Author Archive

คาบูกิ(Kabuki) ศิลปะการแสดงเก่าแก่ของญี่ปุ่น

คาบูกิ(Kabuki) ศิลปะการแสดงเก่าแก่ของญี่ปุ่น

คาบูกิ (Kabuki) เป็นศิลปะการแสดงแบบดั้งเดิมตั้งแต่สมัยเอโดะของญี่ปุ่นซึ่งมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมายาวนาน อีกทั้งยังได้รับการยกย่องจากยูเนสโก้ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เมื่อปี ค.ศ.2008

ละครคาบูกิจะมีการแสดงออกและเคลื่อนไหวด้วยท่าทางที่มีความหมาย เช่นร้องไห้ เสียใจ ดีใจ โกรธ โดยมีเนื้อเรื่อง 2 ประเภทใหญ่ๆ คือเรื่องราวของสังคมซามูไรหรือตำนานวีรบุรุษซึ่งเค้าโครงเรื่องจะอ้างอิงจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ และอีกประเภทเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวเมืองทั่วไป เช่นเรื่องความรัก โศกนาฎกรรม เรื่องราวมักดัดแปลงจากวรรณกรรมที่มีชื่อเสียง นักแสดงจะเคลื่อนไหวบนเวทีอย่างกระฉับกระเฉงกับท่วงท่า ลีลา ทั้งการเต้นและการร้องที่มีชั้นเชิงเพื่อสื่อความรู้สึกให้เข้าถึงผู้ชมอย่างลึกซึ้ง โดยมีเครื่องแต่งกายที่ออกแบบอย่างประณีต การแต่งหน้าอย่างมีสีสันเป็นเอกลักษณ์ที่เรียกว่า คุมาโดริ เช่นผู้ร้ายหน้าสีน้ำเงิน พระเอกหน้าสีขาว รวมทั้งการใส่วิกผมที่ดูแปลกตาด้วย ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการแสดงละครคาบูกิ

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของละครคาบูกิก็คือ การแสดงดนตรีสดที่ใช้ประกอบการแสดงบนเวทีโดยเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นจะเป็นเครื่องดนตรีแบบดั้งเดิมที่นำมาใช้เป็นเสียงธรรมชาติ เสียงวิ่ง เดิน โดยนักดนตรีผู้เชี่ยวชาญไม่แพ้นักแสดง นอกจากนี้ละครคาบูกิยังนิยมนำเหตุการณ์บ้านเมืองที่สำคัญมาดัดแปลงเป็นละครที่มีบทพูดในเชิงเสียดสี วิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นปกครอง

บทละครคาบูกิชื่อดัง Chushingura ดัดแปลงมาจากเรื่องราวทางการเมืองในอดีตเกี่ยวกับซามูไรไร้นาย 47 คน (ซึ่งเป็นที่มาของภาพยนตร์เรื่อง 47 Ronin เป็นต้น) เป็นอีกหนึ่งเรื่องของคาบูกิที่มีชื่อเสียงที่สุดและได้รับความนิยมมากมาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติความเป็นมาของละครคาบูกิ
คาบูกิ เริ่มมีขึ้นครั้งแรกในตอนต้นของศตวรรษที่ 17 ว่ากันว่ามีที่มาจากการแสดงของมิโกะ (Miko) หญิงสาวผู้ดูแลศาลเจ้าอิซุโมะที่ชื่อว่า อิซุโมะโน โอคุนิ (Izumono Okuni) เธอได้ดัดแปลงท่าทางการร่ายรำเพื่อถวายความเคารพแก่เทพเจ้าของศาสนาชินโต และนำมาแสดงอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำในเกียวโตจนได้รับความนิยม ทำให้การแสดงของเธอเป็นที่กล่าวขานกันอย่างแพร่หลายจนถึงกับมีโอกาสได้ไปแสดงต่อหน้าพระจักรพรรดิ

หลังจากนั้นมาก็เริ่มมีการก่อตั้งเป็นคณะละครโดยใช้นักแสดงเป็นผู้หญิงทั้งหมด แต่ต่อมาก็ได้มีข่าวฉาวว่านักแสดงหญิงในคณะละครไปพัวพันกับการขายบริการทางเพศหรือโสเภณีแอบแฝง ท้ายที่สุดจึงมีการสั่งให้เลิกการแสดงคาบูกิ และในปี ค.ศ. 1629 โชกุนในตระกูลโทคุกาวา (Tokugawa Shogunate) รัฐบาลสมัยนั้น ก็ได้ประกาศออกมาว่าห้ามให้สตรีแสดงละครคาบูกิโดยเด็ดขาด จุดประสงค์ก็เพื่อรักษาศีลธรรมของประชาชน ด้วยเหตุนี้ ละครคาบูกิจึงต้องใช้เฉพาะผู้ชายเป็นนักแสดงตั้งแต่นั้นมา และถ้านักแสดงชายต้องแสดงเป็นผู้หญิงก็จะมีชื่อเรียกว่า อนนะงะตะ (Onnagata)

ละครคาบูกิในปัจจุบัน
ปัจจุบันนี้ในญี่ปุ่นการแสดงละครคาบูกิสามารถหาชมได้ทั่วไป โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ อย่างโตเกียว โอซาก้า เกียวโต ฟุกุโอกะ หรือหากเป็นเมืองเล็กๆตามชมบทก็จะมีให้ชมกันในท้องถิ่น รูปแบบการแสดงรวมทั้งเรื่องราวที่นำมาแสดงก็มักจะเป็นเรื่องราวที่ได้รับความนิยมอยู่แล้วโดยมีช่องทางการจำหน่ายตั๋วที่สะดวกสบายมากขึ้นในรูปแบบออนไลน์ บางแห่งมีบริการหูฟังภาษาอังกฤษและแผ่นพับเรื่องย่อภาษาอังกฤษสำหรับชาวต่างชาติด้วย

