Author Archive

ท่องเที่ยวญี่ปุ่น 10 เมืองหลักที่ต้องไป

ท่องเที่ยวญี่ปุ่น 10 เมืองหลักที่ต้องไปเยือนให้ครบเมื่อไปประเทศญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่น่ามาท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เเละมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายหลายต่อหลายเมืองที่มีความสวยงามเเละน่าสนใจในการมาเที่ยวชมเป็นอย่างมาก เเละนี่คือ 10 เมืองหลักที่น่าเที่ยวของญี่ปุ่น ซึ่งหากคุณได้มีโอกาสเเวะเวียนมาเที่ยวญี่ปุ่นเเล้วต้องไม่พลาดมาเที่ยวให้ได้ซักครั้ง ไม่เช่นนั้นเเล้วจะเหมือนว่ามาไม่ถึงญี่ปุ่นเลยทีเดียว

โตเกียว ถือว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญอย่างมากของบรรดานักท่องเที่ยวหน้าใหม่เเละหน้าเก่าที่มาเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งเเต่เดิมนั้นเมืองเเห่งนี้เรียกกันว่า เอโดะ ก่อนจะผ่านยุคสมัยทั้งความรุ่งเรืองเเละราบคาบจากพิษสงคราม พร้อมกับการฟื้นขึ้นมาเป็นเมืองที่มีความทันสมัยมากที่สุดอีกเเห่งของโลก เเถมยังได้ชื่อว่าเป็นมหานครที่มีประชาชนพลุกพล่านอย่างมาก โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตมากมายที่ไม่ควรพลาดไปเที่ยวชมทั้งในส่วนของ พระราชวังอิมพีเรียล, ศาลเจ้าเมจิ, สถานีรถไฟโตเกียว, วัดเซ็นโซจิ หรือวัดอาซากุสะ เเลนด์มาร์คที่สำคัญของโตเกียว รวมทั้ง โตเกียว ทาวเวอร์ เเละโตเกียวสกายทรี ที่สามารถให้คุณได้เห็นวิวของกรุงโตเกียวในมุมที่กว้างอย่างมาก เเละมีย่านช็อปปิ้งมากมายทั้ง ชิบูย่า, ชินจูกุ, ฮาราจูกุ, อากิฮาบาระ, อาซากุสะ, กินซ่า, โคเอนจิ, จิยูกาโอกะ, ยานากะ เเละอิบิซึ ส่วนเมืองใหม่อย่างโอไดบะ นั้นก็นับว่าไม่ควรพลาดเช่นกัน โดยเมืองเเห่งนี้มีระบบขนส่งเเบบรางที่ทันสมัยเเละครอบคลุมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทั้งหมดอีกด้วย

10 เมืองหลักที่น่าเที่ยวของญี่ปุ่น-โอซาก้า

โอซาก้า เมืองใหญ่อันดับที่สองของญี่ปุ่น เป็นเมืองท่าเก่าเเก่เเละเป็นเมืองเเห่งการค้ามาตั้งเเต่ไหนเเต่ไร มีความสวยงามเเละลงตัวของยุคสมัย เพราะความคึกคักเเละจริงใจของผู้คน โดยมีการคมนาคมที่เเสนจะสะดวกกับเมืองหลวงอย่างโตเกียวด้วยระไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นเส้นทางเเรกของญี่ปุ่น เเละมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่เเสนจะน่าสนใจเเละน่ามาเที่ยวชมอย่างมาก โดยไฮไลท์อันดับหนึ่งต้องยกให้กับ ปราสาทโอซาก้า ที่เเสนจะสวยงาม โดยมีสวนสาธารณะเคมะ ซากุระโนมิยะ เป็นจุดชมซากุระยอดอิตในช่วงเดือนเมษายน ส่วนชิงช้าสวรรค์ยักษ์ HEP Five ก็น่าสนใจรวมทั้งเเหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อีกทั้ง Universal Studios Japan ที่สาวกของแฮรี่ พอตเตอร์ ต้องไม่พลาด โดยมี พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง, ศาลเจ้าใหญ่สุมิโยชิไทฉะ, ศาลเจ้า โอซาก้า เทมมังกุ ที่น่าสนใจไม่เเพ้กัน ส่วนย่านช็อปปิ้งดังอย่าง ชินไซบาชิ เเละเด็น เด็น ทาวน์ รวมถึงชินเสะไก เเละเท็นจิมบาชิสุจิ ก็น่ามาเสียเงินเสียทองอย่างมาก เเละที่พลาดไม่ได้เลยก็คือป้ายโฆษณาของกูลิโกะเเละขาปูยักษ์ที่ย่านมินามิและย่านโดทงบุริ

