Author Archive

โตเกียวดิสนีย์แลนด์ และ โตเกียวดิสนีย์ซี

โตเกียวดิสนีย์แลนด์(Tokyo Disneyland) เป็นสวนสนุกที่มีนักท่องเที่ยวต่อปีเกือบ 20 ล้านคนต่อ ซึ่งมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และมากเป็นอันดับ 2 ของโลก สร้างขึ้นโดยบริษัทผลิตภาพยนตร์การ์ตูนวอลท์ดิสนีย์ เปิดให้บริการในปี 1983 ซึ่งเป็นสวนสนุกดิสนีย์แลนด์แห่งแรกที่สร้างขึ้นนอกประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยธีมหลัก 7 ธีม โดยตกแต่งตามฤดูกาล และมีการเดินขบวนพาเหรดที่สนุกสนาน

1.World Bazaar


ตั้งอยู่ประตูทางเข้าหลักที่ไปยังพาร์ค เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่เรียงรายไปด้วยร้านค้า และร้านอาหาร พื้นที่แห่งนี้ออกแบบคล้ายยุคศตวรรษที่ 20 ของอเมริกา

2.Tomorrowland


ออกแบบเป็นพื้นที่นอกโลก และเทคโนโลยีต่างๆจากโลกอนาคต มีจุดที่น่าสนใจได้แก่ Space Mountain, Star Tours และ Buzz Lightyear’s AstroBlasters.

3.Toontown


เป็นย่านชานเมืองที่อยู่อาศัยของชาวตัวละครดิสนีย์ คุณจะได้เข้าสำรวจบ้านของมิกกี้เม้าส์ ลงเล่นบนเรือเป็ดโดนัลดั๊ก บ้านต้นไม้ของชิปและเดลล์ และมีเครื่องเล่นรถไฟเหาะขนาดเล็กเหมาะสำหรับเด็กเล็ก

4.Fantasyland

Fantasyland
สร้างเป็นสไตล์ภาพยนตร์การ์ตูนดิสนีย์แบบคลาสสิค เป็นที่ตั้งของปราสาทของซินเดอเรลล่า และยังมีตัวละครเทพนิยายอื่นๆ เช่น ปีเตอร์แพน สโนว์ไวท์ เมืองเล็กๆของวินนี่เดอะพูห์ เป็นต้น

5.Critter Country


เป็นบ้านของกระต่าย Br’er, สุนัขจิ้งจอก Br’er, หมี Br’er และตัวละครอื่นๆจากภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง “Song of the South” และยังมีเครื่องเล่นล่องเรือแคนูบนแม่น้ำอเมริกาอีกด้วย

6.Westernland


สร้างจำลองเมืองชายแดนทางทิศตะวันตกตามแนวแม่น้ำอเมริกา เป็นที่ตั้งของเครื่องเล่นรถไฟเหาะ Big Thunder Mountain และมีเกาะ Tom Sawyer ตั้งอยู่กลางแม่น้ำ

7.Adventureland

สามารถผจญภัยไปกับการล่องเรือเข้าไปในป่า สำรวจบ้านต้นไม้ของครอบครัวสวิส(Swiss Family Treehouse) หรืออาจะนั่งรถไฟสายแม่น้ำตะวนตก และล่องเรือไปกับโจรสลัดในทะเลแคริบเบียน

ค่าเข้าชม: 6,400 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 9:00-22:00

วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ 8:00-22:00

วิธีการเดินทาง :

  • จากสถานี JR Maihama Station เดินไปประมาณ 5 นาที
  • จากสถานี Tokyo Disneyland Station เดินไปเพียงไม่กี่ก้าว
Travel in Japan
พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชุราอูมิ

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชุราอูมิ

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชุราอูมิ(Okinawa Churaumi Aquarium) เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ดีที่สุดในประเทศญี่ปุ่น เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ปี 2002 ตั้งอยู่ใน Ocean Expo Park ที่เคยจัดแสดงงานนานาชาติเอ็กซ์โปในปี 1975 ไฮไลท์ของการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้คือแท็งก์น้ำคุโรชิโอะ(Kuroshio Tank) ซึ่งเป็น 1 ในแท็งก์น้ำที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งภายในนั้นเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตในทะเลแถบโอกินาว่าที่หลากหลาย สัตว์น้ำที่โดดเด่นที่สุดคือฉลามวาฬยักษ์ และกระเบนราหู

ในอาคารพิพิธภัณฑ์แยกออกไป 3 ชั้น โดยทางเข้าอยู่บนชั้น 3 และทางออกอยู่ที่ชั้น 1 หลังจากที่นักท่องเที่ยวเข้ามาจะพบกับบ่อน้ำที่อนุญาตให้ทดลองสัมผัสปลาดาว และหอยชนิดต่างๆได้ ถัดไปเป็นแท็งก์น้ำที่จัดแสดงโลกของสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ตามแนวปะการัง เมื่อเดินผ่านตู้ปลามาแล้วจะเป็นแท็งก์คุโรชิโอะ โดยการให้อาหารสัตว์น้ำจะมีวันละ 2 ครั้ง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะใช้เวลาชม ณ จุดนี้นานที่สุด ด้านข้างแท็งก์เป็นโรงภาพยนตร์ที่ฉายวีดีโอเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตทางทะเลของโอกินาว่า

แท็งก์ถัดมาเป็นที่อยู่อาศัยของฉลาม ฉลามเสือ และฉลามวัว ต่อจากนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตในน่านน้ำที่อาศัยลึกลงไปอีก รวมถึงปลาที่เรืองแสงได้ นอกจากนี้ยังมีสระน้ำกลางแจ้งที่ตั้งอยู่ใกล้ริมน้ำซึ่งเป็นที่จัดการแสดงของโลมาแสนรู้ เต่าทะเล และพะยูน ที่จัดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งต่อวัน(ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ต้องตรวจสอบเวลาการแสดงก่อนเข้าพิพิธภัณฑ์)

ก่อนเวลาปิด 1 ชั่วโมง
วันปิดทำการ: วันพุธแรกของเดือนธันวาคม และวันถัดไป

วิธีการเดินทาง
พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเป็นส่วนหนึ่งของ Ocean Expo Park ณ คาบสมุทรโมโทบุ(Motobu Peninsula) ทางทิศเหนือของ Okinawa Honto ห่างจาก Naha ไปประมาณ 90 กิโลเมตร