อีกองค์ประกอบหนึ่งที่น่าสนใจในการชมคาบูกิก็คือเวที ซึ่งถูกสร้างและออกแบบอย่างสวยงามเพื่อให้ฉากและการแสดงมีความตื่นเต้นเร้าใจ เช่น ฉากการต่อสู้แบบจัดเต็ม เวทีของละครคาบูกิสามารถเคลื่อนไหวได้ การปรับเปลี่ยนฉากได้แบบทันทีเป็นประโยชน์ต่อการแสดงมาก ทั้งในการปรากฏตัวและการออกจากเวทีของนักแสดง

นอกจากนี้ยังมีการใช้ทางเดินที่ทอดตัวสู่เวทีผ่านบริเวณที่นั่งด้านหลังของผู้ชมที่เรียกว่าฮานามิจิ (Hanamichi) มาเพิ่มความน่าสนใจในการเข้าและออกฉากของนักแสดงอีกด้วย (โดยรูปลักษณ์แล้วคล้ายๆกับแคมวอล์คนั่นเอง) เสียงรูดม่านแรงๆตรงทางเข้าออกของทางเดินนี้มักจะทำให้ผู้ชมต้องหันกลับไปดูว่าตัวละครตัวไหนจะออกมาบนฮานามิจิ และบางครั้งนักแสดงก็จะเดินออกมาพร้อมกับร่ายรำตั้งแต่ตรงนี้เลย เมื่อมาถึงเวทีใหญ่ก็จะหยุดเพื่อโพสท่าก่อนขึ้นเวทีไปทำการแสดง

การไปชมละคาคาบูกิในยุคนี้ ส่วนใหญ่ก็เหมือนกับการมาชมความสามารถของนักแสดง แฟนๆผู้ชื่นชอบละครคาบูกิมักจะเลือกดูเรื่องที่มีนักแสดงที่ตัวเองชื่นชอบ ทั้งบทบาทที่เรียกว่า ทาจิยาคุ บทตัวละครชายที่มีท่วงท่าการแสดงแข็งแรงขึงขัง หรือบทตัวละครหญิงกิริยาอ่อนช้อยงดงามที่แสดงโดยผู้ชายที่เรียกว่า อนนะงะตะ วิธีการแสดงคาบูกิจะไม่เน้นความเป็นธรรมชาติหรือความสมจริง แต่จะเน้นความโอเวอร์แอคติ้งแบบเหนือจริงทั้งหมด เช่นท่าสะบัดวิกผมและการมองด้วยสายตาดุดัน เป็นต้น

โรงละครคาบูกิ (Kabuki Theatre)


โรงละครคาบูกิในปัจจุบันในเมืองใหญ่ๆอย่างโตเกียว โอซาก้า เกียวโต อีกทั้งยังมีโรงละครเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ซึ่งไม่ได้ใช้จัดการแสดงอย่างเป็นทางการ แต่เป็นโรงละครที่นักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวชมเพื่อสัมผัสบรรยากาศของโรงละครคาบูกิแบบดั้งเดิม โดยจะไม่มีที่นั่งแบบโรงละครตะวันตก แต่จะจัดให้นั่งบนเบาะที่วางอยู่บนพื้นภายในห้องสี่เหลี่ยม จึงถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ เช่น โรงละครคานามารุสะ (Kanamaruza Theater) ในเมืองโคโตฮิระ จังหวัดคากาวะ

สำหรับโรงละครคาบูกิที่เปิดการแสดงทุกวันตลอดทั้งปีก็คือ โรงละครคาบูกิซะ (Kabukiza Theatre) ในย่านกินซ่าของโตเกียว โดยที่นี่เปิดบริการมานานกว่า 100 ปี มีบริการหูฟังภาษาอังกฤษและการจำหน่ายตั๋วแบบออนไลน์รวมถึงการซื้อตั๋วชมแบบเฉพาะองก์ละครที่ต้องการด้วย อีกแห่งหนึ่งก็คือโรงละครแห่งชาติ (National Theatre) ในโตเกียว ที่นี่ก็เปิดการแสดงละครคาบูกิทุกเดือนรวมทั้งการแสดงรูปแบบอื่นๆด้วย

Travel in Japan
ไฮแอทรีเจนซี เกาะเซรากากิ โอกินาวา

ไฮแอทรีเจนซี เกาะเซรากากิ โอกินาวา

ไฮแอทรีเจนซี เกาะเซรากากิ โอกินาวา (Hyatt Regency Seragaki Island Okinawa) โรงแรมพร้อมวิวทะเลและบาร์ริมสระว่ายน้ำ ใกล้แหลม Manza นอนอาบแดดบนชายหาดหรือผ่อนคลายไปกับทรีตเมนท์ของสปาที่ให้บริการแบบเต็มรูปแบบของ ไฮแอทรีเจนซี เกาะเซรากากิ โอกินาวา จากนั้นลิ้มลองเมนูอร่อยที่ 6 ห้องอาหารของโรงแรม ห้องพักทั้ง 344 ห้อง มีอ่างอาบน้ำแบบแช่ตัว และยังมี Wi-Fi ฟรี และระเบียงให้บริการ นอกจากนี้ ยังมีอินเทอร์เน็ตแบบใช้สายฟรี, ทีวีจอพลาสมา และตู้เย็น ไฮแอทรีเจนซี เกาะเซรากากิ โอกินาวา มีห้องพัก 344 ห้อง พร้อมด้วยตู้นิรภัย และน้ำดื่มบรรจุขวดฟรี ห้องพักมีระเบียง เตียงมีผ้านวมขนเป็ด มีทีวีจอพลาสมา ในห้องพัก ห้องน้ำมีฝักบัวในอ่างอาบน้ำ พร้อมด้วยอ่างอาบน้ำแบบแช่ตัว และฝักบัวสายฝน และบริการของใช้ในห้องน้ำ เช่นเสื้อคลุมอาบน้ำ รองเท้าสวมภายในห้อง และโถสุขภัณฑ์แบบบิเดท์อิเล็กทรอนิกส์ผู้เข้าพักสามารถท่องเว็บไซต์โดยใช้อินเทอร์เน็ตแบบใช้สายและ Wi-Fi ที่ให้บริการฟรี มีโต๊ะทำงาน และ โทรศัพท์ ให้บริการ นอกจากนี้ ห้องพักยังประกอบด้วย ไดร์เป่าผม และ เตารีด/โต๊ะรีดผ้า มีบริการทำความสะอาดทุกวัน ภายในโรงแรมมีสระว่ายน้ำในร่มและสระว่ายน้ำกลางแจ้งเปิดตามฤดูกาล กิจกรรมนันทนาการที่ระบุด้านล่างนี้มีให้บริการภายในบริเวณโรงแรมหรือในบริเวณใกล้เคียง อาจมีค่าบริการเพิ่มเติม Spa Hanari มีห้องทรีทเมนท์ 6 ห้อง บริการต่างๆ ได้แก่ ทรีทเมนท์ดูแลผิวหน้า และทรีทเมนท์ดูแลผิวสปาเปิดทุกวัน