10 เมืองหลักที่น่าเที่ยวของญี่ปุ่น-ซัปโปโร่

ซัปโปโร เมืองหลวงของภูมิภาคเหนือสุดอย่างฮอกไกโด ถือว่ามีความสวยงามเเละเป็นเมืองใหม่ที่มีการวางผังเมืองเเบบอเมริกัน โดยการมีสวนสาธารณะโอโดริ อยู่ใจกลางเมืองเเละเป็นสถานที่สำหรับจัดเทศกาลหิมะประจำปีที่มีชื่อเสียงอีกด้วย ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในซัปโปโร่ก็มีทั้งที่ ทำเนียบรัฐบาลเก่าฮอกไกโด ที่เเสนจะสวยงามเเละเก่าเเก่ ส่วนทางด้านของภูเขาโมะอิวะ ก็เป็นจุดชมวิวที่งดงาม เเละโรงงานช็อคโกแลตอิชิยะ ก็จะทำให้คุณได้รู้จักกับ Shiroi Koibito ดียิ่งขึ้น โดยที่ พิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร ก็น่าสนใจไม่เเพ้ตลาดปลานิโจเเละตรอกราเมงโยโกโชะ ยิ่งในฤดูหนาวนั้นเมืองเเห่งนี้จะมีมนต์เสน่ห์อย่างมากเลยทีเดียว

10 เมืองหลักที่น่าเที่ยวของญี่ปุ่น-เกียวโต

เกียวโต นั้นเป็นเมืองหลวงเก่าอีกเเห่งของญี่ปุ่นที่ไม่ได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดของผ่านสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 เลยเเม้เเต่น้อย โดยผังเมืองเกียวโตนั้นลอกเเบบมาจากเมืองฉางอาน ของจีนทุกกระเบียดนิ้ว เเละเป็นเมืองหลวงมาตั้งเเต่สมัยเฮอันเคียว จนถึงตอนต้นของยุคเมจิ โดยสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในเกียวโตจะเป็นวัดวาอาราม เเละศาลเจ้า หรืออาคารที่มีความเก่าเเก่อย่างมาก ทำให้บรรยากาศในเมืองเเห่งนี้มีเเต่ความวินเทจเป็นอย่างยิ่ง โดยสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจนั้นก็มีอย่างหลายเเห่งด้วยกันทั้งที่ ตลาดนิชิกิ, สวนป่าไผ่, ย่านอาราชิยะมะ, วัดคิโยะมิสุ, ศาลเจ้ายาซากะ เเละเเลนด์มาร์คที่สำคัญอย่าง คินคาคุจิ พร้อมด้วยวัดวาอารามมากมายทั้ง วัดคิโยมิซุเดระ, วัดเบียวโดอิน, วัดโคซันจิ, วัดโทจิ, วัดเท็นริวจิ เเละวัดเรียวอันจิ ส่วนทางด้านของศาลเจ้าฟูชิมิ อินะริ ก็โด่งดังอย่างมาก พร้อมสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมายหลายเเห่งด้วยกัน

10 เมืองหลักที่น่าเที่ยวของญี่ปุ่น-นารา

นารา เป็นเมืองหลวงเก่าอีกเเห่งของญี่ปุ่นในยุคเฮอัน ได้ฉายาว่าเป็นเมืองเเห่งกวาง เเละมีวัดวาอารามที่สำคัญอยู่มากมายเต็มเมืองไปหมด อีกทั้งได้รับการบูรณะเเละรักษาเอาไว้อย่างดีจนกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอย่างมากในปัจจุบันทั้ง สวนกวางนารา ที่อยู่ใจกลางเมือง เเละเเวดล้อมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมากมายทั้ง วัดโทไดจิ, ศาลเจ้าคาสุกะ, โคฟุคุจิ เเละพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเมืองนารา นอกจากนี้เเล้วก็ยังมี วัดโคฟุคุจิ, วัดโทโชไดจิ, วัดโฮริวจิ, วัดปูเซนจิ โดยมีศาลเจ้าที่น่าไปเที่ยวชมทั้ง ศาลเจ้าคาชิฮาระเเละสุสานโบราณอิชิบูไต นับว่าเป็นเมืองที่ความเก่าเเก่เเละได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกเเห่งของญี่ปุ่น