  • โดยสารรถบัส Yanbaru Express bus

จากสนามบิน Naha Airport โดยสารรถบัส Yanbaru Express bus ไปยังพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงกว่า ค่าใช้จ่าย 2,000 เยน ให้บริการ 6 รอบ/วัน

ในตัวเมือง Naha รถบัสจะจอดที่ ศาลากลางจังหวัด ท่าเรือโทมาริ และสถานีรถไฟ Furujima Station(Yurail monorial)

  • โดยสารรถบัสธรรมดา

จาก Naha โดยสาร highway bus หมายเลข 111 ไปลงที่สถานีขนส่ง Nago Bus terminal(จาก Naha bus center 90 นาที 2,100 เยน หรือจาก Naha Airport 105 นาที 2,190 เยน บัสออกชั่วโมงละ 1-2 รอบ) และเปลี่ยนไปนั่งรถบัสหมายเลข 70 ลงที่ Kinen Koen Mae bus stop ซึ่งอยู่หน้า Ocean Expo Park(50 นาที 880 เยน) หรือรถบัสหมายเลข 65/66 บางคันก็จอดที่ Ocean Expo Park เช่นกัน

  • รถยนต์ส่วนตัว

จาก Naha ขับรถมาตามเส้นทาง Okinawa Expressway ไปทางทิศเหนือสุดใกล้ Nago(1,020 เยน) แล้วขับลงถนนธรรมดาตรงข้ามคาบสมุทรโมโทบุ ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง

Travel in Japan
yakushima

Yakushima Island (Kyushu)

Yakushima Island (Kyushu) : ป่ามหัศจรรย์บนเกาะยากุชิมะ

yakushima

อีกหนึ่งทิวทัศน์ที่สวยงามน่าประทับใจและหาชมได้ยากยิ่งนั้น คือทิวทัศน์ในป่ามหัศจรรย์บนเกาะยูคุชิมะแห่งนี้ ทิวทัศน์สุดหายากของป่านี้นั้นมีเหตุมาจากภายในป่านี้มีต้นสนโบราณอายุยืนยาวหลายพันปีอยู่รวมกัน โดยเชื่อกันว่ามีต้นสนที่อายุกว่า 7,000 ปีอยู่ที่นี่ด้วย

และเนื่องจากภาพในป่าแห่งนี้มีความชื้นตลอดทั้งปี เพราะมีฝนตกเกือบตลอดทั้งปี ทำให้ภายในป่าแห่งนี้เขียวชะอุ่มและดูชุ่มช่ำอยู่เสมอ ใครชอบธรรมชาติและอยากเก็บภาพบรรยากาศความเขียวชะอุ่ม ต้องลองมาที่ป่าแห่งนี้กันดู เพราะสวยงามราวกับต้องมนต์เลยล่ะ

ที่อยู่ : Yakushima, Kumage District, Kagoshima Prefecture 891-4200, Japan
วิธีเดินทาง : นั่งเรือสปีดโบ๊ทจากท่าเรือของเมือง Ibusuki ไปขึ้นฝั่งบนเกาะ Yakushima ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที จากท่าเรือ Miyanoura โดยรถยนต์ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที หรือขึ้นรถบัส ใช้เวลาเดินทางประมาณ 35 นาที ราคา 350 เยน
ราคา : ค่าเข้าเส้นทางเดินป่า 300 เยน

Travel in Japan

ฮากุบะ-มุระ (Hakuba – mura)

ฮากุบะ-มุระ สิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่สมบูรณ์ของฮาคุบะ ทำให้ฮาคุบะแห่งนี้เป็นจุดที่สมบูรณ์แบบที่จะเพลิดเพลินไปกับกีฬาภูเขา เช่น การปีนภูเขา และการเล่นสกี เพลิดเพลินไปกับการเดินทางที่น่าจดจำในสถานที่กลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ ที่ฐานของเทือกเขาแอลป์ตอนเหนือ

เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดนากาโน่ (Nagano) นี้ อาจไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักสำหรับคนไทย แต่เป็นแหล่งสกีอันลือชื่อของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ใจกลางภูเขาฮากุบะ (Hakuba) ซึ่งเปรียบได้กับเทือกเขาแอลป์ (Alps)
ของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาบน้ำแร่ แช่น้ำพุร้อน ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของประเทศด้วย

เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดนากาโน่ (Nagano) นี้ อาจไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักสำหรับคนไทย แต่เป็นแหล่งสกีอันลือชื่อของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ใจกลางภูเขาฮากุบะ (Hakuba) ซึ่งเปรียบได้กับเทือกเขาแอลป์ (Alps)
ของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาบน้ำแร่ แช่น้ำพุร้อน ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของประเทศด้วย

ไปเที่ยวช่วงไหนดี

เหมาะแก่การไปเยือนในช่วงฤดูหนาว (เดือนธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์) และช่วงชมใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ราวเดือนตุลาคม

 

 

 

 

 

Travel in Japan

5 ร้านอาหารดังในญี่ปุ่น ที่คุณไม่ควรพลาด

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอาหารญี่ปุ่นนั้นเป็นหนึ่งในเมนูยอดฮิตที่ถูกปากคนไทยทุกเพศทุกวัย และแน่นอนนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ใครหลายคนเดินทางไปยังแดนซามูไรเพื่อลิ้มรสอาหารที่เป็นต้นฉบับ แต่ยังไงก็ตามร้านเด็ดร้านดังของญี่ปุ่นนั้นมีมากมายไม่หวาดไม่ไหว พูดง่ายๆ ก็คือเยอะจนเพื่อนๆ เลือกไม่ถูกนั่นแหละ และเพื่อเป็นการทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ทางเราจึงได้รวบรวม 5 อาหารร้านเด็ดร้านดังจากประเทศญี่ปุ่นมาให้เพื่อนๆ ได้ไปตามรอยกัน