ไฮแอท รีเจนซี นาฮะ โอกินาวา ได้รับการออกแบบเพื่อรองรับทั้งนักเดินทางเพื่อธุรกิจและการพักผ่อน โดยตั้งอยู่อย่างเหมาะเจาะในนาฮะ ซึ่งเป็นย่านที่ได้รับความนิยมที่สุดย่านหนึ่งของเมือง ที่พัก 5 ดาวแห่งนี้ตั้งอยู่บนทำเลที่เยี่ยมยอด อยู่ห่างจากตัวเมืองอันน่าตื่นตาเพียง 0.2 km การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองจึงทำได้โดยง่าย เนื่องจากที่พักตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก ผู้เข้าพักจึงไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมต่างๆ ของเมืองได้โดยง่าย

ไฮแอท รีเจนซี นาฮะ โอกินาวา มีบริการที่สมบูรณ์แบบและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นอย่างครบครัน เพื่อคอยเติมความสดชื่นให้แก่ผู้เข้าพัก ณ ที่พักแห่งนี้ ผู้เข้าพักจะเพลิดเพลินกับสิ่งอำนวยความสะดวกระดับท็อปคลาส เช่น ฟรี Wi-Fi ทุกห้อง, ซักรีด, แผนกต้อนรับ 24 ชั่วโมง, Wi-Fi ในพื้นที่สาธารณะ, รูมเซอร์วิส

ไฮแอท รีเจนซี นาฮะ โอกินาวา ให้บริการห้องพัก 294 ห้อง ทุกห้องตกแต่งอย่างมีรสนิยมเพื่อมอบความสะดวกสบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์จอแบน, อินเทอร์เน็ตไร้สาย (ไม่เสียค่าใช้จ่าย), ห้องปลอดบุหรี่, เครื่องปรับอากาศ, เครื่องทำความร้อน ที่พักให้บริการกิจกรรมนันทนาการสุดพิเศษมากมาย เช่น อ่างอาบน้ำร้อน, ห้องฟิตเนส, สระว่ายน้ำกลางแจ้ง, สระว่ายน้ำ (สำหรับเด็ก) เมื่อเข้าพักที่ไฮแอท รีเจนซี นาฮะ โอกินาวา ผู้เข้าพักจะได้พบกับบริการแบบมืออาชีพและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายซึ่งผสมผสานกันอย่างลงตัว

Travel in Japan
หมู่บ้านชาวประมงอิเนะ Ine ที่ เกียวโต สัมผัสความคลาสสิค แห่งวิถีชีวิตริมน้ำของชาวญี่ปุ่น

หมู่บ้านชาวประมงอิเนะ (Ine)

หมู่บ้านชาวประมง อิเนะ (Ine) เมืองแห่งท้องทะเล สัมผัสความคลาสสิค แห่งวิถีชีวิตริมน้ำของชาวญี่ปุ่น

อิเนะ หมู่บ้านชาวประมงอนุรักษ์ที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งในประเทศญี่ปุ่นค่ะ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองเกียวโต ค่อนข้างห่างไกลจากตัวเมืองสักหน่อย แต่สิ่งที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวอยากมาเที่ยวที่นี่ก็คือ ความสวยงามของภูมิประเทศ บ้านเรือนที่คลาสสิค

เมืองอิเนะ (Ine-cho) เป็นเมืองเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกียวโต มีประชากร 2,500 คน เลียบแนวเส้นโค้งที่ทอดยาวของอ่าวอิเนะ (Ine Bay) ซึ่งเรียงรายไปด้วยบ้านลักษณะแปลกตาที่เรียกว่า “ฟุนายะ” (Funaya) โดยชั้นล่างเป็นท่าจอดเรือ ส่วนชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย เป็นลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมในท้องถิ่น เพื่อให้สามารถออกเรือจากบ้านไปหาปลาได้สะดวกรวดเร็ว เพราะเมืองนี้มีอุตสาหกรรมการประมงที่เฟื่องฟู ที่เมืองอิเนะแห่งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถที่จะพักแรมในฟุนายะนี้ พร้อมเพลิดเพลินกับอาหารทะเลสดๆ ที่จับได้ในอ่าวอิเนะ โดยเดินทางจากเกียวโตโดยรถไฟและบัสเป็นเวลาราว 3 ชั่วโมง หรือเดินทางจากสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง “อามาโนะฮาชิดาเตะ” (Amanohashidate) โดยรถบัสประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น

