Category Archiveสถานที่ท่องเที่ยว-เรื่องน่ารู้ของญี่ปุ่น

ค่าเดินทางในญี่ปุ่น(โตเกียว) ถูกแพงแค่ไหนเมื่อเทียบกับประเทศไทย

ค่าเดินทางในญี่ปุ่น(โตเกียว) ถูกแพงแค่ไหนเมื่อเทียบกับประเทศไทย

วันนี้มาดูค่าเดินทางในญี่ปุ่นโดยเฉพาะโตเกียวนั้นเมื่อเทียบกับบ้านเราแล้วมีอะไรถูกหรือแพงบ้าง และมีวิธีการเดินทางอะไรที่คนญี่ปุ่นใช้กัน ไปดูกันเลยค่ะ

รถไฟใต้ดิน

1. รถไฟใต้ดิน
รถไฟใต้ดินในโตเกียวมีด้วยกัน 12 สาย โดย 9 สาย เป็นรถไฟที่เราเรียกกันว่า Tokyo Metro ดำเนินการโดยบริษัท Tokyo Metro ส่วนอีก 3 สายที่เหลือเป็นรถไฟบริหารโดยเมืองโตเกียวโดยตรง ทั้ง 12 สายนี้มีสีสันโดดเด่นจำง่ายและมีชื่อสายเฉพาะตัว ที่ดังๆ เช่น สายกินซ่าสีส้ม สายมารุโนะอุจิสีแดง สายฮันโซมงสีม่วง สายฮิบิยะสีเทา สายยูระคุโจสีทอง เป็นต้น การขึ้นรถไฟใต้ดินของแต่ละสายนี้ก็ง่ายดาย และหากเราเดินทางด้วยรถไฟ 9 สายนี้แล้ว ไม่ว่าจะเปลี่ยนสายไปมาขนาดไหน ราคาก็จะไม่กระเถิบสูงขึ้นขนาดนั้นเพราะเป็นการเปลี่ยนสายในบริษัทเดียวกัน ในหนึ่งทริป เช่น จากบ้านไปสักที่หนึ่งในโตเกียวด้วยรถไฟใต้ดิน ใกล้ไกลแค่ไหนราคาก็จะอยู่ราวๆ 170-210 เยน หรือราวๆ 70 บาทต่อครั้ง

2. รถไฟสายอื่นๆ (บนดิน)
นอกจากรถไฟใต้ดินแล้ว โตเกียวยังมีรถไฟของบริษัทเอกชนหลายสายให้บริการอีกด้วย ส่วนมากจะเป็นรถไฟที่วิ่งจากใจกลางเมืองไปยังชานเมือง ขนส่งผู้คนจากรอบๆ (ปริมณฑล) เข้ามายังโตเกียว เส้นที่ดังๆ ก็เช่น โตคิว เจ้าของเดียวกับห้างโตคิวที่เรารู้จักกัน และก็มีเส้น โทบุ เซบุ โอดะคิว เคโอ เป็นต้น รถไฟเหล่านี้แทบจะร้อยทั้งร้อยวิ่งบนดินด้วยความที่วิ่งในระยะทางที่ไกลขึ้นมาหน่อย เพราะถ้าให้สร้างใต้ดินทั้งหมดคงแพงใช่เล่น(ให้ลองนึกถึงรถไฟที่วิ่งจากมหาชัย สุพรรณบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทราหรือมีนบุรีวิ่งเข้ากรุงเทพฯ)

ในช่วงเช้า รถไฟสายเอกชนเหล่านี้ค่อนข้างขึ้นชื่อเรื่องความแน่น นั่นก็เพราะทุกคนที่ขึ้นรถไฟมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือขึ้นมาลงปลายทางในเมือง สถานีระหว่างทางจึงไม่ค่อยมีคนลง ภาพที่เราเห็นเป็นปลากระป๋องบางทีก็มาจากรถไฟสายเหล่านี้นี่แหละครับ ส่วนราคาก็อยู่ตั้งแต่ประมาณ 70 กว่าบาทไปถึงหลัก 2-3 ร้อยบาทแล้วแต่ระยะทางที่รถวิ่งครับ บางสายที่มีระยะทางยาวมากๆ อาจมีเบาะพิเศษให้นั่ง (เช่นรถที่ชื่อขบวน GREEN CAR) ซึ่งเราก็ต้องจ่ายค่าเบาะเพิ่ม ราคาก็ตกอยู่หัวละเพิ่มคนละ 1000 เยน หรือ 350 บาท ได้ครับ

3.รถเมล์ระยะใกล้
การเดินทางที่สะดวกสบายมากๆ ในโตเกียวอีกวิธีหนึ่งคือการขึ้นรถประจำทางครับ ในโตเกียวส่วนมากจ่ายเงินตอนขึ้นครับ นั่นหมายถึงราคาเดียวตลอดทาง แม้ในจังหวัดอื่นๆ อาจมีระบบจ่ายเงินตอนลงและคิดเงินตามระยะทางที่นั่งก็ตาม

ความดีงามของรถเมล์ในโตเกียวคือค่อนข้างกำหนดระยะเวลาแน่นอนตามตารางได้ คนขับสุภาพ ปลอดภัย เหมาะกับผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และเด็กๆ โดยเฉพาะหากจะเดินทางระยะใกล้ๆ แถวบ้านไปยังสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุด รถเมล์เป็นอะไรที่แนะนำมากๆ ครับ ราคาต่อคนของรถเมล์ในโตเกียวส่วนใหญ่ก็เป็นแบบจ่ายทีเดียวจบ คนละ 210 เยน หรือราวๆ 70 กว่าบาท ครับ

4.แท็กซี่ระยะทางใกล้ๆ ในเมือง
ในโตเกียว รถแท็กซี่ราคามิเตอร์เริ่มต้นที่ 710 เยน หรือประมาณ 250 บาท ทุกๆ ครั้งที่มิเตอร์ขึ้น จะขึ้นทีละ 90 เยนหรือ 30 บาท พูดง่ายๆ คือถ้านั่งประมาณสัก 1-2 สถานีรถไฟ ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 2000 เยน หรือ 700 บาท เบาๆ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน เช่นหลัง 4 ทุ่ม เป็นต้นไป ราคามิเตอร์ก็จะแพงขึ้นอีก นั่นคือมิเตอร์จะเดินเร็วขึ้นประมาณ 20% ดังนั้น ถ้าจะขึ้นแท็กซี่ต้องคิดให้ดีก่อนเพราะไม่เช่นนั้นอาจล้มละลายได้ถ้านั่งระยะทางไกล หากไม่ทันรถไฟขบวนสุดท้ายจริงๆ คนญี่ปุ่นมีทางเลือกอื่นนอกจากขึ้นแท็กซี่คือไปหาเน็ตคาเฟ่นอนรอจนเช้า หรือไม่ก็ไปพวก DVD box หรือร้านคาราโอเกะแทน

5. จากในเมืองไปสนามบินด้วยรถไฟ
จากในเมืองโตเกียวเดินทางไปสนามบินมีหลายวิธีด้วยกัน หลักๆ คือ รถไฟ และ รถลิมูซีนบัส โดยเฉพาะไปสนามบินนาริตะ ซึ่งห่างออกไปราวๆ 70-80 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 90 นาที หากใช้รถไฟ ออกเดินทางจากชินจุกุ เป็นรถด่วนพิเศษที่ชื่อว่า JR Narita Express ราคาประมาณ 3000 เยน หรือราวๆ 1000 บาท รถลิมูซีนบัสก็ราคาเท่ากันครับ

ซึ่งนอกจากรถไฟของ JR ที่ให้บริการรถด่วนไปยังสนามบินนาริตะแล้ว ยังมีของอีกเจ้าหนึ่งให้บริการรถด่วนไปนาริตะเช่นเดียวกัน นั่นก็คือรถด่วนที่ชื่อว่า ที่ถูกกว่านิดนึงเพราะว่ารถไฟเส้นนี้จะมาจอดที่อุเอะโนะ ซึ่งตามระยะทางแล้วใกล้นาริตะมากกว่าของเส้น JR ที่จอดชินจุกุซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินมากกว่า

6. จากในเมืองไปสนามบินด้วยแท็กซี่
สำหรับผู้ที่มีฐานะ และยอมจ่ายเพื่อความสะดวกของตัวเอง ถ้าอยากลองนั่งแท็กซี่จากในเมืองโตเกียวไปสนามบินนาริตะ (อันไกล) 22000-25000 เยนหรือ ประมาณ 8 พันบาท รวมค่าทางด่วนแล้ว แพงขนาดนี้แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้วิธีนี้ในการไปสนามบินเช่นเดียวกัน

7. นั่งเครื่องบินจากโตเกียวไปเมืองต่างๆ ในประเทศ
โดยปกติหากเดินทางจากโตเกียวไปยังเมืองต่างๆ ในประเทศ ราคาอาจจะเท่าๆ กับการเดินทางไปเที่ยวประเทศใกล้ๆ อย่างเกาหลี จีน หรือไต้หวันเลยทีเดียว โดยปกติ ตั๋วไปกลับโตเกียว-โอซาก้า ของ ANA ก็จะราวๆ 20,000-30,000 เยน หรือราวๆ 7000-10000 บาท อาจจะมีบางครั้งที่สายการบินราคาประหยัดออกโปรโมชั่นแข่งขันกันด้านราคา อาจสามารถซื้อได้ถูกจริงๆ ก็เช่น 10,000 กว่าเยน หรือ 3500 บาท แต่ก็ต้องคอยจับจ้องหน้าเว็บไซต์และติดตามข่าวตลอดเวลา เหมาะกับคนที่ไม่มีงาน ไม่มีเรียน สามารถเดินทางได้ตลอดเวลาจริงๆ เพราะก็เหมือนกับบ้านเรา ตั๋วถูกเวลาบินก็อาจจะไม่ดี เช่นออกเดินทางเช้ามากจนต้องไปนอนแถวสนามบิน หรือไปถึงสนามบินปลายทางดึกมากๆ จนเดินทางไปไหนต่อไม่ได้และต้องนอนค้างแถวสนามบินเช่นกันเป็นต้น เพราะฉะนั้น คนญี่ปุ่นที่อยากประหยัดจริงๆ จึงอาจเลือกการเดินทางด้วยรถบัสรอบกลางคืนที่ออกเดินทางดึกๆ ไปถึงปลายทางเช้าๆ นอนในรถไปเลย ราคาก็ถูกลงพอสมควรครับ

8. นั่งชิงคันเซ็นจากโตเกียวไปเมืองต่างๆ ในประเทศ
นอกจากการขึ้นเครื่องบินและรถบัสแล้ว คนญี่ปุ่นยังมีอีกหนึ่งทางเลือกในการเดินทางระยะไกลในประเทศ นั่นคือการขึ้นชิงคันเซ็น หรือรถไฟหัวกระสุน ซึ่งก็เป็นการเดินทางที่สะดวกสบายมากเพราะไม่ต้องเผื่อเวลามากแบบการขึ้นเครื่องบินที่มีขั้นตอนมากมาย หากแต่ราคาของชินคันเซ็นค่อนข้างสูงพอสมควร บางครั้งแพงกว่าเครื่องบินเสียด้วยซ้ำ เช่นเดินทางจากโตเกียวไปโอซาก้า ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง ระยะทาง 550 กิโลเมตร ด้วยราคา 13,000 เยน หรือ ราวๆ 4,500 บาท ไปกลับก็ 9,000 บาทแล้ว คนญี่ปุ่นหลายคนจึงรู้สึกว่าหาตั๋วเครื่องบินถูกๆ ไปเที่ยวต่างประเทศจะคุ้มค่าเสียกว่า

 

น้ำตกฟูกุโรดาโนะทากิ

หนึ่งในสามของน้ำตกที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น น้ำตกฟูกุโรดาโนะทากิตั้งอยู่ในจังหวัดอิบารากิ คุจิ ไดโกะ ทราบกันดีว่าที่นี่เป็นหนึ่งในสามของน้ำตกที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น สูง 120 เมตรและกว้าง 37 เมตร น้ำตกที่สวยงาม 4 ชั้น มองไกล ๆ เหมือนด้ายยาวสีขาว แต่เมื่อมองใกล้ ๆ คุณจะเห็นแรงเสียดสีเมื่อตกกระทบพื้นดิน ที่นี่ยังมีเพลทฟอร์มติดตั้งอยู่ด้านหน้าของน้ำตก ทำให้คุณสามารถเห็นน้ำตกได้จากระยะกลางและด้านบน และชื่นชมได้จากมุมต่าง ๆ

น้ำตกฟูกุโรดาโนะทากิ

น้ำตกไหลจากผนังโออิวะในชั้นที่ 4 และกล่าวกันว่ามีพระสงฆ์มายี่ยมชมที่นี่และได้กล่าวว่า Unless you see it in all 4 seasons you haven’t really seen it และดังนั้นที่นี่จึงรู้จักกันในนามของน้ำตก 4 ชั้นซึ่งไม่ได้มาจากลักษณะของน้ำตก แต่มาจากลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ในฤดูใบไม้ผลิจะเห็นสายน้ำสีขาวล้อมร้อมด้วยป่าสีเขียวและมีรุ้งเกิดขึ้นครั้งคราว และสีของใบไม้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะสะท้อนสีแดงและสีส้มไปยังน้ำตกที่กำลังตกลงมา และใบไม้เปลี่ยนสีอย่างสมบูรณ์ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ในฤดูหนาวคุณจะเห็นน้ำตกในสถานะ Hyobaku ซึ่งเป็นน้ำแข็งสีขาว ระหว่างหน้าหนาวในเวลากลางคืน น้ำตกและสะพานแขวนจะสว่างขึ้นทำให้เป็นวิวกลางคืนที่น่าตื่นตาสำหรับคุณ นอกจากนี้คุณจะได้เห็นนักปีนน้ำแข็งที่ปีนขึ้นไปตามผนังของน้ำแข็ง

การเดินทาง
การเดินทางโดยการขนส่งสาธารณะ ใช้รถไฟสาย JR Suigun ไปที่สถานี Fukuroda และจากที่นั่นให้ต่อรถบัส Ibaraki และลงที่ป้าย Takimoto และเดิน 10 นาที โดยรถยนต์ ใช้ทางด่วน Joban Expressway เพื่อไปยังทางเชื่อม Naka IC ขับอีก 50 นาที ทั้งสองที่มีที่จอดรถฟรี

เทศกาลโคอิโนโบริ ณ สะพานแขวนริวจิน

นี่คือสะพานแขวนที่ยาวที่สุดบนเกาะฮอนชู เหนือเขื่อนริวจิน ในอุทยานประจำจังหวัดโอคุคุจิ  สะพานมีความยาวทั้งหมด 446 ม.ส่วนที่แขวนให้ลอยยาว 375 ม. รองรับนักท่องเที่ยวได้ถึงครั้งละ 3,500 คน  เมื่อขึ้นไปอยู่บนสะพาน คุณจะมองเห็นวิวพาโนราคาของภูเขาสุอิฟุ  ที่นี่จัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้นมากมายในแต่ละปี เช่น จากเดือนเมษายน-พฤษภาคม ชาวเมืองจะเฉลิมฉลองเทศกาลโคอิ-โนโบริด้วยการประดับธงโคอิ โนโบริ 100 ผืน (ธงรูปลาคาร์พ) ที่เขื่อนริวจิน หรือในฤดูใบไม้ผลิ ก็จะมีเทศกาลชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ช่องเขาริวจิน

ห้ามพลาดประสบการณ์หฤหรรษ์ท้าทายความสูงด้วยการกระโดดบันจี้จัมพ์จากบนสะพานที่มีระยะห่างจากผืนน้ำถึง 100 ม.