1. Ichiran Ramen

อิจิรัน ราเมง หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อราเมงข้อสอบเป็นร้านเก่าแก่มีมาตั้งแต่ปี 1960 จนถึงปัจจุบันนี้อิจิรัน ราเมง มีสาขาเกือบทั่วประเทศญี่ปุ่น ทั้งโตเกียวและโอซาก้า (ยกเว้นฮอกไกโด) โดยเหตุผลที่อิจิรัน ราเมงได้รับขนานนามว่าราเมงข้อสอบนั้นก็เป็นเพราะหลังจากกดเลือกซื้อเมนูจากตู้อัตโนมัติแล้ว เพื่อนๆ จะได้นั่งที่โต๊ะคล้ายกับโต๊ะสอบ และมีกระดาษให้ติ๊กหรือขีดๆ เขียนๆ ซึ่งกระดาษที่ว่านี้จะเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับเมนูราเมง เช่น ให้เลือกระดับความเผ็ด เลือกความนุ่มของเส้น รวมไปถึงความข้นของน้ำซุป

2. 511’s Kobe Beef Kaiseki

ถึงแม้ว่าจะขายเนื้อวัวโกเบ แต่ว่าจริงๆ แล้วร้านนี้กลับตั้งอยู่ที่เมืองโตเกียว ซึ่งสำหรับคนรักเนื้อนั้นไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะนอกจาก 511’s Kobe Beef Kaiseki จะคัดแต่เนื้อโกเบที่มีคุณภาพแล้ว ทางเชฟของร้านยังพิถีพิถันในการรังสรรค์เมนูทั้งเรื่องของการปรุงที่ผ่านเตาอบด้วยอุณหภูมิ 1,000 องศา รวมถึงการตกแต่งจานชามให้ออกมาน่าลิ้มลอง จนได้เนื้อที่หอมกรอบจากภายนอก แต่ข้างในนุ่มหวานฉ่ำมาให้พวกเราได้กินกัน

3. Kiji Okonomiyaki

นอกจากราเมง และเนื้อวัวที่เป็นเมนูอันขึ้นชื่อของแดนซามูไรแล้ว พิซซ่าญี่ปุ่น หรือ โอโคโนมิยากิ ก็น่าลิ้มลองอร่อยไม่แพ้กัน ซึ่งร้านพิซซ่าญี่ปุ่นที่ทางเราแนะนำก็คือร้านคิจิ (Kiji) ที่อยู่ชั้นใต้ดินของตึก Umeda Sky โดยความพิเศษของพิซซ่าญีปุ่นร้านนี้คือเขาจะนำส่วนผสมทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น ไข่ไก่ กะหล่ำปีซอย หมู ฯลฯ ลงไปคลุกกับแป้ง ก่อนนำมาทอดให้เราได้กิน

4. Takoyaki Wanaka

มาต่อกันที่ทาโกยากิกันบ้าง กับร้านวานากะ (Wanaka) โดยร้านนี้มีถึง 6 สาขาด้วยกันในเมืองโอซาก้า ซึ่งแน่นอนว่าได้รับความนิยมทั้งคนญี่ปุ่นรวมถึงชาวต่างชาติ ส่วนสาขาที่คนนิยมไปต่อแถวกันในโอซาก้าก็คงไม่พ้นสาขาริมคลองโดทงบุริ ที่อยู่ละแวกเดียวกับร้านขายของสุดฮิตอย่าง ดองกิโฮเต้ และอิจิรัน ราเมง มันน่าไปโดนนะถ้าใครไปเที่ยวญี่ปุ่นโอซาก้า อย่าพลาดเลยหล่ะ

5. Ginza Kyubey

มาญี่ปุ่นทั้งทีเราจะลืมซูชิไปได้ยังไง โดยทางเราก็ขอแนะนำร้านนี้เลยครับ Ginza Kyubey สาขาหลัก ในเมืองโตเกียว ซึ่งเป็นร้านซูชิระดับพรีเมียม ที่คัดยอดวัตถุดิบระดับคุณภาพ การันตีความสดใส ผ่านการปรุงรสอย่างพิถีพิถัน ก่อนปั้นออกมาเป็นซูชิให้เราได้กินกัน ซึ่งต้องขอบอกเลยครับว่าที่นี่ให้เนื้อปลากันแบบเน้นๆ ชนิดที่ว่าขนาดยาวคลุมข้าวกันเลยทีเดียว ไม่เหมือนกันร้านส่วนใหญ่ในไทย

Travel in Japan
สังคมที่อยู่อาศัยยุค 5.0 ญี่ปุ่นนำร่องประเทศแรก

สังคมที่อยู่อาศัยยุค 5.0 ญี่ปุ่นนำร่องประเทศแรก

เมื่อประเทศไทยเดินหน้าสังคม 4.0 แต่ญี่ปุ่นรุดหน้าพัฒนาสังคม 5.0
ปัจจุบันหลายภาคส่วนในประเทศไทย กำลังเดินหน้าพัฒนาผลผลิตของธุรกิจตนเอง ให้ตอบสนอง Thailand 4.0 โดยเฉพาะภาคอสังหาฯ แต่ในขณะเดียวกันฝั่งประเทศญี่ปุ่นกับรุดหน้าพัฒนาสังคมสู่ยุค 5.0 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ไปพร้อมๆ กับการแก้ปัญหาประชากรผู้สูงอายุมากขึ้น ขณะที่อัตราการเกิดลดน้อยลง ทั้งนี้แรงขับเคลื่อนสังคม 5.0 ในประเทศญี่ปุ่นได้เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2559 แม้ปัจจุบันอยู่ในช่วงเวลาของพัฒนาและเตรียมความพร้อมหลายด้าน แต่คาดการณ์ว่าไม่เกิน 5 ปี ทั่วโลกจะได้เห็นภาพอนาคตของสังคมยุค 5.0 ในดินแดนอาทิตย์อุทัยอย่างแน่นอน