10 เมืองหลักที่น่าเที่ยวของญี่ปุ่น-โอกินาว่า

โอกินาว่า เป็นเกาะใต้สุดของญี่ปุ่นเเต่เดิมนั้นคืออาณาจักอิสระที่เรียกว่า ริวกิว ก่อนจะถูกรวมเข้ากับญี่ปุ่นมรยุคเมจิ โดยเป็นบริเวณที่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ซึ่งอาจจะมีลักษณะที่เเตกต่างไปจากญี่ปุ่นเเผ่นดินใหญ่บ้าง เเต่ก็นับว่าน่าสนใจเเละมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายหลายเเห่งที่น่ามาเที่ยวทั้ง ปราสาทชูริ ที่เป็นเหมือนเเลนด์มาร์คของที่นี่ รวมทั้งสุสานทามาอุตุน, พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชูราอูมิ, หมู่บ้านวัฒนธรรมริวกิว, คฤหาสน์นาคามูระ, สวนชิคินาเอน, สวนสนุกโอกินาว่าเวิล์ด, ซากปราสาทซาคิมิ, ซากปราสาทนาคิจิน เเละาสาทนาคางุซูกุ ก็ถือว่าน่าสนใจทั้งหมด

10 เมืองหลักที่น่าเที่ยวของญี่ปุ่นฮิโรชิม่า

ฮิโรชิม่า นั้นเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมาก จากการเป็นเมืองที่ถูกถล่มด้วยระเบิดปรมณูเป็นที่เเรกของโลก โดยมีจุดที่น่ามาท่องเที่ยวหลายเเห่งด้วยกัน ทั้งในส่วนของ เกาะมิยาจิม่า เเหล่งท่องเที่ยวระดับเเลนด์มาร์คของญี่ปุ่น กับเสาโทริอิ กลางทะเลสีเเดง ส่วนทางด้านของพิพิธภัณฑ์สันติภาพฮิโรชิม่า เเละ A-Bomb Dome ก็เหมือนเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์เเห่งความโหดร้ายจากสงคราม รวมทั้งที่ ปราสาทฮิโรชิม่า เเละสวนชุกเคเอ็น ก็สวยงามเเละน่ามาเที่ยวชมอย่างมาก

10 เมืองหลักที่น่าเที่ยวของญี่ปุ่น-นางาซากิ

นางาซากิ เป็นอีกเมืองที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนเเรงจากระเบิดปรมณูในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เเละทำให้เมืองท่าเก่าเเก่โบราณเเห่งนี้มีการสร้างวัฒนธรรมเเบบผสมผสานขึ้นมาอย่างน่าสนใจ โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง วัด Kofukujji, วัด Daio Honden, วัด Kotaiji ที่เก่าเเก่เเละน่าสนใจ โดยทางด้านของชินชิไชน่าทาวน์ ก็เป็นไชน่าทาวน์ที่มีความเก่าเเก่มากที่สุดในญี่ปุ่น โดยที่ agasaki Atomic Bomb Museum และ Peace Park นั้นก็ถือว่าเป็นเเลนด์มาร์คของที่นี่เลยก็ว่าได้

10 เมืองหลักที่น่าเที่ยวของญี่ปุ่น-ชิซูโอกะ

ชิซูโอกะ นั้นเป็นอีกเมืองที่มีความน่าสนใจเเละเป็นถิ่นกำเนิดของ โตกุกาว่า อิเอยาสึ โชกุนคนเเรกของตระกูลโตกุกาว่าที่ปกครองญี่ปุ่นยาวนานกว่า 200 ปี โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจทั้ง ศาลเจ้าคุโนซังโทโชกุ, พิพิธภัณฑ์ของโชกุนคุโนซัง, ปราสาทซัมปุ, สวนญี่ปุ่นโมมิจิยามะ, ท่าเรือชิมิซุ, ตลาดคาชิโนะอิจิ, ชายหาดมิโฮ, แหลมอิโรซากิ รวมทั้งที่ สวนสาธารณะชิโมดะ ก็นับว่าน่าสนใจมาเที่ยวชม

