของประชาชน โดยตั้งเป้าว่ามีชีวิตที่มั่นคง ยั่งยืน ปลอดภัย
– โครงสร้างธุรกิจแต่ละประเภท โดยเฉพาะภาคอสังหาฯ เข้าสู่ระบบดิจิตอล เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป

แม้ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงของการพัฒนาสังคมที่อยู่อาศัยตามนโยบาย Thailand 4.0 ยังไม่ถึงขั้นจะก้าวเข้าสู่ยุค 5.0 เหมือนอย่างประเทศญี่ปุ่น แต่ใช่ว่าจะไม่มีการเตรียมความพร้อมกับโลกอนาคต เพราะรากฐานของยุค 5.0 ต่างต้องมีองค์ประกอบของสังคมที่อยู่อาศัย 4.0 ที่แข็งแรง ซึ่งอยู่ในกรอบของความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน