Category Archiveสถานที่ท่องเที่ยว

ภูมิภาคคันโต(Kanto)

ภูมิภาคคันโต(Kanto)เป็นที่ตั้งของเมืองหลวงมหานครโตเกียว(Tokyo)เป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่และมีระบบการคมนาคมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่โตเกียวเป็นอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น มีแหล่งช้อปปิ้งและกินดื่มมากมาย รวมถึงสถานที่ทางศิลปะวัฒนธรรมอย่างเช่น ปราสาท พระราชวัง ศาลเจ้าและวัดดังๆรวมกันอยู่ที่เมืองนี้มากมาย

ภูมิภาคคันโตมีพื้นที่เป็นที่ราบประมาณ 45% ที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นเทือกเขา ชายหาดและแม่น้ำทำให้มีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากมายนอกเหนือจากเมืองหลวง

ตัวอย่างการท่องเที่ยวง่ายๆ แบบเช้าไปเย็นกลับจากเมืองโตเกียวไปยังสถานที่ท่องเที่ยวรอบๆ เช่น โยโกฮาม่า(Yokohama)ที่เป็นเมืองท่าในสมัยเปิดประเทศช่วงปลายสมัยเอโดะ, ศาลเจ้าเก่าแก่ที่เป็นมรดกโลกที่นิกโก้(Nikko)เมืองหลวงเก่าติดทะเลคามาคุระ(Kamakura)ซึ่งเจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางทางกลางเมืองและวัฒนธรรมยุคกลางของญี่ปุ่น และเมืองแห่งนํ้าพุร้อนฮาโกเน่(Hakone)ที่มีชื่อเสียงด้านทะเลสาบและวิวภูเขาไฟฟูจิ

พื้นที่ต่างๆใน คันโต(Kanto) – โตเกียว(Tokyo), คานากาว่า(Kanagawa), โทจิงิ(Tochigi), กุนมะ(Gunma), ไซตามะ(Saitama), ชิบะ(Chiba), อิบารากิ(Ibaraki), เกาะอิซุโอชิมะ(Izu Oshima Island), หมู่เกาะโองาซาวาระ(Ogasawara Islands)

ภูมิภาคชุบุ(Chubu)

ภูมิภาคชุบุ(Chubu)มีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอยู่มากมายอยู่ติดกับภูมิภาคคันโต(Kanto)และภูมิภาคคันไซ(Kansai)มีเทือกเขาสูงชันทำให้เกิดสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันมากในภูมิภาคนี้ เช่นส่วนที่ติดกับทะเลจะอบอุ่นแต่ในเทือกเขากลับมีหิมะหนาสูง 5 เมตร ประกอบไปด้วย 9 จังหวัดย่อย มีเมืองนาโงยะ(Nagoya)เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค

ภูมิภาคชุบุมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ธรรมชาติ ภูเขา ทะเล ไปจนถึงวัฒนธรรมและเทคโนโลยี สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ เช่น เทือกเขาแอลป์แห่งญี่ปุ่น ที่มีกำแพงหิมะหรือสโนว์วอลหนาสูงถึง 5 เมตร, ปราสาทมัตสึโมโต้ที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม, หมู่บ้านหลังคาโบราณชิราคาวะโกะ, สกีรีสอร์ท, ชายหาด และเมืองออนเซนอีกมากมาย ทำให้ชุบุสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปีเลย

พื้นที่ต่างๆใน ชุบุ(Chubu) – นากาโน่(Nagano), ชิซูโอกะ(Shizuoka), อิชิคาว่า(Ishikawa), ไอจิ(Aichi), กิฟุ(Gifu), โทยาม่า(Toyama), นิอิกะตะ(Niigata), ยามานาชิ(Yamanashi), ฟูคุอิ(Fukui)

ภูมิภาคคันไซ(Kansai)

ภูมิภาคคันไซ(Kansai)เป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญต่อศิลปะและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมานานนับพันปีเพราะเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของญี่ปุ่นในอดีตถึง 2 เมืองคือ นะระ(Nara) และ เกียวโต(Kyoto) และในปัจจุบันยังเป็นที่ตั้งของเมืองโอซาก้า(Osaka)ที่เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ญี่ปุ่นด้วย