 

 

การเดินทาง

นั่งรถไฟ JR สายมิสึ-กุนไปยังสถานีรถไฟ JR ฮิตาชิโอตะ แล้วนั่งรถบัส 45 นาทีไปลงที่ป้าย “สะพานแขวนริวจิน” เดินต่อ 20 นาที  สำหรับรถยนต์ ให้ขึ้นทางด่วนโจบันแล้วเข้าชุมทาง “ฮิตาชิ มินามิ-โอตะ” จากนั้นขับต่อไปอีกประมาณ 45 นาที

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ(Lake Kawaguchiko)

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ(Lake Kawaguchiko) เป็นทะเลสาบที่เดินทางไปถึงได้ง่ายที่สุดในบรรดา 5 ทะเลสาบรอบภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งมีการเชื่อมต่อจากโตเกียวด้วยรถไฟ และรถบัส พื้นที่บริเวณชายฝั่งทิศตะวันออกของทะเลสาบเป็นที่พัก และออนเซนที่สามารถมองเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามได้อย่างชัดเจน

 

 

มุมมองที่ดีที่สุดของภูเขาไฟฟูจิ คือชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาบ โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระจำนวนมากเบ่งบานประมาณกลางเดือนเมษายน หนึ่งในจุดชมดอกซากุระคือพิพิธภัณฑ์คาวากูจิโกะมิวสิคฟอร์เรส(Kawaguchiko Music Forest) และฤดูใบไม้ร่วงประมาณครึ่งเดือนแรกของเดือนพฤศจิกายนใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลืองสลับกัน

แต่อย่างไรก็ตามยอดภูเขาไฟฟูจิมักถูกบดบังด้วยเมฆในช่วงกลางวันแม้สภาพอากาศจะปกติ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ดังนั้นเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงเช้าของทุกๆวัน(ก่อน 9 โมงเช้า) และช่วงบ่ายเย็นๆ

วัดเซนโซจิ หรือวัดอาซากุซะ หรือวัดโคมแดง – Sensoji Temple

วัดเซนโซจิ หรือวัดอาซากุซะ หรือวัดโคมแดง – Sensoji Temple

วัดเซนโซจิ(Sensoji Temple) ที่มีหลายๆชื่อที่คนนิยมเรียกขานกันทั้งวัดอาซากุสะ หรือวัดโคมแดง (Asakusa Kannon Temple) เป็นวัดใหญ่ในย่านอาซากุสะและ) เป็นหนึ่งในวัดที่เก่าแก่และเป็นที่นิยมมากที่สุดวัดหนึ่งของเมืองโตเกียว โดยจะมีถนนนากามิเสะที่เป็นถนนยาวเข้าสู่พื้นที่ภายในวัดที่จะเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย บอกเลยว่านักท่องเที่ยวเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีใครไม่รู้จักวัดนี้แน่นอน ยิ่งในหมู่คนไทยแล้วล่ะก็เรียกได้ว่าถ้าไปโตเกียวต้องไปแวะเจิมวัดนี้แทบจะทุกคน โดยภาพส่วนใหญ่ก็จะเห็นแชะๆภาพพื้นหลังเป็นโคมแดงอันใหญ่ๆที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์สำคัญมากๆของวัดแห่งนี้เลยทีเดียว ความนิยมเห็นง่ายๆเลยจากการที่มีผู้คนเดินทางมาสักการะและเที่ยวชมได้ทั้งตัววัดและบริเวณภายนอกแบบไม่ขาดสายเลยล่ะค่ะ

 

 

วัดที่ขึ้นชื่อว่าเก่าแก่มากที่สุดของเมืองโตเกียวแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเสร็จเมื่อประมาณปี ค.ศ. 645 ตามตำนานเล่าว่าเมื่อประมาณปี 628 สองพี่น้องได้ออกเรือไปตกปลา และตกรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมได้ที่แม่น้ำสุมิดะ (Sumida River) และแม้ว่าพวกเขาจะพยายามทิ้งรูปปั้นกลับลงสู่แม่น้ำเท่าไหร่ก็ตาม รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมก็จะกลับมาหาพวกเขาอยู่เสมอ จึงได้มีการสร้างวัดนี้ขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานของรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม และกลายมาเป็นวัดที่ฮอตฮอตอันดับหนึ่งของเมืองโตเกียวอย่างในปัจจุบันนี่เอง

ซับโปโร

10 เมืองน่าเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น

1.โตเกียว (Tokyo/東京)

Tokyo
เมืองน่าเที่ยวที่พูดถึงทุกคนต้องรู้จักกันดีสำหรับเมือง”โตเกียว”ของประเทศญี่ปุ่น เมืองที่ความเจริญและสะดวกสบาย เป็นเมืองที่มีมนต์เสน่ห์จึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวเป็นจำนวนมาก มีมรดกและวัฒธรรมและธรรมชาติที่สวยงาม เขตที่นักท่องเที่ยวนิยม คือ ชินจูกุ (Shinjuku) ชิบุย่า (Shibuya), ฮาราจูกุ , โอไดบะ (Odaiba) อิเคะบุคุโระ (Ikebukuro), (Harajuku) อาซากุสะ (Asakusa) อุเอโนะ (Ueno) อากิฮาบาระ (Akihabara) กินซ่า (Ginza) รปปงหงิ (Roppongi) และสิ่งที่ท่านพลาดไม่ได้เมื่อมาเยือนเมืองโตเกียวคือการชมวิวจากมุมสูงของตึกโตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree) หรือ โตเกียวทาวเวอร์ (Tokyo Tower) ให้ท่านได้ซึมซับบรรยากาศดีๆ กลับไปพร้อมความประทับใจแน่นอน

