Author Archive

วัดเซนโซจิ หรือวัดอาซากุสะ (Sensoji Temple)

วัดเซนโซจิ หรือวัดอาซากุสะ (Sensoji Temple)

เป็นอีกหนึ่งวัดที่พลาดไม่ได้เมื่อไปโตเกียวก็คือวัดเซ็นโซจิ หรือที่คนไทยเรียกว่าวัดอาซากุสะ จุดเด่นคือโคมแดงขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงทางเข้า นอกจากจะได้ไหว้พระขอพรแล้ว ด้านหน้าทางเข้าวัดยังเป็นตลาดที่มีทั้งของกินของฝากมากมาย เรียกว่าจะเดินเข้าหรือเดินออกก็อิ่มท้องอิ่มบุญกันถ้วนหน้า วันนี้เราเลยเก็บภาพสวยๆมาฝาก เผื่อใครที่กำลังมองหาที่เที่ยว จะได้ไปไหว้พระขอพรกัน

Travel in Japan
Kawachi Fuji Garden ฟุกุโอกะ

Kawachi Fuji Garden ฟุกุโอกะ

เมื่อพูดถึงประเทศญี่ปุน น้้นสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายและเป็นความฝันของหลายๆคนที่สักครึ่งหนึ่งในชีวิตจะได้ไปเยือนประเทศญี่ปุ่นสักครั้ง วันนี้เราพาดูอีกสถานที่ท่องเที่ยวของ เมืองคิตะคิวชู จ.ฟุกุโอกะ ที่เขาว่ากันว่ามีความสวยงามเหมือนภาพถ่ายสีน้ำเลยที่เดียว

มีความรู้สึกเหมือนได้เดินอยู่ในภาพวาดสีน้ำมันแสนสวยไหม ? ที่ในฝันตั้งอยู่ที่นี่แล้วค่ะ ท่ามกลางอุโมงค์ดอกไม้ Wisteria นั่นเอง สวน Kawachi Fuji Garden นี้มีต้น Wisteria มากกว่า 150 ต้นและ 20 สายพันธุ์ บานสะพรั่งเต็มพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร เหมาะกับการไปเดินชิลๆ ผ่อนคลายสบายใจ นอกจากนี้ช่วงปลายๆ เดือนเมษายนของทุกปีจะมีการเฉลิมฉลอง Wisteria Festival อีกด้วยค่ะ

Travel in Japan
ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu)

ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu)

ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Shrine : 明治神宮) เป็นศาลเจ้าแบบชินโต ซึ่งมีความเชื่อว่าจักรพรรดิเป็นประมุขของศาสนา สืบสายเลือดมาจากเทพ การสร้างศาลเจ้าก็เพื่ออุทิศให้กับจักรพรรดิเมจิ (Emperor Meiji) และ พระราชินีโชเคง (Empress Shōken)  ที่ตั้งของศาลเจ้าฯ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองโตเกียว ในย่านฮาราจุคุ ใกล้กับสถานี JR Harajuku แต่พระศพของจักรพรรดิไม่ได้อยู่ที่ศาลเจ้านี้ กลับอยู่ที่เมืองเกียวโต

ศาลเจ้าเมจิสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1915 ภายหลังที่จักรพรรดิเมจิ ได้เสียชีวิตลง การสร้างศาลเจ้าแห่งนี้เป็นงานยิ่งใหญ่ระดับชาติ มีการออกแบบ และ สร้างโดยนักออกแบบชั้นนำ และ ช่างฝีมือ ชาวญี่ปุ่นได้มีส่วนร่วมในการเป็นส่วนหนึ่งของศาลเจ้าเมจิ ด้วยการบริจาคต้นไม้เพื่อปลูกเป็นป่ารอบๆ ศาลเจ้า มีต้นไม้ถูกส่งมาจากทั่วญี่ปุ่นถึง 100,000 ต้น มากเพียงพอที่จะทำให้เป็นป่ากลางเมือง บนพื้นที่ 170 เอเคอร์ (ประมาณ 430.1 ไร่)