อิเนะโนะฟุนายะ (inenofunaya) นั้นมาจากการเรียกที่ตั้งจาก อ่าวอิเนะ (Ine Bay) โดยมีบ้านเรือนสไตล์ฟุนายะ (Funaya) 230 หลังทอดยาวเป็นแนวเส้นโค้งสวยงามริมอ่าวเป็นระยะทางยาวกว่า 5 กิโลเมตร ทำให้มีชื่อเรียกย่านเถวนี้ว่า อิเนะโนะฟุนายะ (Inenofunaya) เนื่องจากอยู่ติดกับริมน้ำมาก จึงได้มีการสร้างบ้านแบบชาวประมง โดยที่ลงเรือออกทะเลจากชั้นหนึ่งของตัวบ้านได้ทันที ส่วนชั้นสองใช้เป็นที่อยู่อาศัย

เอกลักษณ์โดดเด่นของที่นี่ก็คือ Boathouse หรือ The funaya of Ine ซึ่งเป็นบ้านที่จะมีอู่เทียบเรืออยู่ในบ้านแต่ละหลังของตัวเองเลย ซึ่งตั้งเรียงรายกันอยู่ริมน้ำรอบอ่าวถึง 230 หลังคาเรือน แน่นอนว่าอาชีพส่วนใหญ่ของคนในหมู่บ้านก็คือการทำประมง

หมู่บ้านอิเนะ ค่อนข้างสงบเงียบ และเหมาะกับการมาพักผ่อนเบาๆ เดินเที่ยวชิลล์ สโลว์ไลฟ์กันสักวัน เพราะมีอากาศที่ดี วิวที่สวย ใช้ธรรมชาติบำบัดกลมเกลาให้เราหายจากความเหนื่อยในเมืองใหญ่ได้เลยทีเดียว

      อีกทั้งเราสามารถเที่ยวทั่วเมืองเล็กๆ นี้ได้ด้วยจักรยานค่ะ จะมีป้อมที่จอดจักรยานไว้ให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งอาจจะมีไม่กี่คัน และไม่มีค่าเช่า เราสามารถนำจักรยานไปปั่นเล่นได้เลย แต่ต้องนำมาเก็บไว้ที่เดิมทุกครั้งด้วยค่ะ

การเดินทาง

หมู่บ้านชาวประมงอิเนะ (Ine-Cho) นั้นเดินทางไม่มีรถไฟมาถึง ต้องนั่งรถบัสมาเท่านั้น สามารถมาเที่ยวที่นี่ได้โดยการขึ้นรถไฟจากเกียวโตมาลงที่ สถานีอามาโนะฮาชิดาเตะ (Amenohashidate) แล้วนั่งรถบัสด่วนสายท้องถิ่นมาลงที่หมู่บ้านอิเนะ

Travel in Japan
อิโต ฮิโระบุมิ นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศญี่ปุ่น

อิโต ฮิโระบุมิ นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศญี่ปุ่น

ฮิโระบุมิ อิโต (ญี่ปุ่น: 伊藤 博文 Itō Hirobumi ) (16 ตุลาคม 2384 – 26 ตุลาคม 2452) เป็นนักการเมืองชาวญี่ปุ่น
นอกจากจะมีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของญี่ปุ่นแล้ว ยังเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น 4 สมัย, ประธานองคมนตรีคนแรก, ประธานวุฒิสภา, ผู้ตรวจราชการโชซอน (韓国統監府統監) และผู้ว่าราชการจังหวัดเฮียวโงะ (จากการแต่งตั้ง) เป็นผู้ก่อตั้งพรรคริกเค็นเซยูไค (立憲政友会) ซึ่งเป็นรากฐานของพรรคเสรีประชาธิปไตยที่เป็นพรรคฝ่ายค้านของญี่ปุ่นในปัจจุบัน และยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยเยล ในสหรัฐอเมริกา

ชีวิตเยาว์วัย-และเข้าเป็นทหาร


อิโต ฮิโระบุมิ มีชื่อเดิมว่า โทะชิสึเกะ เป็นบุตรคนโตของครอบครัวชาวนาในเมืองฮางิ แคว้นโจชู (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดยะมะงุจิ) บิดาชื่อว่า จูโซ มารดาชื่อว่าโคะโตะโกะ เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจนมาก จึงต้องส่งโทะชิสึเกะไปเป็นบุตรบุญธรรมของซามูไรระดับล่างในท้องถิ่น ชื่อว่า อิโต นะโอะเอะมง ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ หลังจากเข้าเรียนในโรงเรียนมัตสึชิตะจุกุ ก็ไปเกี่ยวพันกับขบวนการโค่นล้มระบอบโชกุนในสมัยนั้น

ในปี 2405 ขณะที่มีอายุได้ 21 ปี ได้มีส่วนร่วมในการวางแผนลอบสังหารนะงะอิ อุตะ ผู้ที่สนับสนุนแนวคิดที่ให้รัฐบาลทหารรวมตัวกับราชสำนักในเกียวโต (และรักษาระบอบโชกุนเอาไว้) นอกจากนี้ยังเข้าร่วมลอบวางเพลิงสถานกงสุลอังกฤษ จนมีชื่อในฐานะผู้ที่มีแนวคิดต่อต้านต่างชาติต่อมาในปี 2406 ได้ไปเรียนต่อที่อังกฤษ (คาดว่าแนวคิดต่อต้านต่างชาติคงจะเบาบางลง หลังจากได้เห็นสภาวะของอังกฤษในช่วงนั้น ที่มีกำลังเหนือกว่าญี่ปุ่นมาก) ดังนั้นเมื่อรู้ข่าวว่าแคว้นของตนกำลังเตรียมทำสงครามกับอังกฤษ ก็รีบกลับประเทศเพื่อหาทางหลีกเลี่ยงสงคราม แต่ไร้ผล เพราะในที่สุดแคว้นโจชูก็ได้ทำสงครามกับอังกฤษ (แน่นอนว่าอังกฤษที่มีเทคโนโลยีเหนือกว่าเป็นฝ่ายได้เปรียบ) และหลังสงครามทำหน้าที่เป็นล่ามในการเจรจาสงบศึก