ทำความรู้จักสังคมไทยยุคก่อน 4.0
สังคมไทย 1.0 ยุคของเกษตรกรรม
สังคมไทย 2.0 ยุคอุตสาหกรรมเบา มีการนำเครื่องจักรเข้ามาใช้ เช่น โรงงานทอผ้า เครื่องหนัง เครื่องประดับ เป็นต้น
สังคมไทย 3.0 ยุคแห่งความรุ่งเรืองอุตสาหกรรมหนัก ใช้เทคโนโลยีต่างประเทศมาสนับสนุนการส่งออก เช่น อะไหล่รถยนต์ ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น
สังคมไทย 4.0 ยุคข้อมูล ข่าวสาร สารสนเทศและเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมให้สังคมไทย เข้าสู่ความมั่งคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ภาพอนาคต “สังคมที่อยู่อาศัยยุค 5.0”
สำหรับสังคม 5.0 เป็นยุคแห่ง Super Smart Society เทคโนโลยีที่มีความสำคัญและจำเป็นต้องใช้ในโลกอนาคตนี้หนีไม่พ้น นวัตกรรมของหุ่นยนต์ โดยการจะขับเคลื่อนสังคมยุคดังกล่าวให้มีเสถียรภาพ จำเป็นต้องผนวกโลกไซเบอร์ (Cyber Space) กับโลกแห่งความจริงเข้าด้วยกัน (Physical Space) โดยมีเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพื้นฐาน พร้อมมี AI (Artificial Intelligence) ในที่นี้คือหุ่นยนต์เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งจะเห็นภาพอนาคตของสังคมดังกล่าวอย่างชัดเจน จากการจำลองที่อยู่อาศัยในยุค 5.0 ทั้งนี้แม้ในประเทศไทยยังเดินหน้าพัฒนาสังคมช้ากว่าญี่ปุ่น แต่ดูเหมือนว่าทางฝั่งผู้ประกอบการอสังหาฯ จะเริ่มส่งสัญญาสร้างปรากฎการณ์ที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ โดยดึงนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อสนองไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งรูปแบบของ สังคมที่อยู่อาศัยยุค 5.0 ที่ประเทศญี่ปุ่นนำร่อง จะประกอบไปด้วยความน่าสนใจดังต่อไปนี้

ภาพอนาคต “สังคมที่อยู่อาศัยยุค 5.0”

Smart Partner

1. นำเทคโนโลยี Smart Partner เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของที่อยู่อาศัย
Smart Partner เป็นเทคโนโลยีความอัจฉริยะที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นระบบสแกนใบหน้าเพื่อเข้าบ้านหรือห้องชุด อันถูกใช้แทนกุญแจหรือคีย์การ์ด รวมไปถึงระบบรักษาความปลอดภัยทั้งในรูปแบบของอาชญากรรม ภัยพิบัติธรรมชาติ และเหตุฉุกเฉินจากปัญหาสุขภาพ

2. เชื่อมโยงที่อยู่อาศัย ให้เข้ากับ สังคมสูงอายุ Aging Society
สืบเนื่องจากปัจจุบัน แนวโน้มของประชากรผู้สูงอายุได้เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น เหตุนี้เองการออกแบบที่อยู่อาศัยในสังคมยุค 5.0 จึงจำเป็นต้องรองรับกลุ่มผู้อยู่อาศัยดังกล่าว โดยมีเทคโนโลยีเชื่อมต่อกับคนในชุมชนและเพื่อนบ้าน ทำให้กล่มผู้สูงอายุมีสังคมของตนเอง

3. สร้างปรากฎการณ์ความอัจฉริยะให้กับที่อยู่อาศัย
ความอัจฉริยะของที่อยู่อาศัยยุคนี้ จะถูกซ้อนตัวอยู่ในฟังค์ชันของแต่ละห้องในบ้านหรือห้องชุด โดยเน้นรองรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่เสพติดโลกโซเชียล จึงออกแบบให้หน้าจอ Touch Screen คอยอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ห้องครัวอัจริยะที่มีหน้าจอให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารต่างๆ แก่แม่บ้าน

ประชาชนได้อะไร จากการพัฒนาสังคมที่อยู่อาศัย 5.0
แน่นอนว่าเมื่อประเทศชาติมีการพัฒนาสังคมที่อยู่อาศัยยุค 5.0 ประชาชนต่างได้ผลพลอยได้ในเรื่องความสะดวกสบาย ต้องการอะไรสามารถสั่งได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส จากนวัตกรรมเทคโนโลยีดังกล่าว แต่แท้ที่จริงแล้วประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับโดยตรง คือ การรองรับเรื่องสภาพความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน ทำให้มีการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นผู้อยู่อาศัยยังสามารถออกแบบการดำเนินชีวิตอันตอบสนองกับตัวเองได้ด้วย อย่างในกลุ่มผู้สูงอายุ ที่เน้นเรื่องปัญหาสุขภาพเป็นสำคัญ ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของการพัฒนาที่อยู่อาศัย 5.0 จะอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดสังคม 5.0 ซึ่งประกอบไปด้วย

– การเพิ่มโอกาสและศักยภาพของประชาชน โดยตั้งเป้าว่ามีชีวิตที่มั่นคง ยั่งยืน ปลอดภัย
– โครงสร้างธุรกิจแต่ละประเภท โดยเฉพาะภาคอสังหาฯ เข้าสู่ระบบดิจิตอล เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป

แม้ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงของการพัฒนาสังคมที่อยู่อาศัยตามนโยบาย Thailand 4.0 ยังไม่ถึงขั้นจะก้าวเข้าสู่ยุค 5.0 เหมือนอย่างประเทศญี่ปุ่น แต่ใช่ว่าจะไม่มีการเตรียมความพร้อมกับโลกอนาคต เพราะรากฐานของยุค 5.0 ต่างต้องมีองค์ประกอบของสังคมที่อยู่อาศัย 4.0 ที่แข็งแรง ซึ่งอยู่ในกรอบของความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

Travel in Japan
เมืองเก่า ทาคายาม่า

เมืองเก่า ทาคายาม่า

เมืองฝาแฝดเกียวโต ประจำจังหวัดกิฟุ อย่างหมู่บ้าน Takayama ก็สวยจนไปกี่ครั้งไม่เคยเบื่อ รวไมปถึงถ้าให้ชื่นชอบบ้านไม้เก่าๆ สไตล์ญี่ปุ่นด้วยล่ะก็ หูยยยย จะต้องหลงรักที่นี่อย่างแน่นอน แม้จะเป็นทางผ่านที่ไปหมู่บ้านชิราคาว่าโกะ แต่ก็น่าสนใจไม่น้อย