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการโจมตีทางอากาศโดยเครื่องบินรบของสหรัฐอเมริกา มีผลทำให้ศาลเจ้าได้รับความเสียหาย หลังจากสงครามเสร็จสิ้นจึงมีการสร้างขึ้นใหม่ และเสร็จในปี ค.ศ. 1958

ศาลเจ้าเมจิ เป็นศาลเจ้าที่มีความสำคัญมากในประเทศญี่ปุ่น มักจะมีการจัดงานแต่งงานที่นี่อยู่บ่อยๆ ในวันปีใหม่จะมีชาวญี่ปุ่น และ นักท่องเที่ยวมาขอพรที่ศาลเจ้าแห่งนี้ถึง 3 ล้านคน คนญี่ปุ่นจะไม่นิยมการ Countdown หรือเฉลิมฉลอง แต่จะนิยมเข้าวัดหรือศาลเจ้าในช่วงวันสุดท้ายของปี หรือวันขึ้นปีใหม่

บุคคลสำคัญที่มาเยือนศาลเจ้านี้ได้แก่ประธานาธิปดี George W. Bush, Hillary Clinton และรัฐมนตรีต่างประเทศของเยอรมัน Guido Westerwelle

Travel in Japan
sushi

ชูชิญี่ปุ่นที่เผยแพร่ไปทั่วโลก

วัฒนธรรมการรับประทานซูชิ  ในปัจจุบันได้แพร่หลายไปทุกหนทุกแห่ง  ไม่ว่าจะเป็นร้านซูชิแบบสายพานไปจนถึงบาร์ซูชิแบบยืนรับประทาน  ก็สามารถพบเห็นได้ทั่วไปไม่ต่างจากร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดัง  อาหารญี่ปุ่นประเภทซูชินี้ดูเหมือนจะเป็นอาหารธรรมดา  แต่ทว่าก็มีความซับซ้อนอยู่ในตัว  เนื่องจากเป็นอาหารที่สามารถรับประทานได้ง่ายๆ ระหว่างวัน  หรือสามารถเสิร์ฟอย่างหรูหราอยู่ในโอมาคะเสะคอร์ส (ซูชิที่เสิร์ฟเป็นคอร์ส  ตามแต่เชฟจะนำเสนอเมนูว่าอยากจะให้รับประทานอะไร) ก็ได้เช่นเดียวกัน

ศิลปะการรับประทานข้าวปั้นหน้าปลาดิบนี้มีวิวัฒนาการมากว่า  1,000 ปีแล้ว  ว่ากันว่าซูชินั้นถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  จากแนวคิดของการเก็บถนอมเนื้อสัตว์และเนื้อปลาที่แพร่หลายอย่างกว้างขวางจากประเทศจีนสู่ประเทศญี่ปุ่น  ในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 7  ชาวญี่ปุ่นมีความกระตือรือร้นเป็นอย่างมากในกรรมวิธีการถนอมอาหาร  ด้วยการใส่น้ำส้มสายชูลงในข้าว  และใส่เหล้าสาเกลงไปในการหมักปลา

    เรื่อยมาจนกระทั่งในยุคศตวรรษที่ 18  หรือในช่วงปลายยุคเอโดะ  เมื่อข้าวปั้นและปลาดิบถูกนำมาเสิร์ฟเป็นอาหารรวมกันเรียกว่า  เอโดะมาเอะซูชิ (Edomae Sushi) แต่สำหรับทางฝั่งคันไซแล้ว  โอซาก้าซูชิ (Osaka Sushi) ถือเป็นรูปแบบซูชิที่ได้รับความนิยมอย่างสูง  ด้วยการนำซูชิอัดใส่แม่พิมพ์รูปสี่เหลี่ยม  แล้วหั่นเป็นชิ้นๆ ขนาดพอดีคำพร้อมเสิร์ฟ