หลังจากที่กองทัพของแคว้นโจชูทำสงครามกับรัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะและเป็นฝ่ายได้เปรียบ รัฐบาลของแคว้นโจชูก็ได้แสดงเจตนาที่จะโค่นล้มรัฐบาลโชกุนอย่างชัดแจ้ง ฮิโระบุมิก็ได้เข้าเป็นทหารในกองทัพของแคว้นในช่วงนั้นด้วย กองทัพที่ว่านี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปเมจิประสบความสำเร็จ

Travel in Japan
ข้อดีของการแช่ออนเซ็นที่ญี่ปุ่น

ข้อดีของการแช่ออนเซ็นที่ญี่ปุ่น

วัฒนธรรมการอาบน้ำแร่ ออนเซ็น (温泉) (Onsen) ที่ประเทศญี่ปุ่นมีมาอย่างยาวนาน ซึ่งเรียกว่าเป็นชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ น้ำแร่ในออนเซน หรือบ่อน้ำพุร้อนของญี่ปุ่น เกิดจากจากการที่น้ำซึมผ่านชั้นของดิน และหิน โดยจะมีแร่ธาตุต่างๆ สะสมอยู่ เช่น โซเดียม แคลเซียม ฟลูออไรด์โพแทสเซียม

ประโยชน์ของการแช่ออนเซ็น

การแช่ออนเซนนั้นมีประโยชน์มากมายนับไม่ถ้วน อาทิเช่น ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ระบบการหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น การบรรเทาอาการปวดเมื่อยต่างๆ

ดร.ยูโกะ อางิชิ (Dr.Yuko Agishi) นักวิจัยระดับแนวหน้าของประเทศญี่ปุ่นได้กล่าวถึงประโยชน์ของออนเซ็นที่มีต่อสุขภาพไว้ว่า “มันเป็นสิ่งบรรเทาและช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้อย่างดี”

  • ออนเซ็นนั้นเป็นการแช่น้ำร้อนซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ แต่ละที่ก็จะมีส่วนผสมของธาตุเหล่านี้แตกต่างกัน ทำให้เมื่อแช่แล้วเราจะรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย ช่วยในเรื่องของระบบหมุนเวียนเลือดในร่างกาย ชาวญี่ปุ่นจึงมักจะนิยมแช่ออนเซ็นในตอนเย็นหลังจากทำงานมาทั้งวันแล้ว
  • ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง เรียบเนียนในการแช่ออนเซ็นก็เหมือนเป็นการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ทำให้ผิวสะอาด และที่บอกไปแล้วว่าช่วยในเรื่องของระบบหมุนเวียนเลือดด้วย จึงทำให้ดูมีเลือดฝาด ผิวสุขภาพดี นอกจากนี้ยังเชื่อว่าคนที่เป็นโรคภูมิแพ้เกี่ยวกับผิวหนังเมื่อแช่นออนเซ็นแล้วอาการจะดีขึ้น
  • ที่ญี่ปุ่นมักจะมีโรงอาบน้ำสาธารณะ ซึ่งหากบ้านไหนไม่มีที่แช่ออนเซ็นก็มักจะไปอาบน้ำกันในที่อาบน้ำสาธรณะ จึงเป็นเสมือนช่วงเวลาที่จะได้พบเจอผู้คนต่างๆ บางคนอาจจะไม่คุ้นไหนกันมาก่อน หรือหลายๆคนก็เป็นคนที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน เป็นเพื่อนบ้านกัน จึงทำให้กลายเป็นสถานที่พูดคุยพบปะกัน และสร้างมิตรภาพใหม่ๆขึ้น


การแช่ออนเซ็น ยังต้องทำตามกฎหรือมารยาทในการใช้บริการด้วย ซึ่งข้อไหนที่ห้ามก็อย่าไปทำค่ะ เช่นอย่าเติมน้ำเย็นลงในบ่อน้ำร้อน

  • วางผ้าขนหนูเย็นไว้บนศีรษะเพื่อหลีกเลี่ยงอาการวิงเวียนขณะแช่น้ำร้อน
  • อย่าแช่ผ้าขนหนูลงในบ่อน้ำร้อน
  • คนผมยาวควรมัดหรือเกล้าผม เพื่อไม่ให้ผมแช่ลงไปในบ่อน้ำร้อน
  • ห้ามใส่ชุดว่ายน้ำลงบ่อน้ำร้อนออนเซ็นควรถอดเสื้อผ้าออกให้หมดเท่านั้นค่ะ
  • หลังแช่บ่อน้ำร้อน ควรพักผ่อนเยอะๆ และ ดื่มน้ำมากๆ
  • คนที่มีรอยสักห้ามลงบ่อน้ำร้อน (กฏนี้ถือเป็นธรรมเนียมทั่วไปในญี่ปุ่น)
  • เช็ดตัวให้แห้งก่อนกลับไปบริเวณตู้ล็อคเกอร์
  • หลีกเลี่ยงการแช่บ่อน้ำร้อนหลังจากการดื่มแอลกอฮอล์
  • อย่าแช่บ่อน้ำร้อนออนเซ็นมากกว่าวันละ 3 ครั้ง มิฉะนั้นจะรู้สึกวิงเวียนและอาจเป็นลมได้

ใครที่มีโอกาสไปแช่ออนเซ็นร่วมกับคนญี่ปุ่นแล้วก็อย่าลืมนำไปปฏิบัติตามดู แม้ไม่ใช่ประเทศของเราแต่การปฏิบัติตามธรรมเนียมประเทศของเขาก็ถือเป็นมารยาทที่นักท่องเที่ยวควรทำเช่นกัน