10 เมืองหลักที่น่าเที่ยวของญี่ปุ่น-โกเบ

โกเบ เป็นอีกเมืองท่า ที่มีความน่าสนใจเเละน่ามาเที่ยวอย่างยิ่ง โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายเเห่งด้วยกันทั้งที่ โกเบ พอร์ททาวเวอร์, พิพิธภัณฑ์เด็กอังปังแมน, พิพิธภัณฑ์แผ่นดินไหวโกเบ, บ่อน้ำพุร้อนอะริมะ, วัดชิคุรินอิน, วัดเนียวอิรินจิ, ศาลเจ้ามิคุมาริ, ศาลเจ้าอิคุตะ, ภูเขารอคโคะ เเละย่านคิตะโนะ ทำให้เมืองเเห่งนี้เป็นมากกว่าเเค่เมืองท่าธรรมดา

parlementfran cophonedesjeunes
ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

แนวโน้มชาวมุสลิม ท่องเที่ยวญี่ปุ่นสูงขึ้น

มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลสู่ญี่ปุ่นจำนวนมาก โดยญี่ปุ่นตั้งเป้าสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเป็น 15 ล้านล้านเยน ในปี 2563 จึงมีมาตรการประกาศผ่อนผันวีซ่าในหลายประเทศ รวมถึงประเทศที่มีมุสลิม แน่นอนว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมุสลิมเพิ่มขึ้นตามมา

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงโตเกียว กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า ประเทศญี่ปุ่นมีทรัพยากรท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทั้งสถานที่ วัฒนธรรม สินค้า และอาหารต่างๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ผนวกกับความร่วมมือจากภาครัฐที่ต้องการผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รัฐบาลชินโสะ อาเบะ จึงประกาศผ่อนผันวีซ่านักท่องเที่ยวให้กับประเทศต่างๆ จำนวนมาก รวมทั้งประเทศที่มีมุสลิมจำนวนมากอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2556 ส่งผลให้จำนวนชาวมุสลิมเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ จากการประกาศผ่อนผันวีซ่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นถึง 60% นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังมีมาตรการอื่นๆ เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวด้วย เช่น การปรับปรุงด้านระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และการปฏิรูปภาษี เป็นต้น อีกทั้งยังมีการปรับปรุง ฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรม ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเป็นภาษาต่างๆ สร้างสวนธารณะที่มีรัฐเป็นเจ้าของ และปรับปรุงเส้นทางคมนาคมไปสู่สถานที่ท่องเที่ยว ทั้งรถไฟและรถประจำทาง ซึ่งนอกจากจะเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกในปี 2563 ซึ่งจะมีนักกีฬาและผู้เข้าชมกีฬาต่างชาติหลั่งไหลเดินทางมาประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก

ถึงอย่างไรก็ดี ร้านอาหารฮาลาลและผู้ประกอบการอาหารฮาลาลยังมีจำนวนจำกัดในประเทศญี่ปุ่น โดยชาวมุสลิมในประเทศญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีถิ่นพำนักในเขตเมืองหลวงและเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เช่น โตเกียว จิบะ และโอซากา เป็นต้น ประกอบกับสถานที่
ท่องเที่ยวยอดนิยม และความสะดวกสบายในการเดินทางยังจำกัดอยู่ในบางพื้นที่ ส่งผลให้สถานที่จำหน่ายอาหารฮาลาลและร้านอาหารฮาลาลของญี่ปุ่นมีจำนวนไม่มากนัก

นอกจากนี้ หน่วยงานรับรองมาตรฐานฮาลาลของญี่ปุ่นมีหลายหน่วยงาน และส่งผลให้การจัดเก็บข้อมูลไม่มีความชัดเจนมากนัก โดยคาดว่าร้านอาหารฮาลาลในประเทศญี่ปุ่นจะมีจำนวนอย่างน้อย 26 ร้าน หรือมากที่สุด 160 ร้าน

สำหรับยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว รายงานว่า ญี่ปุ่นมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็น 40 ล้านคน ในปี 2563 และเพิ่มเป็น 60 ล้านคน ในปี 2573 จากปี 2558 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพียง 19.73 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเร่งให้มีการเพิ่มที่พักอาศัยในจังหวัดต่างๆ ให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ 130 ล้านคน ภายในปี 2573 โดยเพิ่มขึ้น 5 เท่า จากปี 2558 รวมถึงตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางกลับมาท่องเที่ยวซ้ำ ให้มีจำนวน 36 ล้านคน ภายในปี 2573 เพิ่มขึ้น 3 เท่า จากปี 2558 ขณะที่ตั้งเป้ามูลค่าการบริโภคโดยนักท่องเที่ยวต่างชาติในญี่ปุ่นเป็น 8 ล้านล้านเยน ภายในปี 2563 เพิ่มขึ้น 2 เท่า จากปี 2558 และ 15 ล้านล้านเยน ภายในปี 2573

ขณะที่สถานการณ์การท่องเที่ยวไทย มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาในเดือน ก.พ. 2561 สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 5 รองจากประเทศจีน มาเลเซีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ในปี 2560 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางมายังประเทศไทยทั้งสิ้น 1.54 แสนคน เพิ่มขึ้น 7.28% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559

parlementfran cophonedesjeunes
งดเที่ยวญี่ปุ่น

แนะคนไทยงดเที่ยว “ญี่ปุ่น” ชั่วคราว เหตุ “ไวรัสโคโรนา” จ่อระบาดในประเทศ

สธ. คุมเข้มผู้ที่เดินทางมาจาก “ญี่ปุ่น-สิงคโปร์” เทียบเท่าเดินทางจาก “จีน” แนะไม่จำเป็นงดเดินทางไปเที่ยว หลังญี่ปุ่นยกระดับเตือน “ไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019” แพร่ระบาดระยะใหม่

วันที่ 18 ก.พ.63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น แถลงยอดผู้ป่วยไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 (COVID-19) เพิ่มเป็น 454 คน หลังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 99 คน บนเรือสำราญไดมอนด์ ปริ๊นซ์เซส แต่ไม่แน่ชัดว่ารวมชาวอเมริกัน 14 คน ที่ขึ้นเครื่องบินอพยพกลับสหรัฐฯ ไปแล้วด้วยหรือไม่ พร้อมกับเตือนว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ในญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ “ระยะใหม่” แนะนำพลเมืองหลีกเลี่ยงที่ชุมชนหรืองานเทศกาลขนาดใหญ่

ขณะที่ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงสถานการณ์ผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศไทยว่า พบผู้ป่วยรายใหม่อีก 1 ราย เป็นหญิงชาวจีน อายุประมาณ 60 ปี อยู่ในครอบครัวผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ชาวจีนก่อนหน้านี้ 9 ราย ถือว่าเป็นครบทุกคน เท่ากับขณะนี้ไทยมีผู้ป่วยทั้งหมด 35 ราย รักษาหายและกลับบ้านแล้ว 15 ราย เหลือพักรักษาตัวอยู่ 20 ราย เทียบเป็นอัตรากว่า 40 เปอร์เซ็นต์ และถือว่าไทยมีอัตราการรักษาผู้ป่วยให้หายสูงสุดในโลก ไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนรายที่อาการหนัก 2 ราย ใช้เครื่องช่วยหายใจรักษาร่วมด้วย กล่าวได้ว่า ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ มีผู้ป่วยมากกว่าไทย

โดยทางการญี่ปุ่นประกาศว่ามีผู้ป่วยที่ไม่เกี่ยวข้องกับคนจีน แสดงว่าอยู่ในการแพร่ระบาดระยะที่ 3 คือระบาดภายในประเทศ ดังนั้น ประเทศไทยจะให้มีการขยายการคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจาก 2 ประเทศนี้ด้วย หากเดินทางมาแล้วมีไข้ จะถือเป็นผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค และจับเข้าห้องแยกโรคทันทีเพื่อรับการรักษา