ประมาณ  100 ปีให้หลัง  รถเข็นขายอาหารเคลื่อนที่ซึ่งขายข้าวปั้นหน้าปลาดิบ หรือนิงิริซูชิ (Nigiri Sushi) เป็นหลักนั้นได้แพร่หลาย  และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วตามถนนสายต่างๆ ทั่วกรุงโตเกียว  อย่างไรก็ตาม  ภายหลังช่วงสงครามโลก  ร้านเหล่านั้นได้ถูกสั่งให้ปิดตัวลง  อันเนื่องมาจากเหตุผลของความถูกต้องตามสุขลักษณะ  ถึงกระนั้น  เอโดะมาเอะซูชิก็ไม่เพียงแพร่หลายแต่ในเฉพาะประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น  ทว่าอาหารชนิดนี้ยังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก  และด้วยวัฒนธรรมการรับประทานซูชิที่โด่งดังไปทั่วโลกนี้เอง  ทำให้เกิดซูชิรูปแบบอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย  เช่น  แคลิฟอร์เนียโรล (California roll)  ที่ใช้แตงกวาแทนปลาดิบ  เป็นต้น  จากจุดเริ่มต้นของซูชิที่เป็นเพียงแค่อาหารไว้เพื่อประทังความหิว  ในปัจจุบันได้กลายมาเป็นหนึ่งในอาหารไม่กี่ประเภทของโลกที่เรียกได้ว่าต้องอาศัยรูปแบบศิลปะการปรุงอาหารชั้นสูงเลยทีเดียว

นิงิริซูชิ (Nigiri Sushi)

                คือลักษณะข้าวปั้นที่ถูกกดอัดด้วยฝ่ามือทั้งสองของเชฟ  แล้ววางเนื้อปลาดิบต่างๆ ไว้ด้านบน  มักถูกเสิร์ฟคู่กับวาซาบิ  นอกจากเนื้อปลาแล้ว  ท็อปปิ้งอย่างเนื้อปลาหมึก  ปลาหมึกยักษ์  หรือไข่หวานพันด้วยเส้นสาหร่าย  ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน  โดยปกติ  ซูชิเหล่านี้จะถูกเสิร์ฟเป็นคู่  หรือชิ้นเดี่ยวๆ ในเซ็ตซูชิ

ชิราชิซูชิ (Chirashizushi)

                เป็นการจัดปลาดิบ  ปลาหมึก  กุ้ง  ผักต่างๆ หั่นเป็นชิ้นๆ วางเรียงบนข้าวที่ใส่อยู่ในกล่องสีสันสดใส  อาหารที่ไม่ได้ถูกปรุง  แต่ทว่ามีศิลปะการจัดแต่งที่สวยงามนี้รู้จักกันในนาม “เอโดะมาเอะชิราชิซูชิ” (Edomae Chirashizushi)  มองเผินๆ อาหารชามนี้อาจดูคล้ายดงบุริ (Donburi) หรือข้าวหน้าต่างๆ  อย่างไรก็ตามจุดที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็คือ  ชิราชิซูชิใช้ข้าวที่ถูกปรุงเพื่อทำซูชิ  แต่ข้าวในดงบุริคือข้าวปกติที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งแต่อย่างใด

มากิซูชิ (Maki Sushi)

                เนื่องจากคำว่า “มากิ” (Maki) ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า  ม้วน หรือโรล  มากิซูชิจึงหมายถึงการนำข้าวและส่วนประกอบต่างๆ มาม้วนเข้าด้วยกันเป็นชิ้นยาวๆ รูปทรงกระบอกด้วยเสื่อม้วนซูชิที่ทำจากไม้ไผ่เล็กๆ หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า  มากิสุ (Makisu) นอกจากสาหร่ายแล้ว  ซูชิประเภทนี้ยังอาจถูกห่อด้วยไข่ทอดบางๆ หรือใบชิโสะ  ก็ได้เช่นเดียวกัน  มากิซูชิหนึ่งม้วนสามารถนำมาหั่นออกเป็นชิ้นๆ ได้ 6  ถึง  8 ชิ้น