Travel in Japan
ล่องเรือทะเลสาบ Ashi

ล่องเรือทะเลสาบ Ashi

ทะเลสาบอะชิ เป็นทะเลสาบที่เกิดจากซากประหลังหักพังซึ่งกันแม่น้ำHakene หลังจากภูเขาไฟในHakoneระเบิดเมือ3,000ปีก่อน ทุกวันนี้แหล่งกำเนิดของน้ำในทะเลสาบมาจากน้ำพุใต้ทะเลสาบ โดยเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ20กิโลเมตร รอบๆทะเลสาบมีสถานที่ท่องเที่ยวและรีสอร์ท/โรงแรมตั้งอยู่ ซึ่งรู้กันว่าเป็นสถานที่ชมวิวของภูเขาไฟฟูจิ


ทะเลสาบแห่งนี้เป็นจุดที่ลึกที่สุดของบริเวณHakone มันจึงเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวHakone ถ้าคุณต้องการสนุกสนานกับทัศนียภาพจากทะเลสาบ มันเป็นความคิดที่ดีในการล่องเรือที่มีให้บริการจากท่าเรือ4แห่งของทะเลสาบ ในฤดูใบไม้ร่วงทิวทัศน์ของทะเลสาบน่าตื่นตาตื่นใจมากด้วยต้นไม้มีเต็มไปด้วยใบไม้สีแดงและเหลือง นอกจากนี้บริเวณข้างทะเลสาบยังที่สถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกมากมาย ทำให้ทะเลสาบอะชิเป็นจุดท่องเที่ยวที่มีคุณค่าต่อการเดินทางมาHakone


เรือที่ให้บริการคือ Hakone Sightseeing Cruise ตกแต่งแปลกตาแนวแฟนตาซีคล้ายเรือโจรสลัดในนิทาน จึงกลายเป็นชื่อเรียกเล่นๆ ว่าเรือโจรสลัด ซึ่งที่ให้บริการล่องพานักท่องเที่ยวชมทัศนียภาพในทะเลสาบอะชิ (Ashi Lake) วิวภูเขาฟูจิจากบนเรือ และมองเห็นบ้านคนที่อยู่บนฝั่งชั้นบนของเรือเปิดเป็นลานโล่ง วันอากาศดีที่ไม่หนาวเกินไป ออกไปยืนรับลมและชมวิวที่นี่โรแมนติกและสวยมาก ระหว่างทางที่เรือแล่นจะผ่านศาลเจ้าฮาโกเน่ ที่มีประตูโทริอิสีส้มแดงอยู่กลางน้ำ


เส้นทางการเดินเรือจะวิ่งวนเป็นวงกลมคือ Togendai – Motohakone-ko – Hakonemachi โดยเรือจะวิ่งวนเป็นรอบ ใช้เวลาประมาณรอบละ 70 นาที เรือเที่ยวสุดท้ายออกจากท่าเรือ Togendai เวลา 16.00 น. โดยเมื่อเดินทางถึงอีกท่าเรือหนึ่งและส่งคนบนเรือขึ้นฝั่งเสร็จเรือจะไม่จอดรอครับ จะออกไปอีกท่าหนึ่งเลย (บริหารเวลาให้ดีนะครับ เดี๋ยวจะตกรถเที่ยวสุดท้ายกันได้



สถานที่ท่องเที่ยว

มีสถานที่ๆน่าสนใจจำนวนมากรอบๆบริเวณทะเลสาบอะชิ สามารถเที่ยวทุกสถานที่ได้ภายในหนึ่งวันหรือน้อยกว่านั้น แนะนำที่นี่ถ้าคุณมีเวลาสำหรับการท่องเที่ยวที่นี่ สถานที่ท่องเที่ยวหลักมีดังนี้

*บริเวณHakonemachi: Hakone Sekisho, สวนOnshi-Hakone-Koen, พิพิธภัณฑ์Hakone Ekiden

*บริเวณMoto-Hakone: ศาลเจ้าHakone-jinja, พิพิธภัณฑ์ศิลปะNarukawa, โรงแรมHôtel de Yama “Salon de Thé Rosage”

*บริเวณHakone-en/Togendai: กระเช้าHakone-Komagatake, พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำOwakudani, Hakone-en, ศาลเจ้าKuzuryu-jinja

*บริเวณAsino-yu/Oshiba: รูปปั้นพระพุทธรูปหินMoto-Hakone, น้ำตกHiryu-no-taki, บ้านชาAmazake-chaya


การเดินทาง

มันเป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวในHakone ทะเลสาบอะชิเป็นจุดหมายสุดท้ายของการท่องเที่ยว ถ้าคุณนั่งรถโดยสารจากสถานี Hakone Yumotoเข้าสู่Hakane จะใช้เวลาประมาณ50-60นาทีถึงทะเลสาบ และจากสถานี Odawaraจะใช้เวลา80นาทีโดยรถโดยสาร แนะนำให้เดินทางกับรถโดยสารทางด่วนจากทางออกทางทิศตะวันตกของสถานีชินจุกถึงทะเลสาบ(150นาที)และเริ่มการเดินทางของคุณในHakoneจากทะเลสาบ

Travel in Japan
ท่องเที่ยวญี่ปุ่น วัดจิคุรินจิ (Chikurinji Temple)

วัดจิคุรินจิ (Chikurinji Temple)

วัดจิคุรินจิ (Chikurinji Temple)

เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งบนเกาะชิโกะคุ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 724 ตามคำสั่งของจักร
พรรดิโชมุและทำพิธีเปิดโดยหลวงพ่อเกียวคิ ท่านโคโบะ ไดชิ (คุไค) ได้เรียนรู้และฝึก
ปฏิบัติที่นี่ และวัดแห่งนี้รุ่งเรืองถึงขีดสุดในยุคเอโดะ ภายใต้การปกครองของแคว้นโทสะ
เป็น 1 ใน 88 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนเส้นทางแสวงบุญชิโกะคุ วิหารหลักสร้างด้วยไม้เก่าแก่

วัดจิคุริน-จิได้รับยกย่องให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญ วิหารหลักที่สร้างโดยผู้
ปกครองในสมัยคริสตศตวรรษที่ 17