2.ซัปโปโร (Sapporo/札幌)

ซับโปโร

เมืองซับโปโรเป็นเมืองหลวงของภูมิภาคฮอกไกโด เป็นเมืองที่มีการผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นกับสากลเข้าดวยกันจึงเป็นเมืองที่สวยงามและมีเสน่ห์น่าหลงไหลอีกหนึ่งเมือง และสิ่งที่ขึ้นชื่อและถูกพูดถึงมากที่สุด เทศกาลหิมะ เบียร์ ราเมน ที่คนมาเยือนจะพลาดไม่ได้ และในปี 1972 ได้มีการจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ฤดูหนาวที่นี่ ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ คือ สวนโฮโรมิโตเกะ, คิโรโระสกีรีสอร์ท Kiroro Ski Resort, ศาลเจ้าฮอกไกโด Hokkaido Shrine ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ เป็นต้น

3.เกียวโต (Kyoto/京都)

Kyoto
เกียวโตเป็นอดีตเมืองหลวงของญี่ปุ่นตั้งอยู๋ห่างจากโอซาก้าประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นอีกหนึ่งเมืองที่คุณมาเยือนแล้วต้องหลงรักอย่างแน่นอน ด้วยเมืองที่เป็นเอกลักษณ์มีความเก่าแก่และมีวัฒธรรมทางศาสนา วัฒธรรมการเมือง วัฒนธรรมอย่าง ตระกูลที่สืบทอดการชงชา ที่น่าสนใจ ในปี ค.ศ. 1994 ยูเนสโก ให้การรองรับกลุ่มนครเกียวโตในนามของ อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวโตโบราณ ในเมืองเกียวโตมีวัดและศาลเจ้าถึง17แห่ง ถ้าใครชอบเที่ยววัดหรือศาล เป็นอีกหนึ่งเมืองที่ท่านไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

4.โยโกฮาม่า (Yokohama/横浜)

Yokohama
โยโกฮาม่า เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับสองรองจากโตเกียว ซึ่งมีประชากรอาศัยในเมืองนี้ถึง 3 ล้านคน มีที่ตั้งอยู่กรุงตอนใต้ของโตเกียว ริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นเมืองที่มีท่าเรือที่ใหญี่ที่สุดในญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีความเก่าแก่ และเป็นศูนย์กลางการค้า อุตสาหกรรม แฟชั่นและคมนาคมไปสู่ภูมิภาคอื่น มีชื่อเสียงด้านราเมงจนมีพิพิธภัณท์ราเมง และริมทะเลตอนกลางคืนที่สวยงามจึงเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือน

5.โอซาก้า (Osaka/大阪)

Osaka
แน่นอนมาญี่ปุ่นทั้งทีเมืองที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากอีกเมืองหนึ่งคือเมือง”โอซาก้า” ซึ่งเป็นเมืองที่มีศูนย์กลางเศรษฐกิจอันดับ2ของญี่ปุ่น มีความคึกคักด้านการท่องเที่ยว และเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารการกิน วัฒธรรม ปราสาทโอซาก้าและสวนสนุกที่สวยงามและโด่งดัง ย่านที่นักท่องเที่ยวนิยม คือ ย่านมินามิ นัมบะ และชินไซบาชิ ย่านคิตะ/อูเมดะ

6.นาฮะ (Naha/那覇)

Naha city
เป็นเมืองหลวงของเมืองโอกินาว่าที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์และวัฒธรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย ปราสาทชุริเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของนาฮะ และมีทิวทัศน์ที่สวยงาม ทะเลสวย ถ้าใครได้มาเยือนต้องหลงรักอย่างแน่นอน

7.นารา (Nara/奈良)


เมืองที่เต็มไปด้วยความจำแห่งประวัติศาสตร์ เป็นเมืองที่มีดินแดนที่เต็มไปด้ยเสน่ห์ ทั้งสถาปัตยกรรม ธรรมชาติ ศาสนา และอีกหนึ่งความประทับใจเวลาไปเยือนเมืองนี้คือความน่ารักของเจ้ากวางน้อย พร้อมสร้างรอยยิ้มให้กับท่านที่มาเยี่ยมชมอยู่เสมอ และยังมีแหล่งท่องเที่ยววที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น สวนนารา, วัดโทไดจิ, วัดยาคุชิจิ,ศาลเจ้าทานซาน, ภูเขาวาคาคุซายามะ และอื่นๆอีกมากมายที่พร้อมให้คุณมาสัมผัส

8.ฮิโรชิม่า (Hiroshima/広島)

Hiroshima
เมืองฮิโรชิม่าในอดีตเคยเป็นเมืองบนเกาะฮอนชูที่มีความรุ่งเรือง เป็นเมืองที่มีธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่สวยงาม เช่น ภูเขาที่เขียวชอุ่มและแม่น้ำ 6 สายที่ไหลผ่านเขตเมือง, ทะเลเซโตะไนที่สงบ และมีสถานที่สำคัญ คือ ศาลเจ้าอิตสึคุชิมะ (厳島神社), สะพานคินไตเคียว (錦帯橋) และยังได้มีการสร้างอนุสรณ์เพื่อรำลึกความทรงจำอย่าง A-bomb Dome และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมาย คือ ปราสาทฮิโรชิมะ, สวนสาธารณะสันติภาพ,โดมปรมาณู,เพิพิธภัณฑ์แก้ว และอีกมากมาย