โอซาก้าซูชิ (Osaka Sushi)

                ซูชิและข้าวหน้าปลาดิบ  ต้นตำรับจากเมืองโอซาก้า  ประเทศญี่ปุ่น  ถือกำเนิดขึ้นจากความต้องการของเหล่าขุนนางที่หมายลิ้มลองซูชิในรูปแบบใหม่และไกลจากความจำเจ  จึงเป็นที่มาของการทานที่สามารถสัมผัสได้ทั้งซูชิและซาชิมิในหนึ่งคำ  หรือทานเนื้อปลาทั้งสองชั้นพร้อมกันในคำเดียว  โดยจะให้ความรู้สึกถึงเนื้อปลาที่สดแบบเต็มคำ  อันทำให้เหล่าขุนนางได้เพลิดเพลินไปกับการทานซูชิรูปแบบใหม่  และหลังจากนั้นซูชิโอก็ได้แพร่หลายไปสู่ประชาชนในโอซาก้า

Travel in Japan
สวนกวางนารา (Nara Park)

สวนกวางนารา (Nara Park)

ไฮไลท์เด็ดของเมืองนารา (Nara) ก็คือ “สวนกวางนารา (Nara Park)” ซึ่งนอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องธรรมชาติสวยๆ ยังมีกวางเยอะแยะเต็มไปหมด เพราะเมืองนี้จะถือว่ากวางเป็นสัตว์ที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีความเชื่อเกี่ยวกับกวาง จึงทำให้กวางกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองนาราไปแล้ว ใครที่อยากจะให้อาหารกวาง ถ่ายรูปกับกวางอย่างใกล้ชิด แนะนำให้ลองไปเที่ยวที่เมืองนาราดูสักครั้ง นอกจากจะมีกวางเป็นไฮไลท์แล้ว ที่นาราเองก็ยังมีวัดเก่าแก่ที่น่าสนใจ เหมาะกับการไปไหว้พระขอพร

ภายในสวนเป็นที่อยู่ของกวางจำนวนมาก เมืองนารานั้นมีกวางเกือบ 1200 ตัว ซึ่งทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองนารา โดยจากเหล่าน้องกวางสุดน่ารักที่จะได้เห็นกันในระยะประชิดภายในบริเวณสวนแห่งนี้จะเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่มากๆในตัวเมืองนารา ใครที่กลัวว่ากว้างจะดุก็ไม่ต้องกลัวกันไปค่ะ เพราะกวางที่นี่จะค่อนข้างคุ้นเคยกันคนมากๆ ะบางตัวเชื่องและแสนรู้มากเว่อร์ ขนาดมีการโค้งประหนึ่งทำการคำนับเพื่อของอาหารจากเราเพียงด้วย แค่จะมีเฉพาะบางช่วงที่อาจดูหงุดหงิดดุไปยู่บ้างก็ในตอนที่ให้อาหารนี่แหล่ะค่ะ ที่มีขนาดบางตัวอาจจะเข้ามาดึงเสื้อผ้าหรือกระเป๋าได้ แนะนำเลยว่าให้แต่งตัวรัดกุมทะมัดทะแมงและมีความระมัดระวังระหว่างการให้อาหารจะดีสุด