หากตรวจวินิจฉัยแล้วไม่มีไข้ก็จะเช็กประวัติ ตรวจสอบที่อยู่ และติดตามเป็นเวลา 14 วัน รวมถึงขยายการดำเนินงานในส่วนเขตสุขภาพที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีสนามบิน ท่าเทียบเรือ ได้แก่ เขตสุขภาพที่ 1 เชียงใหม่ เชียงราย เขตสุขภาพที่ 6 ชลบุรี สมุทรปราการ เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เขตสุขภาพที่ 11 ภาคใต้ตอนบน จ.ภูเก็ต เพื่อควบคุมการระบาดในประเทศ ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย หากพบมีอาการหวัดให้มีการตรวจวินิจฉัยอาการตั้งแต่ต้น

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปญี่ปุ่นกว่า 1 ล้านคนต่อปี ส่งผลให้นักท่องเที่ยวไทยติดอยู่ในอันดับ 5 ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางไปญี่ปุ่นในแต่ละปี จึงขอเตือนคนไทยหากไม่มีความจำเป็นโปรดหลีกเลี่ยงการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นในสถานการณ์ที่มีการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019.

parlementfran cophonedesjeunes
ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

5 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น พลาดไม่ได้ในปี 2017

จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นสร้างสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวจำนวนมากเริ่มแสวงหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆในภูมิภาคที่ไกลออกไป ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมก็พัฒนาเพิ่มรูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้มาเยือน

เว็บไซต์การท่องเที่ยวของญี่ปุ่นแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว 5 แห่งที่พลาดไม่ได้ในปี 2017

1. เลโก้แลนด์ เมืองนาโงยะ จังหวัดไอจิ

นาโงยะ เป็นเมืองใหญ่อันดับ 4 ของญี่ปุ่น และเป็นเมืองในเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมจากโตเกียวไปยังนครโอซากา แต่นักท่องเที่ยวจำนวนมากกลับพลาดโอกาสแวะชมเมืองนาโงยะที่มีทั้งปราสาทโบราณ, ศาลเข้า และพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจ

เลโก้แลนด์ จะเป็นจุดขายใหม่ของเมืองนาโงยะ และตั้งเป้าจะเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 1 เมษายนนี้ โดยเป็นสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรกของญี่ปุ่น ที่ใช้ตัวต่อเลโก้กว่า 17 ล้านชิ้นมาสร้างเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของญี่ปุ่นและทั่วโลก ภายในสวนสนุกจะแบ่งเป็น 7 โซน ซึ่งเด็กๆและครอบครัวจะสนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ เช่น ขี่มังกรรอบปราสาทนาโงยะจำลองที่สร้างขึ้นจากตัวต่อเลโก้, ทดลองขับรถจำลอง และชมการแสดงโชว์ต่างๆ

เลโก้แลนด์ สวนสนุกใหม่ล่าสุดนี้ นักท่องเที่ยวได้ชมสถานที่สำคัญทั่วประเทศญี่ปุ่นที่สร้างขึ้นจากตัวต่อเลโก้ เรียกได้ว่า สามารถเที่ยวทั่วญี่ปุ่นได้ในวันเดียว

2. ปราสาทอุเอดะ จังหวัดนางาโนะ

ปราสาทอุเอดะสร้างขึ้นในปี 1583 โดย สะนะดะ มาสะยุคิ ซามูไรผู้เลื่องลือว่าสามารถใช้ปราสาทแห่งนี้ต้านทานกองทัพที่ยิ่งใหญ่กว่าของโชกุนโตกุงะวะได้ถึง 2 ครั้ง 2คราในยุคสงครามชิงอำนาจแดนอาทิตย์อุทัย

ปราสาทอุเอดะ เป็นสถานที่ชมดอกซากุระที่สวยงามที่สุดในจังหวัดนางาโนะในทุกวันนี้ กลายเป็นที่รู้จักทั่วญี่ปุ่นหลังจากสถานีโทรทัศน์ NHK นำเสนอซีรียส์เรื่อง “สะนะดะ มารุ” ในปีที่แล้ว บอกเล่าวีรกรรมของขุนศึกผู้กล้าหาญ และทำให้ชาวญี่ปุ่นเดินทางตามรอยละครดังมายังเมืองอุเอดะ

นอกจากความอลังการของปราสาทและความงดงามของดอกซากุระ พิพิธภัณฑ์ใกล้ปราสาทอุเอดะยังจัดนิทรรศการพิเศษเกี่ยวกับตระกูลของ “สะนะดะ มาสะยุคิ” และนักท่องเที่ยวยังจะได้ชมปราสาทอุเอดะย้อนหลังไปเมื่อ 400 ปีก่อนผ่านเทคโนโลยี virtual reality ความยิ่งใหญ่ของปราสาทอุเอดะและกระแสจากละครดัง ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้ในปี 2017