9.โกเบ (Kobe/神戸)

Kobe
เป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีเอกลักษณ์ มีการผสมผสานกันระหว่างความเป็นตะวันตกและญี่ปุ่นเอาไว้ด้วยอย่างกลมกลืน เป็นเมืองที่มีเสน์ห์อย่างและน่าค้นหาและมีความหลากหลายของเชื้อชาติและวัฒนธรรมของผู้คนที่มารวมกัน มีท่าเรือและมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม เช่น พิพิธภัณฑ์แผ่นดินไหว บ่อน้ำพุร้อนอะริมะ ไชน่าทาวน์ย่านนานกิ่งมะชิ สวนเมริเคน เป็นต้น เมืองโกเบจึงได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ

10.ฟุกุโอกะ (Fukuoka/福岡)

Fukuoka
เมืองฟุกุโอกะ เป็นเมืองหลวงขนาดใหญ่ของภูมิภาคคิวชูที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น เมืองที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยความทันสมัย เป็นท่าเมืองของญี่ปุ่นมาหลายร้อยปี เป็นปหล่งที่มีอาหารทะเลที่สดและอุดมสมบูรณ์ มีความเจริญและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆอย่างครบครัน ฟุกุโอกะมีสภาพภูมิกาศอบอุ่นแบบพื้นที่ทางตอนใต้ มีอากาศร้อนขึ้นในช่วงฤดูร้อน และฤดูหนาวที่มีอากาศไม่หนาวจัด ส่วนช่วงฤดูใบไม้ร่วงนับเป็นช่วงเวลาที่ดีในการมาเยือน ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงที่มีการจัดงานเทศกาล Hakata Dontaku ที่เที่ยวสุดฮิต เช่น 1.ย่านซุ้มขายอาหารสไตล์ยาไตริมแม่น้ำ(Yatai Food Stall) 2. สวนโอโฮริ(Ohori Park) 3. วัดโชฟุคุจิ(Shofukuji) 4. สวนสาธารณะริมทะเล โมโมชิ และหอคอยฟุกุโอกะ(Momochi Park and Fukuoka Tower) 5. ย่านช้อปปิ้ง เทนจิน(Tenjin) เป็นต้น

เทศกาลญี่ปุ่น

5เทศกาลญี่ปุ่นที่น่าสนใจ

ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งเมืองที่มีความสวยงามสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ทั้งเทศกาลที่จัดขึ้นเกือบตลอดทั้งปีวันนี้เราจึงขอยกตัวอย่าง 5 เทศกาลที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมาให้ท่านได้ชมกัน

1.Yamaguchi Tanabata Chouchin Matsuri

Yamaguchi Tanabata Chouchin Matsuri
เป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญของญี่ปุ่น จะจัดขึ้นในวันที่ 6-7 สิงหาคม เทศกาลนี้เริ่มจัดขึ้นมาตั้งแต่สมัย Muromachi โดยกษัตริย์ของ Oouchi เพื่อเป็นการรำลึกถึงชาวบรรพบุรุษ โดยมรการสร้างโคมไฟประมาณ 100,000ดวง ขึ้นมา เต็มไปด้วยโคมไฟที่ห้อยมีความสวยงามและตระการตาเป็นอย่างมาก

2.Kanda Matsuri

Kanda Matsuri
เป็นเทศกาลของของศาลเจ้า Kanda Myojin ซึ่งมีมานานตั้งแต่สมัยเอโดะ และเป็นอีกหนึ่งเทศกาลของโตเกียวที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก จัดขึ้นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ประมาณวันที่ 15 พ.ค. ไฮไลท์ประจำงานคือขบวนแห่สวยงามที่ผ่านใจกลางกรุงโตเกียวในวันเสาร์ และขบวนพาเหรดของเกี้ยวมิโคชิ(mikoshi)ในวันอาทิตย์

3.Nagasaki Kunchi

Nagasaki Kunchi
เป็นเทศกาลที่สือทอดมานานกว่า 400 ปีแล้ว ที่ศาลเจ้า SUWA จัดขึ้นในช่วง 7-9 ต.ค. ความน่าสนใจคือการผสมผสานวัฒนธรรมจากจีนและฮอลแลนด์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ยังมีการแสดง ขบวนแห่ที่สวยงามอีกมากมาย รวมถึงการเชิดสิงโตแบบจีน ที่ท่านไม่ควรพลาด

4.Chichibu Yomatsuri

Chichibu Yomatsuri
เทศกาลศาลเจ้าChichibu ของจังหวัดไซตามะ จะจัดขึ้นในช่วง 2-3 ธ.ค. ของทุกๆปี เป็นอีกหนึ่งเทศกาลของญี่ปุ่นที่มีความสวยงามและไม่ควรพลาด งดงามด้วยขบวนเกี้ยวที่งดงามด้วยการตกแต่งโคมไฟ พรม และไม้แกะสลักลงรักปิดทอง คึกคักด้วย ดนตรีจากขลุ่ยและกลอง พร้อมการแสดงดอกไม้ไฟสุดตระการตา