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าอาหารที่กวางโปรดปรานนี่จะไม่ใช่พืชผักอย่างที่หลายๆคนคุ้นเลยกัน แต่กวางที่สวนแห่งนี้นั้นเลิฟๆ”ขนมเซนเบ้”ที่เราๆท่านๆคุ้นเคยกันว่าเป็นขนมท้องถิ่นที่คนญี่ปุ่นนิยมกินแกล้มไปกับชาร้อนกันนี่เอง เห็นได้เลยว่าโดยรอบๆจะเห็นร้านที่ขายขนมชนิดนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว บอกเลยว่าเป็นอะไรที่ฟินทั้งน่าเอ็นดูแบบมากมาย นอกจากน้องกวางที่เป็นจุดขายของที่นี่แล้วนั้นบริเวณสวนนี้เป็นแหล่งรวมที่เที่ยวหลายที่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น วัดโทไดจิ (Todaiji)), ศาลเจ้าคาสุกะ (Kasuga Taisha), โคฟุคุจิ(Kofukujiและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเมืองนารา(Nara National Museum) บอกเลยว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เหมะสำหรับทุกเพศทุกวัย แถมยังสามารถเที่ยวอะไรได้อีกหลายอย่างอีกต่างหากคุ้มกว่านี้มีอีกไหมหนอ

Travel in Japan
สวนลิงจิโกคุดานิ (Jigokudani Yaen Park)

สวนลิงจิโกคุดานิ (Jigokudani Yaen Park)

สวนลิงจิโกคุดานิ(Jigokudani Monkey Park) ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาจิโกคุดานิ(Jigokudani valley) ในจังหวัดยามาโนอูจิ(Yamanouchi) เรียกได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวแลนด์มากสุดปังที่ดังมากๆของที่นี่ก็ว่าได้นะคะ แบบว่าพูดถึงลิแช่ออนเซนปุ๊บภาพของที่นี่มันลอยขึ้นมาให้เห็นทันใด ถ้าอยากไปแช่ออนเซนฟินๆก็เดินทางมาต่อที่นี่สบายๆเลยล่ะค่ะ เพราะสวนแห่งนี้นั้นไม่ไกลจาก Shibu Onsen และ Yudanaka Onsen เท่าไรนัก  โดยเป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติที่ลิงป่าลงมาอาบน้ำ และเป็นที่อยู่อาศัยของลิงหิมะชนิดนี้มาอย่างยาวนาน

สวนสาธารณะแห่งนี้ด้านในเค้าจะมีสระว่ายน้ำที่สร้างขึ้นมาสำหรับเจ้าลิงทั้งหลายโดยเฉพาะ แบบว่าเดินเข้ามาแค่ 5 นาทีก็จะเห็นเจ้าลิงตัวน้อย ตัวใหญ่มาให้เห็นกันตลอดเส้นทางที่ไปยังสระน้ำเป็นออร์เดิรฟ์ ก่อนจะไปเจอของจริงอย่างเจ้าลิงนอนแช่น้ำแบบสบายใจโดยพวกมันจะจับกลุ่มกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ มีความคุ้นเคยกับมนุษย์ แต่อย่างไรก็ตามห้ามเข้าไปจับหรือให้อาหารโดยเด็ดขาด แล้วถ้าเกิดอยากจะได้ข้อมูลต่างๆเพิ่มเติมก็ทำได้ง่ายๆค่ะ เพราะบริเวณลานจอดรถเป็นที่ตั้งของศูนย์ข้อมูลเล็กๆ ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่นมากกว่าภาษาอังกฤษนะคะ แต่ก็ยังมีส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษอธิบายเล็กน้อย และสามารถดูผ่านกล้องที่ตั้งอยู่ข้างๆสระน้ำเพื่อสังเกตพฤติกรรมของลิงได้ด้วย

Travel in Japan
โตเกียวดิสนี่ย์แลนด์ และดิสนี่ย์ซี (Tokyo Disneyland & Tokyo Disneysea)

โตเกียวดิสนี่ย์แลนด์ และดิสนี่ย์ซี (Tokyo Disneyland & Tokyo Disneysea)

สวนสนุกขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในโตเกียว อันเป็นสถานที่ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่หลายคนใฝ่ฝัน รวมถึงคนที่ชื่นชอบดิสนี่ย์ เพราะภายในโตเกียวดิสนี่ย์แลนด์ และดิสนี่ย์ซีจะเป็นสวนสนุกภายในธีมดิสนีย์ ที่จะมีทั้งปราสาท เครื่องเล่นมากมาย รวมไปถึงจุดถ่ายรูปน่ารักๆ เต็มไปหมด นอกจากนั้นภายในสวนสนุกแห่งนี้ ยังเป็นที่นิยมสำหรับการซื้อของฝาก ของที่ระลึก รวมไปถึงยังมีขบวนพาเหรด ที่จะทำให้คุณตื่นตาตื่นใจไปกับดิสนี่ย์แลนด์ รับรองเลยว่าเป็นที่ เที่ยวญี่ปุ่น ที่เที่ยววันเดียวก็ไม่พอ!

วัน และเวลาเปิดปิด: 08.00 – 22.00 น.

Travel in Japan
โตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree)

โตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree)

เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของโตเกียวที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ต้องขอเกริ่นก่อนว่า “โตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree)” นั้นเป็นหอโทรทัศน์ และจุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโตเกียว เพราะมีที่เที่ยวญี่ปุ่นแห่งนี้นั้นมีความสูงมากกว่า 600 เมตรด้วยกัน

มีแบ่งเป็นทั้งสองชั้นคือ 350 เมตร และ 450 เมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถซื้อบัตรเข้าชม และขึ้นไปชมวิวได้ โดยที่คุณจะสามารถมองเห็นวิวเมืองญี่ปุ่นสวยๆ ได้แบบ 360 องศากันเลยทีเดียว แนะนำถ้าไม่อยากไปต่อคิวรอ ก็ให้ซื้อบัตรเข้าชมล่วงหน้าไปก่อน

Travel in Japan
5จุดถ่ายรูปสวย กับ ภูเขาไฟฟูจิ เที่ยวญี่ปุ่น

5จุดถ่ายรูปสวย กับ ภูเขาไฟฟูจิ เที่ยวญี่ปุ่น

เมื่อพูดถึง ญี่ปุ่น สิ่งที่นึกถึงลำดับแรกและมีชื่อเสียง ก็คือ ภูเขาไฟฟูจิ นั่นเอง วันนี้เรามาดูสถานที่ รอบภูเขา ถ่ายรูปสวยๆแถมเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ชัดเจน จะมีที่ใดบ้างมาดูกันเลย

1.หมู่บ้านน้ำใส

โอชิโนะฮักไก (Oshino Hakkai) หรือหมู่บ้านน้ำใส เป็นอีกจุดชมวิวสวยๆ ที่เราจะมองเห็นฟูเขาไฟฟูจิได้จากที่นี่ค่ะ ที่ตั้งของหมู่บ้านนี้อยู่ในเขตจังหวัดยามานาชิ ระหว่างทะเลสาบคาวากุจิโกะ และทะเลสาบยามานาคาโกะนั่นเอง ภายในบริเวณมีบ่อน้ำที่ใสสะอาดเหมือนกับคริสตัลอยู่ด้วยกันถึง 8 บ่อด้วยกันค่ะ เป็นอีกหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต้องแวะมาเช็คอิน

2.ไร่ชา

ที่จังหวัดชิซูโอกะ (Shizuoka) นี้เป็นที่ตั้งของภูเขาฟูจิ และเป็นแหล่งปลูกชาเขียวที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นเลยทีเดียวค่ะ ทำให้เราจะได้เห็นความสวยงามของภูเขาไฟฟูจิพร้อมกับไร่ชาเขียว ถ่ายรูปออกมายิ่งสวยอลังการมากๆ แล้วที่สำคัญก็คือ ที่นี่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโตเกียว มาเที่ยวได้ง่ายๆ เลยด้วยรถไฟชินคันเซ็นจ้า