3. ซัปโปโร เกาะฮอกไกโด

กระแสท่องเที่ยวฮอกไกโดถูกจัดประกายขึ้นตั้งแต่การขยายเส้นทางรถไฟด่วนซินคันเซน อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้ เกาะฮอกไกโดยังได้รับคัดเลือกจากนิตยสาร Lonely Planet ให้เป็น “สุดยอกแหล่งท่องเที่ยวในเอเชีย” เมื่อปีที่แล้ว ทำให้เมืองซัปโปโร เมืองเอกของเกาะฮอกไกโดขึ้นแท่นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม

ในปี 2017 ซัปโปโรจะเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ฤดูหนาว สร้างกระแสคึกคักให้กับการท่องเที่ยว และทำให้เทศกาลหิมะที่ผ่านพ้นไปเมื่อเดือนมีนาคม มีนักท่องเที่ยวมาเยือนซัปโปโรมากเป็นประวัติการณ์

ซัปโปโรไม่เพียงมีหิมะเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ แต่ยังผสมผสานสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือนแบบตะวันตก นอกจากนี้ยังมีอาหารทะเลที่อร่อย ราเม็งรสเด็ด และเบียร์รสเยี่ยมอีกด้วย

4. เกียวโต

ในการสำรวจแหล่งท่องเที่ยวยอดนยิมในญี่ปุ่น ไม่เคยมีครั้งไหนที่ “เกียวโต” เมืองหลวเก่าของญี่ปุ่นจะไม่ติดอันดับ เพราะที่คือ คือสุดยอดแห่งความเป็นญี่ปุ่น ที่มีทั้งวังหลวง, วัด ,ศาลเจ้า, สวน และธรรมชาติที่งดงาม นอกจากนี้ยังมีอาหารแบบต้นตำรับญี่ปุ่น, พิธีชงชา รวมทั้งสาวเกอิชา เกียวโตจึงเป็นสถานที่เพียงไม่กี่แห่งในญี่ปุ่นที่ผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นเข้ากับยุคใหม่ปัจจุบัน

ทุกวันนี้ นักท่องเที่ยวเกียวโตแห่ไปเยือนเกียวโตอย่างล้นหลามจนการจราจรติดขัด และคาดว่าช่วงก่อนการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกในปี 2020 จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล ดังนั้นหากต้องการเดินเที่ยวเล่นอย่างสบายอารมณ์ที่เกียวโต จึงควรรีบไปตั้งแต่บัดนี้!

5. คะนะซะวะ จังหวัดอิชิคะวะ

คะนะซะวะ ได้ชื่อว่า “ลิตเติล เกียวโต” เนื่องจากมีบรรยากาศโบราณเฉกเช่นเดียวกัน แต่สามารถเดินเที่ยวได้อย่างไม่แออัด เมืองที่เคยเป็นสถานที่พักร้อนของโซกุนนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทึ่ได้รับความนิยมหลังจากขยายเส้นทางรถไฟชินคันเซ็นเมื่อ 2 ปีก่อน ทำให้สามารถเดินทางจากกรุงโตเกียวด้วยเวลาเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง

คะนะซะวะ มีถนนยอดนิยมที่รายล้อมด้วยบ้านไม้แบบโบราณ, สวน “เคนโรคุเอ็น” ที่ได้รับยกย่องเป็นสวนสวยที่สุดอันดับ 3 ของญี่ปุ่น ความโดดเด่นของคะนะซะวะที่เกียวโตไม่มี คือ พื้นที่ติดริมทะเล จึงมีอากาศเย็นสบาย ทิวทัศน์ชายฝั่ง และอาหารทะเลรสเยี่ยม

นอกจากนี้ คะนะซะวะยังขึ้นชื่อเรื่องการทำทอง งานฝีมือจากทองคำได้รับการยอมรับทั่วญี่ปุ่นมานานกว่า 100 ปี ที่นี่จึงมีการประยุกต์นำแผ่นทองคำเปลวมีใช้ในอาหาร, ขนม และไอศกรีม เป็นความอร่อยแบบหรูหรา

parlementfran cophonedesjeunes
เที่ยวญี่ปุ่นที่ไหนดี 5 สุดยอดเมืองน่าเที่ยวของ“ญี่ปุ่น”