5.Nebuta Matsuri

Nebuta Matsuri
Nebuta Matsuri เทศกาลพาเหรดโคมไฟสุดยิ่งใหญ่อลังการ ประจำฤดูร้อนของจังหวัดอาโอโมริ จัดขึ้นทุกวันที่ 2-7 สิงหาคม ของทุกปี ตื่นตากับขบวนแห่โคมไฟขนาดมหึมา พร้อมการแสดงไม่ว่าเป็นการระบำ และดนตรีสนุกสนาน โคมไฟมีขนาดตั้งแต่ 3-9 เมตร ทำจากกระดาษเพนท์สีประดับบนโครงข้างในเป็นไฟฟ้า มีรูปร่างแตกต่างกันไปทั้งเทพเจ้า ปีศาจ ประวัติศาสตร์ หรือเอกลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่น

มรยาทเยี่ยม

มารยาทเยี่ยมชมบ้านของคนญี่ปุ่น

มารยาทเยี่ยมชมบ้านของคนญี่ปุ่น

เมื่อเราไปเยี่ยมบ้านคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะผู้ใหญ่สิ่งที่ควรระวังเลยคือ ไม่ควรไปเยี่ยมเวลารับประทานอาหารนอกจากเจ้าของบ้านจะชวนเข้ามารับประทานอาหารร่วมกัน เพราะคนญี่ปุ่นถือว่าการเยี่ยมบ้านเวลารับประทาอาหารถือเป็นการเสียมารยาท เวลาที่เหมาะสมสำหรับการเยี่ยมบ้านคือ ตอนสายๆหรือช่วงบ่าย ไม่ควรเย็นจนเกินไปเพราะเป็นช่วงที่เริ่มเตรียมอาหารเย็นแล้ว ถ้าเขาไปในขณะที่เขากำลังรับประทานอาหารพอดีเราควรบอกว่า ” Oshokuji chuu ni ojamashite moushiwake arimasen (ขอโทษที่รบกวนเวลาทานอาหาร) ” และควรไปรอที่ห้องอื่น ทางเจ้าของบ้านจะไม่ได้ชวนรรับประทานอาหารด้วยกนเพราะเจ้าของบ้านไม่ได้เตรียมอาหาสำหรับแขก โดยปกติแขกที่มาเยี่ยมจะทานข้าวให้เสร็จก่อนมาเยี่ยม เวลาไปเยี่ยมบ้านผู้ใหญ่ควรนำของฝากมาด้วยเพ่อเป็นมารยาทที่ดีในการเข้าเยี่ยม ถ้าเป็นขนมควรใส่กล่องให้สวยงามไม่ควรใส่ถุงพลาสติกมา

มารยาทในการรับประทานอาหาร

มารยาทพื้นฐานของญี่ปุ่น

มารยาของญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลมาหลายอย่าง เช่น ศานาพุทธ โดยเฉพาะ นิกายเซน ศิลปพิธีการชงชา ศาสนาชินโต เป็นต้น เพื่อเป็นการขัดเกลาให้ทุกคนมีระเบียบวินัยและรักษามารยาท หลักการมารยาทที่ได้รับอิทธิพลมากที่สุดคือ “คำสอนของศาสนาขงจื้อ” ซึ่งมีต้นกำเนิดจากประเทศจีน ซึ่งตอนนั้นญี่ปุ่นไม่ได้นับถือศาสนาขงจื้อเป็นศาสนา จะนับถือเป็นหลักมารยาท ศาสนาขงจื้อยังมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อความคิดของชาว เอเซียเหนือ ทั้งญี่ปุ่น จีน และเกาหลี จึงทำให้มารยาททั้ง3ประเทศมีความคล้ายกันหลายอย่าง

มารยาทในการรับประทานอาหาร
มารยาทในการรับประทานอาหารของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันออกไปไม่มากก็น้อย ด้วยประวัติศาสตร์ ความเชื่อ วิถีชีวิต ที่ไม่เหมือนกัน และการรับประทานร่วมโต๊ะกับคนญี่ปุ่นนั่นที่ถูกต้องนั้นไม่เพียงแต่ได้รับคำชื่นชมแต่ยังจะได้ความไว้วางใจจากคนญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าของวัฒธรรมและจะทำให้การคบหาสมาคมเป็นไปอย่างสนิทสนมมากขึ้น

1.จะมีการกำหนดที่นั่งของแต่ละบุคลอย่างชัดเจน

2.ก่อนรับประทานอาหารจะต้องกล่าวคำว่า Itadakimasu (いただきます) และหลังรับประทานอาหารเสร็จกล่าวคำว่า Gochisousama (ごちそうさま) โดยพนมมือระดับอก ก้มศีรษะเล็กน้อยเพื่อเป็นการขอบคุณผู้ที่ปรุงอาหาร

3.ยกภาชนะทุกอย่างระหว่างอก ในขณะที่กำลังรบประทานอาหาร ควรถือไว้ด้วยมือซ้ายหรือข้างที่ไม่ได้ใช้ตะเกียบ ถ้าท่านไม่ยกภาชนะขึ้นจากโต๊ะแต่ใช้ศีรษะก้มลงไปทานถือเป็นการเสียมารยาท

4.การคีบอาหารเข้าปาก ห้าม!!ใช้มืออีกข้างรองใต้อาหาร อาจดูเป็นสิ่งที่ทำแล้วดูมีมารยาท แต่จริงๆถือว่าเป็นการเสียมารยาท

5.ควรใช้ตะเกียบรับประทานอากหารทุกชนิด โดยใช้ปลายตะเกียบเท่านั้น

6.ขณะที่ท่านรับประทานอาการควรสลับ ในการทานน้ำซุป-กับข้าว-ข้าวสวย ไม่ควรรับประทานอย่างเดียว