ภูมิภาคคันไซประกอบด้วยจังหวัดทั้งหมด 6 จังหวัดมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายและมากมายไม่แพ้ภูมิภาคอื่นๆเลยตั้งแต่ ปราสาทฮิเมจิที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น, ทะเลสาบบิวะโกะที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น, แหล่งรวมวัดและศาลเจ้าโบราณและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลกที่เมืองเกียวโต รวมถึงสวนสนุกยูนิเวอร์ซัลสตูดิโอ สวนสนุกระดับโลกจากฮอลลีวู้ดที่เมืองโอซาก้า

ของขึ้นชื่อใน คันไซ(Kansai) – ชาอูจิ Uji Tea
พื้นที่ต่างๆใน คันไซ(Kansai) – เกียวโต(Kyoto), โอซาก้า(Osaka), นารา(Nara), เฮียวโงะ(Hyogo), วาคายาม่า(Wakayama), ชิงะ(Shiga), มิเอะ(Mie)

ภูมิภาคชูโกกุ(Chugoku)

ชูโกกุ(Chugoku)

ภูมิภาคชูโกกุ(Chugoku) มีความหมายว่า “ภูมิภาคที่อยู่ตรงกลาง” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะฮอนชู ถัดจากภูมิภาคคันไซ(Kansai) หรือบางคนเรียกว่า West Kansai ในภูมิภาคนี้จะแบ่งออกเป็นฝั่งอุตสาหกรรม เรียกว่า ซันโย(Sanyo) ซึ่งเลียบฝั่งทะเลเซโตะ(Seto Inland Sea coast) และฝั่งชนทบ เรียกว่า ซานิน(Sanin) ซึ่งเลียบฝั่งทะเลญี่ปุ่น แบ่งออกเป็น 5 จังหวัดย่อยๆ ที่ปลายสุดของภูมิภาคชูโกกุจะเป็นจังหวัดยามากูจิซึ่งจะติดกับภูมิภาคคิวชู(Kyushu)ซึ่งเชื่อมต่อกันได้ทั้งทาง รถไฟ ถนน และทางเรือ ทำให้ที่นี่จะเป็นทางผ่านและจุดเชื่อมต่อระหว่างเกาะใหญ่ฮอนชูและคิวชู
แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของชูโกกุบางส่วน เช่น ศาลเจ้าอิสึกุชิมะ(Itsukushima Shrine), ทะเลทรายเพียงแห่งเดียวของญี่ปุ่นที่ต็อตโตริ (Tottori Sand Dunes), สะพานคินไตเคียว(Kintai-Kyo Bridge), และปราสาทฮิโรชิม่า(Hiroshima Castle)
พื้นที่ต่างๆใน ชูโกกุ(Chugoku) – ฮิโรชิม่า(Hiroshima), ยามากูจิ(Yamaguchi), โอคายาม่า(Okayama), ต็อตโตริ(Tottori), ชิมาเนะ(Shimane)
Kyushu

ภูมิภาคคิวชู(Kyushu )

ภูมิภาคคิวชู(Kyushu )เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะใหญ่ฮอนชู ประกอบไปด้วยเมืองท่าสำคัญๆหลายแห่งที่ใช้ติดต่อ ค้าขายกับชาวจีน และชาวตะวันตกมานานหลายร้อยปี โดยมีเมืองหลวงคือจังหวัดฟูกุโอกะ(Fukuoka)

บนเกาะคิวชูมีแหล่งท่องเที่ยวครบทุกรูปแบบ ทั้ง ภูเขาไฟทั้งที่ยังไม่ดับ, เมืองตากอากาศออนเซนที่มีชื่อเสียง, สวนสนุก, สวนน้ำ, วัด, ศาลเจ้า, ร้านอาหารที่มีชื่อเสียง และยังสามารถท่องเที่ยวได้ครบทุกฤดูกาลด้วย เช่น การชมซากุระบานในฤดูใบไม้ผลิ, การชมใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง ส่วนหิมะก็มีแต่จะมีน้อยกว่าเกาะใหญ่เล็กน้อยเพราะอยู่ทางตอนล่างของประเทศ และอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ภูมิภาคคิวชูน่าสนใจก็คือ ค่าครองชีพของที่นี่ จะถูกกว่าแถบโตเกียวหรือโอซาก้าพอสมควรเลยทีเดียว