ตั้งอยู่ในใจกลางของ Hida Takayama สถานที่แห่งนี้จัดได้ว่าเป็นที่ที่เก่าแก่ และไม่ถูกการทำลายภูมิทัศน์ด้วยอาคารหรือถนนมากนั้น ด้วยอาคารเก่าๆ ที่รวมตัวเรียงรายกันตั้งแต่สมัยก่อนจึงทำให้เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าอนุรักษ์ทางด้านสถาปัตยกรรม เพียงแค่การเดินชมที่นั่นก็จะทำให้เราเห็นถึง การถูกอนุรักษ์ของชาวบ้านจากรุ่นสู่รุ่น เช่นเดียวกับสถาปัตยกรรมที่ถูกอนุรักษ์ไว้อย่างดี ทำให้สิ่งที่ผู้มาเยือนได้รับกลับไปคือความรู้สึกที่เข้าถึงบรรยากาศเก่าๆ

สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ

ย่านเมืองเก่า Takayama (ถนนSanno machi)

ถนนSanno machi

ย่านที่รายล้อมไปด้วยร้านค้าเก่าแก่ซึ่งสร้างขึ้นในยุคสมัยเอโดะ ตื่นตาตื่นใจไปกับการผสมผสานระหว่างตัวเมืองและวิวทิวทัศน์ของภูเขารอบเมืองเล็กๆแห่งนี้ ร้านค้าของที่ระลึกตลอดข้างทาง ช่างฝีมือซึ่งสามารถสั่งแกะสลักพวงกุญแจไม้เพื่อเป็นของที่ระลึก และยังมีของที่ระลึกซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวคือตุ๊กตา “Sarubobo” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองTakayama และชุดของตุ๊กตานั้นแตกต่างกันไปตามแต่ละอาชีพ

เวลาทำการ: ตั้งแต่ 9 นาฬิกา-17 นาฬิกา

การเดินทาง: เดินทางประมาณ 10 นาทีจากสถานีTakayama

หมู่บ้านพื้นเมืองHida

หมู่บ้านพื้นเมืองHida

เดินทางโดยรถบัสประมาณ 10 นาทีจากสถานีTakayama ด้วยพื้นที่ 99,000 ตารางเมตรเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ในยุคสมัยเอโดะ (ระหว่างปี 1603-1867) ซึ่งคุณสามารถเห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคสมัยนั้น พร้อมทั้งเยี่ยมชมบ้านทรงมุงหลังคาและสัมผัสประสบการณ์ อาทิเช่น การเล่นเกมส์แบบสมัยโบราณ หรือการทดลองสวมเสื้อผ้าของยุคสมัยเอโดะ

เวลาทำการ: ตั้งแต่ 8.30 นาฬิกา- 17 นาฬิกา

การเดินทาง: เดินทางประมาณ5นาทีจากสถานีรถไฟใต้ดินOsakako สายChuo จากเมืองOsaka

ตลาดเช้าTakayama

คุณสามารถเที่ยวตลาดเช้าได้ 2 แห่ง ที่แรกอยู่ด้านหน้าของศาลเจ้าTakayama ซึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อ 300 ปีก่อน และอีกแห่งตั้งอยู่บริเวณข้างแม่น้ำMiyagawa สามารถหาซื้ออาหารท้องถิ่นจากร้านรถเข็น เช่น ผลไม้ ผักดอง รวมถึงของที่ระลึกและพลาดไม่ได้กับน้ำแอ๊ปเปิ้ลHida ซึ่งจำหน่ายอยู่บริเวณศาลเจ้าTakayama

เวลาทำการ: ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดถึงกลางวัน

การเดินทาง:อยู่บริเวณด้านหน้าของศาลเจ้าTakayama ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 นาทีจากสถานีTakayama

Takayama-morning-market
หมู่บ้าน Shirakawago

ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี1955 เป็นสถานที่ๆมีชื่อเสียงจากความหนาของบ้านมุงหลังคา สามารถเที่ยวชมหมู่บ้าน Shirakawago หมู่บ้านOgimachi และหมู่บ้านGokayama ด้วยโปรแกรมแบบOne day tour ในช่วงฤดูหนาว

ไม่ต้องกังวลเรื่องรถบัสขากลับหากคุณสามารถจองบ้านพักในหมู่บ้านได้ ซึ่งห้องพักจะถูกจองอย่างรวดเร็ว เนื่องจากหมู่บ้านเหล่านี้ตั้งอยู่บริเวณภูเขาจึงมีอุณหภูมิลดต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง งานเปิดไฟของหมู่บ้านShirakawago จะถูกจัดขึ้นปีละครั้งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ของต้นเดือนกุมภาพันธ์

เวลาทำการ: ร้านค้าปิดทำการเวลา 17.00 นาฬิกา

การเดินทาง: 50 นาที จากรถShuttle Bus Nouhi expressway

Travel in Japan

ของฝากจากญี่ปุ่น 2018

เข้าปี 2018 มาได้เกือบครึ่งปีแล้ว เพื่อนๆ หลายคนอาจจะเบื่อของฝากแบบเดิมๆ ใช่ไหม วันนี้เราขอมาอัพเดท ของฝากจากญี่ปุ่น 2018 ที่น่าสนใจ เพิ่มเติมคือหาซื้อง่ายไม่ลำบากพร้อมพิกัดคร่าวๆ ด้วยน้า

1.Ichiran Tonkotsu Ramen Sauce & Noodles

ราเมนข้อสอบอันโด่งดังอย่างร้าน Ichiran ขวัญใจชาวไทยได้ออกผลิตภัณฑ์ราเมนพร้อมปรุงสุดสะดวก แค่ลวกเส้น ใส่น้ำ เติมซุปซองตามคำแนะนำ ก็ได้รสชาติราเมนสุดอร่อยอันโด่งดังแล้ว ใครอยากแบ่งความอร่อยให้เพื่อนๆ อย่าลืมจัดนะ