3.ทะเลสาบคาวากูจิโกะ

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ (Lake Kawaguchiko) ตั้งอยู่รอบๆ ภูเขาไฟฟูจิค่ะ และเป็นทะเลสาบที่เดินทางไปถึงได้ง่ายที่สุดในบรรดา 5 ทะเลสาบรอบภูเขาไฟฟูจิอีกด้วย ทำให้ที่นี่เป็นอีกจุดยอดฮิตในการมาถ่ายรูปสวยๆ กับฟูจิซังกลับไป ความโดดเด่นของที่นี่ก็คือ มีธรรมชาติรายล้อม และในแต่ละฤดูก็สวยงามไปคนละแบบ อีกทั้งบริเวณนี้ยังมีเรียวกังดีๆ ให้เราได้แช่ออนเซ็นมองวิวฟูจิได้ค่ะ

4.ทุ่งสีชมพู ชิบะซากุระ

ช่วงฤดูใบไม้ผลิ กลางเดือนเมษายนของทุกปี จะมีเทศกาลชมชิบะซากุระ (Shibazakura Festival) ที่จังหวัดยามานาชิ ซึ่งไม่ไกลจากโตเกียวมากเท่าไหร่ค่ะ แน่นอนว่า เราจะได้ชมดอกไม้สีชมพูสวยของทุ่งดอกชิบะซากุระที่เบ่งบานพร้อมๆ กัน และเบื้องหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิสวยๆ นั่นเอง

5.ทะเลสาบอาชิ

 ฮาโกเน่ (Hakone) ตั้งอยู่ในจังหวัดคานางาวะ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อเรื่องออนเซ็นมากๆ ค่ะ รวมถึงที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของทะเลสาบอาชิ (Lake Ashi) ที่ขึ้นชื่อในการล่องเรือเที่ยวอีกด้วยค่ะ ก่อนขึ้นเรือ ที่ท่าเรือ Moto-Hakone Port (ท่าเรือโมโตะฮาโกเนะ) เราสามารถถ่ายรูปวิวสวยๆ ตรงนี้ ซึ่งจะเห็นทั้งเรือสำราญ ทะเลสาบ และภูเขาไฟฟูจินั่นเอง เป็นภาพที่สวยงามสุดๆ

Travel in Japan
กิโมโน’ อันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น

กิโมโน’ อันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น

เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์มากที่สุด กิโมโนก็คงจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้คนทั่วโลกสามารถจดจำได้ และเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างดี แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักกิโมโนโดยเนื้อแท้ ที่ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะเครื่องแต่งกายประจำชาติแบบนี้มักซ่อนความหมายและความสวยงามไว้อย่างลับๆ ถ้าเพื่อนๆ อยากเข้าถึงประวัติศาสตร์ของชุดกิโมโนมากขึ้น ก็ต้องลองไปอ่านบทความนี้กันดูแล้วล่ะ

หากเรามองวิวัฒนาการอันโดดเด่นของชุดกิโมโนตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 จนถึงปัจจุบัน กิโมโนก็มีความเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละยุคสมัย ซึ่งถ้าหากเราอยากลงลึกไปถึงราก ก็คงต้องไปขุดประวัติความเป็นมากันซะแล้วล่ะ

Kimono คืออะไร?

Kimono มาจากคำว่า Ki (ที่แปลว่าใส่) และ Mono (สิ่งของ) กิโมโนจึงเป็นเครื่องแต่งกายแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม โดยมักจะเย็บด้วยมือ ซึ่งจะมีรูปแบบผ้าเป็นรูปตัว T จำนวน 4 ชิ้น ที่เรียกว่า Tans และผูกเอวด้วยผ้าที่เรียกว่า Obi

การแสดงความหมาย

นอกจากความงามที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ชุดกิโมโนยังมีความหมายและสัญลักษณ์ในตัวของมันอีกด้วย ทั้งสไตล์ สี และวัสดุที่ใช้ เพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของผู้สวมใส่