Kyushu-on-One-of-a-Kind-Trains

การเดินทางในภูมิภาคนี้ก็ค่อนข้างสะดวกเหมือนกับบนเกาะใหญ่ เพราะมีเครือข่ายรถไฟ JR ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ของเกาะ ที่สามารถใช้กับ JR PASS ได้เลย หรือถ้ามาเฉพาะเกาะคิวชูก็ยังมี Kyushu Pass ที่ราคาถูกกว่าด้วย ส่วนเส้นทางระหว่างเมืองก็มีรถไฟความเร็วสูงหรือชินคันเซน(shinkansen) ไว้ให้บริการด้วย และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยออกนอกเส้นทางหลักๆหรือไม่นิยมเที่ยวตามเมือง แต่ชอบเที่ยวธรรมชาติก็สามารถเช่ารถขับเที่ยวไปทั่วๆเกาะได้เลย

พื้นที่ต่างๆใน คิวชู(Kyushu) – ฟูกุโอกะ(Fukuoka), คาโกชิม่า(Kagoshima), คุมาโมโต้(Kumamoto), โออิตะ(Oita), นางาซากิ(Nagasaki), ซากะ(Saga), มิยาซากิ(Miyazaki), เทือกเขาคิริชิม่า(Kirishima)
ภูมิภาคโอกินาว่า(Okinawa)

โอกินาว่า(Okinawa) 

โอกินาว่า(Okinawa) เป็นจังหวัดที่อยู่ทางทิศใต้สุดของประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วยหมู่เกาะเล็กๆกว่า 12 เกาะ บริเวณครึ่งหนึ่งของเกาะนันเซ โชโตะ(Nansei Shoto) ห่างจากเกาะคิวชูไปกว่า 1,000 กิโลเมตรไปทางไต้หวัน

cover-okinawa
จังหวัดโอกินาว่าแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเกาะใหญ่ๆ ได้แก่ หมู่เกาะโอกินาว่า(Okinawa Shoto) รอบๆเกาะโอกินาว่า(Okinawa Honto) หมู่เกาะมิยาโกะ(Miyako Tetto)รอบๆเกาะมิยาโกะ และหมู่เกาะยาเอยาม่า(Yaeyama Retto)รอบๆเกาะอิชิงากิ(Ishigaki Island)

ของขึ้นชื่อใน โอกินาว่า(Okinawa) – 10 ของฝากยอดนิยมจากเกาะจากโอกินาว่า
พื้นที่ต่างๆใน โอกินาว่า(Okinawa) – หมู่เกาะโอกินาว่า(Okinawa Islands), หมู่เกาะยาเอยาม่า(Yaeyama Islands), เกาะมิยาโกะ(Miyako Island), เกาะคุเมะ(Kume Island)

ทะเลสาบคาวากูชิโกะ(Lake Kawaguchiko)

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ(Lake Kawaguchiko) เป็นทะเลสาบที่เดินทางไปถึงได้ง่ายที่สุดในบรรดา 5 ทะเลสาบรอบภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งมีการเชื่อมต่อจากโตเกียวด้วยรถไฟ และรถบัส พื้นที่บริเวณชายฝั่งทิศตะวันออกของทะเลสาบเป็นที่พัก และออนเซนที่สามารถมองเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามได้อย่างชัดเจน

มุมมองที่ดีที่สุดของภูเขาไฟฟูจิ คือชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาบ โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระจำนวนมากเบ่งบานประมาณกลางเดือนเมษายน หนึ่งในจุดชมดอกซากุระคือพิพิธภัณฑ์คาวากูจิโกะมิวสิคฟอร์เรส(Kawaguchiko Music Forest) และฤดูใบไม้ร่วงประมาณครึ่งเดือนแรกของเดือนพฤศจิกายนใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลืองสลับกัน

แต่อย่างไรก็ตามยอดภูเขาไฟฟูจิมักถูกบดบังด้วยเมฆในช่วงกลางวันแม้สภาพอากาศจะปกติ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ดังนั้นเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงเช้าของทุกๆวัน(ก่อน 9 โมงเช้า) และช่วงบ่ายเย็นๆ