ราคา กล่องละ 2,200 เยน มี 5 ชุด

พิกัดซื้อ : ร้าน Ichiran Ramen และร้านดองกี้

2.ช็อกโกแลต เมจิ

เป็นที่รู้กันว่าช็อกโกแลตเมจิมีความอร่อยถูกใจใครหลายๆ คน นอกจากนี้ยังมีหลสยรถชาติ มีทั้งแบบช็อคโกแลตเข้มข้น ช็อกโกแลตนม ช็อกโกแลตมีไส้ ซึ่งแบบที่เหมาะกับเป็นของฝากคือแบบแยกห่อใส่ในกล่องสวยงาม ได้ได้ก็ถูกใจ ดูดี ที่สำคัญราคาไม่แพง

ราคา กล่องละ 220 เยน

พิกัดซื้อ : ร้านดองกี้ ตึกม่วง ดรักสโตร์ ซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไป

3.Ginza Matcha Cake

จากผู้ผลิตเดียวกันจากโตเกียวบานาน่า ขอบอกเลยว่า Ginza Matcha Cake จัดความอร่อยมาให้คุณถึงสามชั้น เนื้อเค้กหอมหุ้มด้วยครีมมัทชะรสกำลังดีสอดใส้ถั่วแดงกวนผสมมัทชะเข้มข้น อร่อยจัดเต็มแถมแพคเกจดูดี เหมาะเป็นขอฝากสุดๆ

ราคา กล่องละ 4 ชิ้น 560 เยน
8 ชิ้น 1,080 เยน
12 ชิ้น 1,620 เยน

พิกัดซื้อ : ร้านขายของที่ระลึก สนามบิน

4.ผงโรยข้าวญี่ปุ่น

ผงโรยข้าว ญี่ปุ่น หรือ ฟุริคาเคะ (Furikake,ふりかけ) ความอร่อยสุดสะดวกที่จำทำให้ข้าวสวยอัพเลเวลความอร่อยเพียงฉีกซอง มีให้เลือกหลายรสชาติ ราคาไม่แพง บางแบรนด์อาจคิดรสที่ได้แรงบัลดาลใจจากอาหารแบรนด์ดัง หรือในร้านดังๆ เหมาะตะนำไปฝากเพื่อนๆ เป็นอย่างมาก

ราคา แบบเพ็คมีซองย่อยเริมที่ 100 เยน

พิกัดซื้อ : ซุปเปอร์มาเก็ต ตึกม่วง ร้านสะดวกซื้อทั่วไป

5.Kitkat x Tokyo Banana

Kitkat และ Tokyo Banana เป็นไแเทมยอดฮิตของชาวไทย ทางผู้ผลิตจึงจัดหนัก ผสานสองสิ่งเข้าด้วยกันได้มาเป็นคิทเคท เวอเฟอร์กรอบไส้ครีมรสกล้วยแบบเดียวกันกับโตเกียวบานาน่า เคลือบช็อกโกแลต อร่อยเด็ดแถมมาในแพคเกจเหมือนโตเกียวบานาน่า ให้ใครถูกใจชัวร์

ราคา กล่อง 8 ชิ้น ราคา 702 เยน
กล่อง 15 ชิ้น ราคา 1296 เยน

พิกัดซื้อ : ร้านขายของที่ระลึก และสนามบิน

6.Nivea Delicious Drop

 

ลิปมันเป็นอีกหนึ่งไอเทมซื้อฝากที่น่าสนใจ ไลน์ Nivea Delicious Drop ลิปมันกลิ่นผลไม้เป็นอะไรที่ดีงามมากๆ มีให้เลืิอกหลายกลิ่น เช่น แอปเปปิ้ล พีช กลิ่นหอมดีงาม น่ากิน พร้อมการบำรุงริมผีปากครบคุณค่า เหมาะซื้อฝากสาวๆ

ราคา 280-380 เยน

พิกัดซื้อ : ดรักสโตร์ทั่วไป ร้านดองกี้

7.Taiyou-no-aloe Hyaluronic acid

Taiyou-no-aloe Hyaluronic acid ไอเทมเด็ดที่ได้รางวัลจาก cosme.net Hyaluronic acid เข้มข้น เพียงผสมกับครีม หรือเซรั่ม ก็เติมความชุ่มชื้น แข็งแรง ให้แก่ผิว ลดริ้วรอย และรูขุมขน ผู้ผลิตนี้เป็นเจ้าเดียวกันที่ส่งตัว Hyaluronic acid ให้แบรนด์ดัง

ราคา 500 เยน

พิกัดซื้อ : ดรักสโตร์ทั่วไป

8.Caramel Gianduja

ความอร่อยของช็อกโกแลตเฮเซลนัท และแครกเกอร์คาราเมลแบบพิเศษสุดกรุบกรอบ ออกมาสุดลงตัว มาพร้อมแพคเกจพร้อมแจก จะแจกทั้งกล่องหรือแจกเป็นซองๆ ก็ถูกใจ อร่อยโดนสุดๆ

ราคา กล่องละ 4 ชิ้น 504 เยน
8 ชิ้น 1,080 เยน
12 ชิ้น 1,620 เยน

พิกัดซื้อ : ร้านขายของที่ระลึก สนามบิน

 

 

Travel in Japan
ค่าเดินทางในญี่ปุ่น(โตเกียว) ถูกแพงแค่ไหนเมื่อเทียบกับประเทศไทย

ค่าเดินทางในญี่ปุ่น(โตเกียว) ถูกแพงแค่ไหนเมื่อเทียบกับประเทศไทย

วันนี้มาดูค่าเดินทางในญี่ปุ่นโดยเฉพาะโตเกียวนั้นเมื่อเทียบกับบ้านเราแล้วมีอะไรถูกหรือแพงบ้าง และมีวิธีการเดินทางอะไรที่คนญี่ปุ่นใช้กัน ไปดูกันเลยค่ะ