สไตล์

ชุดกิโมโนแบบดั้งเดิมมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบนั้นจะถูกกำหนดให้สวมใส่ตามสถานภาพและช่วงเวลา เช่นผู้หญิงที่ยังไม่ได้สมรสก็จะสวมกิโมโนแบบ Furisode ในขณะที่เจ้าของร้านค้าผู้ชาย จะสวมชุดที่มีเสื้อ Happi ทับ เมื่อมีงานเทศกาลที่จัดอย่างเป็นทางการ

ลวดลาย

รูปแบบ สัญญลักษณ์ และการออกแบบ ล้วนแต่เป็นการบอกถึงสถานะของผู้สวมใส่ ซึ่งสามารถบอกได้ถึงบุคลิกภาพ รสนิยม และความมีคุณธรรมได้ เช่นการทำลวดลายบนผืนผ้ากิโมโน ก็มักจะได้แรกบันดาลมาจากธรรมชาติ เช่นใบไม้ ดอกไม้ และนก เป็นต้น

สี

สีของชุดกิโมโนนั้นก็ถือว่าเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์เช่นเดียวกัน พิพิธภัณฑ์ Victoria & Albert ได้อธิบายว่า “สีที่ใช้ย้อมสะท้อนให้เห็นถึงวิญญาณของพืช ที่ถูกสกัด”

“อีกทั้งยังเชื่อว่าคุณสมบัติของพืชแต่ละชนิด ก็จะช่วยรักษาอาการต่างๆ ได้อีกด้วย เช่นสีครามที่ได้จากต้นฮ่อม ที่คนโบราณใช้รักษาแผลกัดต่อย ก็เชื่อว่าการสวมผ้าสีน้ำเงินนั้น สามารถเป็นยาขับไล่งูและแมลงได้”

วัสดุ

Kimono ทำจากผ้าเย็บและตกแต่งด้วยมือหลากหลายชนิด ซึ่งในอดีตนั้นมักใช้ผ้าลินิน ผ้าไหม และกัญชงเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยในปัจจุบันจะเปลี่ยนมาเป็นการใช้ใยสังเคราะห์จากฝ้ายและโพลีเอสเตอร์แทน

แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่น้อยที่ผ้าแบบโบราณกลับได้รับความนิยมมากกว่า อาจเป็นเพราะความคลาสสิกและเนื้อผ้าที่นุ่มละมุนแบบดั้งเดิมนั่นเอง

ประวัติและวิวัฒนาการ

ในช่วงระยะเวลาของ ‘ยุคเฮอัง’ ต้นแบบของกิโมโนที่สวมใส่ได้ง่ายได้เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ซึ่งก็มีความคล้ายกับชุดกิโมโนในปัจจุบัน โดยชุดกิโมโนประกอบด้วยผ้าที่ตัดตรงและมีจุดประสงค์เพื่อให้เหมาะกับทุกขนาดและรูปแบบของร่างกาย

เมื่อเข้าสู่ ‘ยุคเอโดะ’ ชุดกิโมโนกลายเป็นที่รู้จักในชื่อ Kosode ที่เป็ดชุดที่สวมใส่ง่าย โดยจะมีรูที่ใต้แขนเพื่อขยายขนาดให้ใส่ได้สะดวกขึ้น อีกทั้งชุด Kosode ยังเป็นสิ่งที่แสดงบุคลิกลักษณะตัวตนของผู้ที่สวมใส่อีกด้วย

ช่วง ‘ยุคเมจิ’ Kosode ได้กลายเป็นชุดที่ผู้หญิงนิยมสวมใส่ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของชุดบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่กิโมโนก็ดูจะไม่เสียเอกลักษณ์ไปเลยแม้แต่น้อย

กิโมโนร่วมสมัย

ในวันนี้นักออกแบบและศิลปินยุคใหม่ได้ตีความหมายกิโมโนใหม่ โดยการนำชุดกิโมโนหลายหลายรูปแบบมาประยุกต์เข้ากับศิลปะร่วมสมัย ทั้งชุดแต่งงานกิโมโนและประติมากรรมกระจกทอ

Travel in Japan