สถานที่ท่องเที่ยวรอบๆทะเลสาบคาวากูจิโกะ มีความหลากหลายและน่าสนใจ ได้แก่

1. กระเช้าคาจิคาจิภูเขาเทนโจ(Kachi Kachi Ropeway)

ระยะทาง 400 เมตร เชื่อมต่อชายฝั่งตะวันออกของทะเลสาบคาวากูจิโกะ กับดาดฟ้าชมวิวใกล้ยอดภูเขาเทนโจ(Mount Tenjo) สูงประมาณ 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลที่มีทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบด้านล่างรวมกับภูเขาไฟฟูจิ
ค่าใช้จ่าย: ไปกลับ 720 เยน เที่ยวเดียว 410 เยน
เวลาเปิด-ปิด: มีนาคม-พฤศจิกายน 9:00-17:00
ธันวาคม-กุมภาพันธ์ 9:30-16:40 (กระเช้าออกทุกๆ 5-10 นาที)
วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน

2. พิพิธภัณฑ์ศิลปะคูโบตะอิตจิคุ(Kubota Itchiku Art Museum)

จัดแสดงผลงานศิลปะของ Kubota Itchiku(1917-2003) ศิลปินผู้ฟื้นฟูศิลปะการย้อมสีผ้าไหมสึจิกาฮานะ(Tsujigahana silk dyeing) จัดแสดงกิโมโนที่สร้างสรรค์ โดยมีรูปภาพธรรมชาติ จักรวาล และฤดูกาลต่างๆ รวมถึงผลงานชิ้นโบแดงที่ยังไม่เสร็จ ชื่อว่า “Symphony of Light” เป็นกิโมโน 30 ชุดที่เรียงต่อกันเป็นรูปภูเขาไฟฟูจิ
ค่าใช้จ่าย: 1,300 เยน
เวลาเปิด-ปิด: เมษายน-พฤศจิกายน 9:30-17:30
ธันวาคม-มีนาคม 10:00-16:30 (เข้าชมก่อนเวลาปิด 30 นาที)
วันปิดทำการ: ทุกวันพุธ ตั้งแต่เดือนธันวาคม-มีนาคม
วันที่ 26-28 ธันวาคม
เปิดในวันหยุดราชการ และพุธของสัปดาห์แรกในเดือนมกราคม

3. พิพิธภัณฑ์ศิลปะคาวากูจิโกะ(Kawaguchiko Museum of Art)

จัดแสดงศิลปะสมัยใหม่ของชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ รวมถึงคอลเลกชั่นภาพวาด ภาพถ่ายที่เกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิ
ค่าใช้จ่าย: 800 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 9:30-17:00(เข้าชมก่อน 16:30)
วันปิดทำการ: ทุกวันอังคาร(ยกเว้นตรงกับวันหยุดราชการ) และวันหยุดปีใหม่

4. พิพิธภัณฑ์คาวากูจิโกะมิวสิคฟอร์เรส(Kawaguchiko Music Forest)

5. พิพิธภัณฑ์อัญมณียามานาชิ(Yamanashi Gem Museum)

ภายในจัดแสดงอัญมณี เพชรพลอย และคริสตัลควอทซ์ขนาดใหญ่ที่รวบรวมได้จากในประเทศญี่ปุ่นและจากทั่วโลก และยังมีร้านค้าจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับอื่นๆอีกด้วย

ค่าใช้จ่าย: 600 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 9:00-17:30(มีนาคม-ตุลาคม), 9:30-17:00(พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) เข้าชมก่อนเวลาปิด 30 นาที
วันปิดทำการ: ทุกวันพุธ(ยกเว้นตรงกับวันหยุดราชการ) และวันหยุดปีใหม่

6.หอสมุนไพร(Herb Hall)

เป็นร้านค้า สวนสมุนไพร และเรือนกระจกที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้อย่างใกล้ชิด หรือซื้อสมุนไพร ชา และดอกไม้แห้งไว้เป็นของฝากได้อีกด้วย ด้านหลังของหอสมุนไพรเป็นที่ตั้งของหอน้ำหอมที่จำหน่ายน้ำหอม น้ำมันหอมระเหย และสบู่