รถไฟใต้ดิน

1. รถไฟใต้ดิน
รถไฟใต้ดินในโตเกียวมีด้วยกัน 12 สาย โดย 9 สาย เป็นรถไฟที่เราเรียกกันว่า Tokyo Metro ดำเนินการโดยบริษัท Tokyo Metro ส่วนอีก 3 สายที่เหลือเป็นรถไฟบริหารโดยเมืองโตเกียวโดยตรง ทั้ง 12 สายนี้มีสีสันโดดเด่นจำง่ายและมีชื่อสายเฉพาะตัว ที่ดังๆ เช่น สายกินซ่าสีส้ม สายมารุโนะอุจิสีแดง สายฮันโซมงสีม่วง สายฮิบิยะสีเทา สายยูระคุโจสีทอง เป็นต้น การขึ้นรถไฟใต้ดินของแต่ละสายนี้ก็ง่ายดาย และหากเราเดินทางด้วยรถไฟ 9 สายนี้แล้ว ไม่ว่าจะเปลี่ยนสายไปมาขนาดไหน ราคาก็จะไม่กระเถิบสูงขึ้นขนาดนั้นเพราะเป็นการเปลี่ยนสายในบริษัทเดียวกัน ในหนึ่งทริป เช่น จากบ้านไปสักที่หนึ่งในโตเกียวด้วยรถไฟใต้ดิน ใกล้ไกลแค่ไหนราคาก็จะอยู่ราวๆ 170-210 เยน หรือราวๆ 70 บาทต่อครั้ง

2. รถไฟสายอื่นๆ (บนดิน)
นอกจากรถไฟใต้ดินแล้ว โตเกียวยังมีรถไฟของบริษัทเอกชนหลายสายให้บริการอีกด้วย ส่วนมากจะเป็นรถไฟที่วิ่งจากใจกลางเมืองไปยังชานเมือง ขนส่งผู้คนจากรอบๆ (ปริมณฑล) เข้ามายังโตเกียว เส้นที่ดังๆ ก็เช่น โตคิว เจ้าของเดียวกับห้างโตคิวที่เรารู้จักกัน และก็มีเส้น โทบุ เซบุ โอดะคิว เคโอ เป็นต้น รถไฟเหล่านี้แทบจะร้อยทั้งร้อยวิ่งบนดินด้วยความที่วิ่งในระยะทางที่ไกลขึ้นมาหน่อย เพราะถ้าให้สร้างใต้ดินทั้งหมดคงแพงใช่เล่น(ให้ลองนึกถึงรถไฟที่วิ่งจากมหาชัย สุพรรณบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทราหรือมีนบุรีวิ่งเข้ากรุงเทพฯ)

ในช่วงเช้า รถไฟสายเอกชนเหล่านี้ค่อนข้างขึ้นชื่อเรื่องความแน่น นั่นก็เพราะทุกคนที่ขึ้นรถไฟมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือขึ้นมาลงปลายทางในเมือง สถานีระหว่างทางจึงไม่ค่อยมีคนลง ภาพที่เราเห็นเป็นปลากระป๋องบางทีก็มาจากรถไฟสายเหล่านี้นี่แหละครับ ส่วนราคาก็อยู่ตั้งแต่ประมาณ 70 กว่าบาทไปถึงหลัก 2-3 ร้อยบาทแล้วแต่ระยะทางที่รถวิ่งครับ บางสายที่มีระยะทางยาวมากๆ อาจมีเบาะพิเศษให้นั่ง (เช่นรถที่ชื่อขบวน GREEN CAR) ซึ่งเราก็ต้องจ่ายค่าเบาะเพิ่ม ราคาก็ตกอยู่หัวละเพิ่มคนละ 1000 เยน หรือ 350 บาท ได้ครับ

3.รถเมล์ระยะใกล้
การเดินทางที่สะดวกสบายมากๆ ในโตเกียวอีกวิธีหนึ่งคือการขึ้นรถประจำทางครับ ในโตเกียวส่วนมากจ่ายเงินตอนขึ้นครับ นั่นหมายถึงราคาเดียวตลอดทาง แม้ในจังหวัดอื่นๆ อาจมีระบบจ่ายเงินตอนลงและคิดเงินตามระยะทางที่นั่งก็ตาม

ความดีงามของรถเมล์ในโตเกียวคือค่อนข้างกำหนดระยะเวลาแน่นอนตามตารางได้ คนขับสุภาพ ปลอดภัย เหมาะกับผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และเด็กๆ โดยเฉพาะหากจะเดินทางระยะใกล้ๆ แถวบ้านไปยังสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุด รถเมล์เป็นอะไรที่แนะนำมากๆ ครับ ราคาต่อคนของรถเมล์ในโตเกียวส่วนใหญ่ก็เป็นแบบจ่ายทีเดียวจบ คนละ 210 เยน หรือราวๆ 70 กว่าบาท ครับ

4.แท็กซี่ระยะทางใกล้ๆ ในเมือง
ในโตเกียว รถแท็กซี่ราคามิเตอร์เริ่มต้นที่ 710 เยน หรือประมาณ 250 บาท ทุกๆ ครั้งที่มิเตอร์ขึ้น จะขึ้นทีละ 90 เยนหรือ 30 บาท พูดง่ายๆ คือถ้านั่งประมาณสัก 1-2 สถานีรถไฟ ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 2000 เยน หรือ 700 บาท เบาๆ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน เช่นหลัง 4 ทุ่ม เป็นต้นไป ราคามิเตอร์ก็จะแพงขึ้นอีก นั่นคือมิเตอร์จะเดินเร็วขึ้นประมาณ 20% ดังนั้น ถ้าจะขึ้นแท็กซี่ต้องคิดให้ดีก่อนเพราะไม่เช่นนั้นอาจล้มละลายได้ถ้านั่งระยะทางไกล หากไม่ทันรถไฟขบวนสุดท้ายจริงๆ คนญี่ปุ่นมีทางเลือกอื่นนอกจากขึ้นแท็กซี่คือไปหาเน็ตคาเฟ่นอนรอจนเช้า หรือไม่ก็ไปพวก DVD box หรือร้านคาราโอเกะแทน

5. จากในเมืองไปสนามบินด้วยรถไฟ
จากในเมืองโตเกียวเดินทางไปสนามบินมีหลายวิธีด้วยกัน หลักๆ คือ รถไฟ และ รถลิมูซีนบัส โดยเฉพาะไปสนามบินนาริตะ ซึ่งห่างออกไปราวๆ 70-80 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 90 นาที หากใช้รถไฟ ออกเดินทางจากชินจุกุ เป็นรถด่วนพิเศษที่ชื่อว่า JR Narita Express ราคาประมาณ 3000 เยน หรือราวๆ 1000 บาท รถลิมูซีนบัสก็ราคาเท่ากันครับ