เป็นที่ประดิษฐานของรูปปั้นเทพเจ้ามอนจู โบซัตสึและผู้รับใช้ซึ่งเชื่อกันว่าท่านเกียวคิเป็นผู้
สร้าง ในวิหารไดชิ-โด ท่านโคโบะ ไดชิได้รับการเคารพสักการะเยี่ยงเทพเจ้า

ที่วัดนี้เคยมีเจดีย์ 3 ชั้นแต่ถูกทำลายในคริสตศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันนี้จึงมีเพียงเจดีย์ 5 ชั้น

ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าบริเวณวัดประกอบด้วยห้องโถงเรียงลำดับกัน และเจดีย์ห้าชั้นอันงดงาม

Travel in Japan
แม่น้ำชิมันโตะ (Shimanto River)” ในจังหวัดโคชิ (Kochi)

แม่น้ำชิมันโตะ (Shimanto River)

แม่น้ำชิมันโตะ (Shimanto River)ในจังหวัดโคชิ (Kochi) เป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคชิโกะคุ (Shikoku) มีความยาวทั้งสิ้นเกือบ 190 กิโลเมตร และเนื่องจากสายน้ำแห่งนี้ใสสะอาดราวกับกระจก จึงอุดมสมบูรณ์ด้วยสิ่งมีชีวิตต่างๆมากมาย และงดงามด้วยทัศนียภาพสวยงามของท้องทุ่งชนบท โดยในช่วงฤดูร้อนตั้งแต่เดือนมิถุนายน – สิงหาคม บริเวณรอบๆ แม่น้ำแห่งนี้ยังมีกิจกรรมทางน้ำมากมายให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุกกัน เช่น พายเรือแคนู ล่องแก่ง ปั่นจักรยาน หรือ ล่องเรือชมแม่น้ำได้อีกด้วย

แม่น้ำที่มีความยาวกว่า 190 กิโลเมตร เรียกว่ายาวมากที่สุดในภูมิภาคชิโกกุเลยนะ แต่ชื่อเสียงของมันไม่ได้มีแค่ความยาวเท่านั้น

เพราะแม่น้ำชิมันโตะยังได้รับการขนานนามว่าใสและสะอาดมากๆ เป็นแหล่งน้ำจากธรรมชาติท่ามกลางทัศนีย์ภาพที่โอบล้อมด้วยภูเขาและอากาศบริสุทธิ์

แหล่งที่อยู่อาศัยบริเวณรอบๆ นั้น ผู้คนต่างรักษาความสะอาด เป็นหนึ่งเดียวกันกับธรรมชาติและแม่น้ำ ทำให้แหล่งน้ำที่นี่ยังใสสะอาดอยู่

ไม่ใช่แค่เดินชมได้แค่อย่างเดียว แต่ที่แม่น้ำชิมันโตะมีกิจกรรมที่สามารถทำได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น พายเรือแคนนู ล่องแก่ง ปั่นจักรยานชมวิวโดยรอบ เพราะที่นี่มีสะพานชินกะ (Chinka bridge) หรือสะพานที่ไม่มีราวกั้น พาดระหว่างสองฝั่งแม่น้ำให้คุณสามารถเดินข้ามไปมาหรือปั่นจักรยาน ชมความใสสะอาดและธรรมชาติรอบๆ แม่น้ำได้

Travel in Japan

ภูเขาฟูจิ ( Mount Fuji)

ภูเขาฟูจิ เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และอาจกล่าวได้ว่าเป็นภูเขาที่สวยที่สุดในโลก มีความสูงถึง 3,776 เมตร ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยะมะนะชิและชิซุโอะกะ และสามารถมองเห็นได้จากโตเกียวและโยโกฮาม่าในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง วิธีที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิที่ง่ายที่สุด คือ นั่งชมจากรถไฟสายโทไกโดที่วิ่งระหว่างเมืองโตเกียวและโอซาก้า

ถ้าคุณนั่งชินกันเซ็นจากโตเกียวที่มุ่งหน้าไปยังนาโงย่า เกียวโต และโอซาก้า ช่วงที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิ คือ ช่วงสถานีชิน-ฟูจิ หรือประมาณ 40-45 นาที หลังจากออกจากโตเกียว ซึ่งจะมองเห็นได้ทางด้านขวามือของรถไฟ แต่สำหรับผู้ที่อยากชมภูเขาฟูจิอย่างเต็มอิ่ม และแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงามขอเชิญที่ ทะเลสาบทั้งห้า (Fuji Five Lake or Fujigoko) หรือที่ ฮะโกะเนะ ซึ่งเป็นรีสอร์ทบ่อน้ำพุร้อนและเป็นหนึ่งใน อุทยานแห่งชาติ Fuji-Hakone-Izu

นอกจากนี้ รอบ ๆ ภูเขาฟูจิเต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม และเป็น อุทยานแห่งชาติฟูจิฮะโกะเนะอิซุ มีทะเลสาบ 5 แห่ง ได้แก่ ยะมะนะกะโกะ คะวะงุจิโกะ โมโตสุโกะ โชจิโกะ ไซโกะ และมีออนเซนหลายแห่ง ได้แก่ ยะมะนะกะโกะ คะวะงุจิโกะ โอชิโนะโกะ ฯลฯ นับได้ว่า ภูเขาฟูจิ มีอิทธิพลต่อศิลปวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีชื่อภูเขาปรากฏอยู่ในบทกลอนญี่ปุ่นหรือภาพพิมพ์ญี่ปุ่น และทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นชื่อบริษัท ชื่อสินค้า และอื่น ๆ อีกมากมาย ล้วนตั้งชื่อว่า ฟูจิ เรียกว่าภูเขาฟูจินี้เป็นหัวใจของญี่ปุ่นก็ว่าได้