ค่าใช้จ่าย: ฟรี
เวลาเปิด-ปิด: 9:00-18:00(เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม ปิด 17:30)
วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน

 

หมู่บ้านหลังคาโบราณ ชิราคาวะโกะ (Shirakawa-go)

หมู่บ้านหลังคาโบราณ ชิราคาวะโกะ (Shirakawa-go)


ชิราคาวาโกะ(Shirakawa-go) และโกคายาม่า(Gokayama) เป็นพื้นที่หมู่บ้านริมแม่น้ำโชงาวะ(Shogawa River) ยาวตั้งแต่กิฟุไปจนถึงโทยาม่า ได้ถูกประกาสให้เป็นเมืองมรดกโลกยูเนสโกในปี 1995 ซึ่งมีชื่อเสียงในการทำไร่แบบดั้งเดิม gassho-zukuri farmhouses โดยบางแห่งมีอายุกว่า 250 ปี

บ้านแต่ละหลังมุงด้วยหลังคาสูงชันให้ทนทานต่อปริมาณหิมะที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงฤดูหนาว มีห้องใต้หลังคาที่กว้างขวางสำหรับเลี้ยงหนอนไหมหมู่บ้านโองิมาจิ(Ogimachi) เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดในชิราคาวาโกะ สามารถเดินทางจากทาคายาม่าหรือคานาซาว่าได้อย่างสะดวก

เมืองโกคายาม่าจะเข้าถึงได้ยากเล็กน้อยโดยต้องเปลี่ยนรถบัสในเมือง Ogimachi ภายในหมู่บ้านได้รับการพัฒนาน้อยกว่า อาหารท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงคือ Suganuma และ Ainokura

สวนริมทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ ปาร์ค (Hitachi Seaside Park)

สวนริมทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ ปาร์ค (Hitachi Seaside Park) หรือสวนฮิตาชิ(Hitachi Park) เป็นสวนริมทะเลขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงด้านทุ่งดอกไม้ที่สวยงาม โดยเฉพาะทุ่งดอกโคเชีย(Kochia)ที่โดยปกติจะมีสีเขียว และจะเปลี่ยนเป็นสีแดงในช่วงฤดูใบไม้ร่วงอยู่ที่เมืองฮิตาชินากา(Hitachinaka) ของจังหวัดอิบารากิ อยู่ห่างจากเมืองโตเกียวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 130 กิโลเมตร

ที่สวนริมทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ ปาร์ค (Hitachi Seaside Park)สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีเพราะจะมีดอกไม้ สายพันธ์ต่างๆที่จะสลับกันบานตลอดเวลา รวมทั้งยังมีโซนของสวนสนุกที่ชื่อว่า Pleasure Garden เปิดให้บริการตลอดเวลาด้วย แต่ที่สวนฮิตาชินี้จะมีช่วงเวลาของทุ่งดอกไม้บานที่เป็นไฮไลท์สำคัญอยู่ทั้งหมด 4 ช่วงเวลาดังนี้

1. ทุ่งดอกนาร์ซิสซัส(Narcissus) หรือมีชื่อเรียกว่า Suisen Fantasy โดยจะบานช่วงฤดูใบไม้ผลิ ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน มีซึ่งที่สวนแห่งนี้มีมากกว่า 1 ล้านดอกจาก 600 สายพันธ์เลยทีเดียว โดยจะอยู่ใกล้กับโซนป่าสนซึ่งจะส่งกลิ่นหอมหวานไปทั่วบริเวณ

2. ทุ่งดอกทิวลิป(Tulip) หรือที่เรียกว่าช่วง Tulip World โดยจะบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิเช่นกัน ช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนเมษายน ต่อจากทุ่งดอกนาร์ซิสซัส มีดอกทิวลิปสีสันสดใสมากกว่า 280,000 ต้น จาก 220 สายพันธ์