7.น้ำซุปหรือชามของนึ่ง ห้ามใช้ช้อนให้ยกขึ้นดื่มโดยตรง

8.การรับประทานน้ำซุปหรือบะหมี่ ควรทานให้มีเสียงเล็กน้อย

9.ในขณะเคี้ยวอาหารไม่ควรขยับตะเกียบไปมา และไม่ควรแสดงท่าทางว่าท่านจะคีบอาหารชิ้นต่อไป

10.การขอข้าวเพิ่ม ควรเหลือข้าวสวยติดก้นชามไว้ 1 คำ

11.การรับชามข้าวหรือซุปที่ขอเพิ่มควรรับด้วย2มือ และวางบนถาดหน้าตัวเองแล้วค่อยรับประทานต่อ

12.ไม่ควรใช้ตะเกียบสัมผัสอาหารจานที่เราไม่ชอบหรือรับประทานไม่ได้

13.ไม่ควรท้าวข้อศอกบนโต๊ะอาหาร

14.ไม่ควรชะโงกหน้าไปดูอาหาร

15.ไม่ควรทานอาหารให้เหลือ

16.ไม่ควรลุกจากที่นั่งถ้าไม่จำเป็น

17.ไม่ใช้ไม้จิ้มฟันระหว่างทาน

18.ไม่ควรใช้มือสัมผัสเส้นผมขณะรับประทานอาหาร

19.ห้ามวางสิ่งของบนโต๊ะอาหาร

20.ดื่มชา ตอนรับปรทานอาหารเสร็จเท่านั้น

21.ไม่ควรใช้โทรศัพท์ขณะรับประทานอาหาร

japan

ฤดูสุดโรแมนติกของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นสามารถเที่ยวได้ทุกฤดูกาลแต่ละฤดูกาลจะมีสวยงามและความน่าสนใจที่แตกต่างกันออกไป และบรรยากาศที่สุดโรแมนติกพร้อมให้คุณมาสัมผัส

ฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่น

ฤดูใบไม้ร่วง

เป็นฤดูที่มีอากาศที่อบอุ่นเป็นสัญญาณแห่งการต้อนรับฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงาม ใบของต้นไม้ต่างๆเช่นต้นเมเปิล จะเริ่มผลัดเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและสีแดง และภูเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้สีเหลืองและแดง มองแล้วซึ่งเป็นภาพและบรรยากาศที่ช่างโรแมนติกยิ่งนัก นอกจากนี้ ที่ญี่ปุ่นจะเรียกอีกอย่างว่า “ฤดูใบไม้ร่วงแห่งการกิน” เพราะเป็นฤดูกาลที่ของอร่อยจากท้องทะเลและภูเขามากมายจะถูกเก็บเกี่ยวออกมา

ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่นจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกันยายน ถึง เดือนพฤศจิกายนโดยใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสี ไล่จากทางภาคเหนือลงสู่ภาคใต้ของญี่ปุ่น แต่ละพื้นที่ก็จะมีช่วงเวลาที่ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีแตกต่างกันออกไป ซึ่งช่วงเวลาของใบไม้เปลี่ยนสีอาจคลาดเคลื่อนแตกต่างกันไปในแต่ละปี ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและอุณหภูมิในปีนั้นๆ

ฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น

ฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มต้นในช่วงเดือนมีนาคมจนถึงเดือนพฤภาคม เป็นเวลาแห่งความสดชื่น เพราะในช่วงนี้ใบไม้จะผลิดอกออกผล ใบไม้ที่เขียวขจีและลมเย็นสบาย ฤดูนี้เป็นฤดูที่น่าเที่ยวที่สุด โดยเฉพาะเดือนเมษายนที่มีดอกซากุระบานสะพรั่งปกคลุมด้วยสีชมพูและสีขาว ที่มองดูแล้วสดชื่นสบายตา

ฤดูร้อนของญี่ปุ่น

ฤดูร้อนของญี่ปุ่น

ฤดูร้อนของญี่ปุ่นจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงเดือนสิงหาคม ช่วงนี้จะเป็นช่วงปลูกขาวของชาวนา และจะมีอากาศที่อบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ เป็นฤดูแห่งความสนุกเพราะมีช่วงงานประจำปีเยอะรวมถึงการฉลองต่างๆมากมาย ที่เต็มไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยวอย่างหนาแน่นในช่วงฤดูนี้ และการตากอากาศริมทะเล ที่มีท้องฟ้าสดใส กับอากาศดีๆ ซึ่งส่วนใหญ่คนนิยมไปทะเลในเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม

ฤดูหนาวของญี่ปุ่น

ฤดูหนาวของญี่ปุ่น
เริ่มตั้งธันวาคม-กุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่มีการปกคลุมไปด้วยหิมะ โดยเฉพาะในภาคเหนือแม่น้ำและทะเลสาบบางแห่งจะกลายเป็นน้ำแข็ง บนภูเขาก็จะมีการนิยมเล่นสกีกันในเมืองซัปโปโร ที่เกาะฮอกไกโด และจะมีการจัด”เทศกาลหิมะ” เพื่อเฉลิมฉลอง มีการประกวดปั้นหิมะเป็นรูปกันอย่างสนุกสนาน ช่วงฤดูนี้จะเป็นช่วงเวลาของคนในครอบครัว ทุกคนจะออกมาผิงไฟร่วมพูดคุย ซึ่งเป็นภาพที่อบอุ่นจริงๆ