Travel in Japan
5 เมืองแดนปลาดิบ ที่น่าเที่ยวที่สุด The Best Of Japan

5 เมืองแดนปลาดิบ ที่น่าเที่ยวที่สุด The Best Of Japan

วันนี้จะพาไปทำความรู้จักสถานที่ ที่นักเดินทางชาวไทยนิยมไป ว่าแล้วคงหนีไม่พ้น ญี่ปุ่น ประเทศที่มีความสวยงามทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยวญี่ปุ่น สามารถทำได้ทั้งปี จะไปชมดอกไม้หรือไปร่วมงานเทศกาลท้องถิ่นหรือจะเป็นเมนูอาหารที่ขึ้นชื่อของของญี่ปุ่น ที่ทุกๆคนเรียกกันแดนปลาดิบต้องยกให้ญี่ปุ่นเป็นที่หนึ่ง แน่นอนคะ

5 เมืองน่าเที่ยวสำหรับทัวร์ญี่ปุ่น

โตเกียว

เมืองยอดฮิตที่ติดท็อปรีวิวเที่ยวญี่ปุ่นเสมอมา ได้ฉายาว่า “อีสต์ มีท เวสต์” (East meets West) หมายถึง การมาบรรจบกันของวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก เพราะนอกจากคุณจะได้ชมบ้านเมืองที่ยังคงด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นแล้ว คุณก็ยังจะได้สัมผัสเทคโนโลยีล่าสุดของโลก และแฟชั่นแบบตะวันตกในสไตล์ญี่ปุ่น ฮาราจุกุในโตเกียวก็เปรียบได้กับถนนเมดิสัน แห่งมหานครนิวยอร์ค นั่นเอง จัดเป็นสุดยอดสถานที่เที่ยวญี่ปุ่นด้านช้อปปิ้งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวเอเชียรวมทั้งไทยเราเป็นจำนวนล้นหลามทีเดียว
โตเกียวสามารถ เที่ยวได้ตลอดปี ฤดูชมซากุระเมืองนี้จะอยู่ราวกลางเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน และช่วงชมใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ราวเดือนพฤศจิกายน

เกียวโต


สำหรับคนที่ชื่นชมศิลปวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น ทั้งวัดโบราณที่ทำให้คุณเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อเกือบพันปีก่อนในย่างก้าวแรกที่เดินเข้าไป และเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจเลยหากคุณจะเดินสวนกับเกอิชาในชุดกิโมโนบนถนนใจกลางเมือง และการเข้าร่วมพิธีชงชาญี่ปุ่นแบบโบราณ ก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าพลาดสำหรับการไปเยือนเกียวโต
ช่วงเวลาที่น่าไปเที่ยวเมืองเกียวโตมากที่สุด คือ ฤดูใบไม้ผลิราวเดือนมีนาคมและฤดูใบไม้ร่วงราวเดือนตุลาคม ทั้งนี้ในช่วงเดือนเมษายนก็จะเป็นช่วงเทศกาลใหญ่ประจำปี เทศกาลมิยาโกะ

โอซาก้า


เมืองที่ใหญ่อันดับสองของประเทศ นอกจากจะเป็นเมืองธุรกิจสำคัญของประเทศแล้ว ยังขึ้นชื่อด้านอาหารในราคาย่อมเยา เพราะไม่ว่าจะมุมไหนของเมือง คุณก็สามารถหาร้านอาหารรสชาติเป็นเลิศ แต่ราคาสบายกระเป๋าได้ไม่ยาก นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ปราสาทโอซาก้า, ยูนิเวิร์ลซัล สตูดิโอแห่งญี่ปุ่น และสวนลอยน้ำโอซาก้านั้นเที่ยวได้ตลอดปี ฤดูชมซากุระเมืองนี้จะอยู่ราวกลางเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน

ฟุกุโอกะ

ใครรักอาหารทะเลคงต้องชอบฟุกุโอกะ นอกจากนี้ยังเป็นบ้านเกิดของบะหมี่ราเม็งอันลือชื่อของญี่ปุ่น ฉะนั้นรับรองว่าหากไปเยือนฟุกุโอกะ คุณจะไม่มีทางพลาดการชิมราเม็ง เพราะร้านบะหมี่ข้างทางถือเป็นร้านอาหารยอดนิยม ไม่ต่างจากรถขายไส้กรอกในอเมริกา หรือแผงขายส้มตำบ้านเรา นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่มีคุณภาพการใช้ชีวิตสูง ถึงกับได้ฉายาว่าเป็นเมืองที่รีเล็กซ์ หรือเครียดน้อยที่สุดในญี่ปุ่นเลยทีเดียว
ฤดูกาลท่องเที่ยวของฟุกุโอกะ จะอยู่ราวเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนพฤษภาคม โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลโกลเด้นวีคและในช่วงเดือนกันยายน-เดือนตุลาคมก็เป็นช่วงที่อากาศกำลังสบายน่าไปเที่ยวอีกช่วงหนึ่ง

นารา

เมืองแห่งกวางหรือเมืองนารา ทุกหนแห่งที่คุณเดินทางคุณจะพบเห็นกลุ่มกวางอันเป็นมิตรกับผู้คน นอกจากนี้นารายังถือเป็นแหล่งกำเนิดของขนบธรรมเนียมสำคัญๆ ของชาวญี่ปุ่น เมืองนารานี้มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย เช่น พระพุทธรูปไดบุทสึ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหล่อที่ใหญ่ที่สุดของโลก วัดโฮริวจิ ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยไม้ที่เก่าแก่ที่สุดของโลกและได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเช่นเดียวกับวัดโทไดจิวัดเก่าแก่ที่สุดของเมือง
เมืองนาราสามารถเที่ยวได้ตลอดปี ฤดูชมซากุระเมืองนี้จะอยู่ราวกลางเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน และช่วงใบไม้เปลี่ยนสีตั้งแต่ราวเดือนตุลาคม-ต้นเดือนธันวาคม

Travel in Japan