3. ทุ่งดอกเนโมฟีเลีย(Nemophila) หรือที่เรียกกันว่าช่วง Nemophila Harmony โดยจะบานต่อจากดอกทิวลิปในฤดูใบไม้ผลิเหมือนกัน ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม จะเป็นดอกไม้สีฟ้า และน้ำเงิน ทำให้ทุ่งหญ้าสีเขียวกลายเป็นสีฟ้าสวยงามแปลกตามาก เพราะหาชมไม่ได้ง่ายนัก ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของสวนแห่งนี้เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีทุ่งดอก rapeseed สีเหลืองสดที่จะบานพร้อมกันด้วย

4. ทุ่งดอกโคเชีย(Kochia) หรือที่เรียกว่าช่วง Kochia Carnival ในฤดูใบไม้ร่วงช่วงปลายเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคม โดยปกติต้นโคเชียจะเป็นไม้พุ่มกลมสีเขียวซึ่งก็สวยงามอยู่แล้ว แต่พอถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะเปลี่ยนสีเป็นสีแดงสดก็ยิ่งทำให้ทั้งสวยงามและแปลกตามากยิ่งขึ้น จกลายเป็นไฮไลท์หลักของสวนแห่งนี้เลยทีเดียว ซึ่งที่สวนฮิตาชิจะปลูกอยู่บริเวณเนินเขา มิฮาราชิ(Miharashi)ทั่วทั้งเนินทำให้เนินแห่งนี้จะเปลี่ยนจากสีเขียวเข้ม กลายเป็นสีแดงสดในช่วงเดือนตุลาคม พร้อมกันนี้ยังมีดอกคอสมอสหลากสีสันบานอยู่ใกล้ๆกันด้วย

 

ห้าแยกชิบูย่า และย่านชินจูกุ

ย่านชิบูย่า(Shibuya) แหล่งช้อปปิ้งและเอนเตอร์เทนเม้นท์สุดชิคขนาดใหญ่ใจกลางโตเกียว เป็นหนึ่งในย่านที่คึกคักมีผู้คนพลุกพล่านตลอดเวลา ในบริเวณนี้ถือว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่นิยมของวัยรุ่นญี่ปุ่นเนื่องจากมีห้างสรรพสินค้าจำนวนมาก ร้านอาหารเก๋ๆก็มีอยู่ไม่น้อย เนื่องจากเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงทำให้มีร้านเสื้อผ้าแฟชั่นหรือดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบเสื้อผ้าเองและเปิดร้านบริเซรนี้ สามารถสร้างแบรนด์สินค้าแฟชั่นของตนเองจนโด่งดังได้หลายต่อหลายแบรนด์

จุดที่เป็นเหมือนสัญลักษ์ของย่านนี้ก็คือ แยกข้ามถนนขนาดใหญ่เป็นการตัดกันของถนนหลายสายด้วยกัน ทำให้เมื่อสัญญาณไปจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว ผู้คนจากทุกฝั่งถนนก็จะเดินข้ามถนนพร้อมๆกัน เนื่องจากย่านนี้เป็นย่านที่มีคนจำนวนมากดังนั้น เดินเวลาข้ามถนนพร้อมกันจึงแทบจะมองไม่เห็นพื้นที่ถนนว่างๆเลย และที่ให้แยกนี้เป็นจุดที่มีชื่อเสียงและผู้คนนิยมมาเก็บภาพ

ย่านชินจูกุ(Shinjuku) แหล่งบันเทิงและแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ใจกลางเมืองหลวงโตเกียว เป็นศูนย์รวมแฟชั่นเก๋ๆ เท่ห์ๆ ของเหล่าบรรดาแฟชั่นนิสต้า มีสถานีรถไฟชินจูกุที่เป็นเหมือนศูนย์กลางของของย่านนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานีที่คึกคักที่สุดในญี่ปุ่น ในแต่ละวันมีผู้คนจำนวนมากถึง 2.5 ล้านคนที่ใช้บริการสถานีแห่งนี้ ทางด้านตะวันตกย่านนี้ที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าหลายอาคาร มีทั้งโรงแรมชั้น ตึกแฝดที่เป็นสำนักงานรัฐบาลซึ่งด้านบนของตึกนี้เปิดให้ประชาชมเข้าชมฟรี ส่วนทางด้านตะวันออกนั้นคือ คาบูกิโชะ เป็นย่านที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า, ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่าง Big Camera และย่านบันเทิงยามราตรีที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น