ซึ่งนอกจากรถไฟของ JR ที่ให้บริการรถด่วนไปยังสนามบินนาริตะแล้ว ยังมีของอีกเจ้าหนึ่งให้บริการรถด่วนไปนาริตะเช่นเดียวกัน นั่นก็คือรถด่วนที่ชื่อว่า ที่ถูกกว่านิดนึงเพราะว่ารถไฟเส้นนี้จะมาจอดที่อุเอะโนะ ซึ่งตามระยะทางแล้วใกล้นาริตะมากกว่าของเส้น JR ที่จอดชินจุกุซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินมากกว่า

6. จากในเมืองไปสนามบินด้วยแท็กซี่
สำหรับผู้ที่มีฐานะ และยอมจ่ายเพื่อความสะดวกของตัวเอง ถ้าอยากลองนั่งแท็กซี่จากในเมืองโตเกียวไปสนามบินนาริตะ (อันไกล) 22000-25000 เยนหรือ ประมาณ 8 พันบาท รวมค่าทางด่วนแล้ว แพงขนาดนี้แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้วิธีนี้ในการไปสนามบินเช่นเดียวกัน

7. นั่งเครื่องบินจากโตเกียวไปเมืองต่างๆ ในประเทศ
โดยปกติหากเดินทางจากโตเกียวไปยังเมืองต่างๆ ในประเทศ ราคาอาจจะเท่าๆ กับการเดินทางไปเที่ยวประเทศใกล้ๆ อย่างเกาหลี จีน หรือไต้หวันเลยทีเดียว โดยปกติ ตั๋วไปกลับโตเกียว-โอซาก้า ของ ANA ก็จะราวๆ 20,000-30,000 เยน หรือราวๆ 7000-10000 บาท อาจจะมีบางครั้งที่สายการบินราคาประหยัดออกโปรโมชั่นแข่งขันกันด้านราคา อาจสามารถซื้อได้ถูกจริงๆ ก็เช่น 10,000 กว่าเยน หรือ 3500 บาท แต่ก็ต้องคอยจับจ้องหน้าเว็บไซต์และติดตามข่าวตลอดเวลา เหมาะกับคนที่ไม่มีงาน ไม่มีเรียน สามารถเดินทางได้ตลอดเวลาจริงๆ เพราะก็เหมือนกับบ้านเรา ตั๋วถูกเวลาบินก็อาจจะไม่ดี เช่นออกเดินทางเช้ามากจนต้องไปนอนแถวสนามบิน หรือไปถึงสนามบินปลายทางดึกมากๆ จนเดินทางไปไหนต่อไม่ได้และต้องนอนค้างแถวสนามบินเช่นกันเป็นต้น เพราะฉะนั้น คนญี่ปุ่นที่อยากประหยัดจริงๆ จึงอาจเลือกการเดินทางด้วยรถบัสรอบกลางคืนที่ออกเดินทางดึกๆ ไปถึงปลายทางเช้าๆ นอนในรถไปเลย ราคาก็ถูกลงพอสมควรครับ

8. นั่งชิงคันเซ็นจากโตเกียวไปเมืองต่างๆ ในประเทศ
นอกจากการขึ้นเครื่องบินและรถบัสแล้ว คนญี่ปุ่นยังมีอีกหนึ่งทางเลือกในการเดินทางระยะไกลในประเทศ นั่นคือการขึ้นชิงคันเซ็น หรือรถไฟหัวกระสุน ซึ่งก็เป็นการเดินทางที่สะดวกสบายมากเพราะไม่ต้องเผื่อเวลามากแบบการขึ้นเครื่องบินที่มีขั้นตอนมากมาย หากแต่ราคาของชินคันเซ็นค่อนข้างสูงพอสมควร บางครั้งแพงกว่าเครื่องบินเสียด้วยซ้ำ เช่นเดินทางจากโตเกียวไปโอซาก้า ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง ระยะทาง 550 กิโลเมตร ด้วยราคา 13,000 เยน หรือ ราวๆ 4,500 บาท ไปกลับก็ 9,000 บาทแล้ว คนญี่ปุ่นหลายคนจึงรู้สึกว่าหาตั๋วเครื่องบินถูกๆ ไปเที่ยวต่างประเทศจะคุ้มค่าเสียกว่า

 

Travel in Japan

โอชาซึเกะ (Ochazuke)

โอชาซึเกะ (Ochazuke) หรือข้าวแช่ญี่ปุ่น มีลักษณะเหมือนกับข้าวแช่ของไทย ถ้าเป็นของไทยจะใส่น้ำเย็นๆ ลงไป แต่สำหรับญี่ปุ่นนั้นนิยมใช้น้ำร้อนธรรมดาเทผสมกับข้าวสวย แต่ต่อมาในยุคหลังจึงมีการประยุกต์มาใช้น้ำชาแทน ตั้งแต่ปี 1970 สำหรับใครที่เบื่ออาหารการกินสไตล์ญี่ปุ่นแบบเดิมๆ อย่างราเมน ทงคัตสึ ซูชิ โอโคนิยากิแล้ว ก็มาลองกินอะไรใหม่ๆ กันบ้างอย่างเมนูโอชาซึเกะซึ่งเป็นอาหารเบาๆ ไม่ยุ่งยาก แต่อร่อยแน่นอน

วิธีการกิน
แต่ก่อนจะกินก็ต้องรู้จักวิธีการกินก่อน ซึ่งวิธีการกินก็ง่ายๆ เมื่อสั่งอาหารแล้ว ทางร้านอาหารจะเสิร์ฟข้าวมาคู่กับกาน้ำชา และเวลากินก็เริ่มจากการเทน้ำชาลงไปในชาม แล้วก็เริ่มอร่อยได้เลย โดยแต่ละร้านก็จะมีข้าวหน้าต่างๆ ให้เลือก เช่น ข้าวหน้าปลาแซลมอน ข้าวหน้าปลาทูน่า ส่วนปริมาณของอาหารนั้นขึ้นอยู่กับการเลือกของเราว่าจะเลือกอิ่มไซส์เล็กหรืออิ่มไซส์ใหญ่

Travel in Japan