เที่ยวญี่ปุ่นที่ไหนดี 5 สุดยอดเมืองน่าเที่ยวของ“ญี่ปุ่น”ไปทีเดียวเที่ยวได้ครบรส

เมื่อพูดถึงเมืองแห่งการท่องเที่ยว็คงจะหนีไม่พ้น ประเทศญี่ปุ่น ที่กลายมาเป็นอันดับ 1 ที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนั้นอยากมาเที่ยวมากที่สุด ซึ่งนอกจากจะเป็นเมืองมีที่วัฒนธรรมที่น่าหลงใหล และผู้คนที่น่ารักและแตกต่างจากประเทศอื่นๆแล้ว ประเทศญี่ปุ่นยังมีธรรมชาติที่สวยงามที่สามารถมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และหลายคนที่มาเที่ยวยังยอมรับอีกว่า ถ้ามีโอกาสก็อยากที่จะกลับมาเที่ยวญี่ปุ่นอีก เพราะการเดินทางที่สะดวกทั้ง เครื่องบิน รถไฟ และ รถเมล์ รวมถึงหลายเสียงที่การันตีความสนุกความดีและความมันส์ขนาดนี้

สำหรับใครที่ยังไม่เคยได้มาเยี่ยมเยียนประเทศญี่ปุ่นสักครั้ง ลองมารู้จักกับ 5 เมืองที่เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวจะมีเมืองไหนที่น่าสนใจและตอบโจทย์ความสนุกของคุณบ้าง ไปติดตามกัน

1. โตเกียว

เที่ยวญี่ปุ่น-ด้วยตัวเอง
เที่ยวญีปุ่น-โตเกียว-ด้วยตัวเอง

Credit :  1986 0125 / Unsplash

แน่นอนว่า มาเที่ยวญี่ปุ่นทั้งทีก็ต้องมาเยี่ยมเยียนเมืองหลวงที่มากไปด้วยสีสัน อย่าง โตเกียว ซึ่งก็มี Landmark สำคัญ อย่าง โตเกียวสกายทรี หรือ โตเกียวทาวเวอร์ ห้างสรรพสินค้าไดเวอร์ซิตี้ ที่สาวกกันดั้มทั้งหลายต้องแวะไปถ่ายรูปด้วยสักครั้ง หรือจะเป็น Tokyo Disney  สำหรับใครที่อยากมาตามรอยตัวการ์ตูนที่คุณชื่นชอบ วัดโด่งดังที่ใครก็ต้องมาสักการะและซื้อเครื่องรางติดตัวไว้ อย่าง วัดอาซากุซะ นอกจากนี้ยังมี แหล่งช้อปปิ้งอีกมากมายให้คุณเดินช้อปได้อย่างจุใจ ทั้ง ฮาราจูกุ ชิบูย่า ชินจูกุ หรือ อิกิฮาบาระ

2. เกียวโต

เกียวโต-เที่ยวญี่ปุ่น-ด้วยตัวเอง

Credit : Su San Lee / Unsplash

kyoto-เที่ยวญี่ปุ่น-เมืองไหนดี

Credit : Lin Mei / Unsplash

kyoto-เที่ยวญี่ปุ่น-เมืองไหนดี

Credit : Nicole Y-C / unsplash

เมืองเก่าของญี่ปุ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก โตเกียวเท่าไหร่นัก  แต่กลับเป็นแหล่งที่รวบรวมอารยธรรมเก่าๆของญี่ปุ่นไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นรถรางหนึ่งเดียวที่ยังเปิดให้บริการอยู่ ซึ่งสามารถนั่งได้เพียงแค่ 200 เยน ตลอดสาย และไฮไลท์ำคัญของนักท่องเที่ยว อย่าง ศาลเจ้าฟุชิมิอินาริไทฉะ ที่มีเสาโทริอิมากกว่า 1000 ต้น หรือ วัดโทจิ กับสัญลักษณ์เจดีย์ 5 ชั้น ที่มีอายุกว่า 1200 ปี หรือ วัดเอคันโด วัดไดโกจิ

3. โอซาก้า

เที่ยวญี่ปุ่น-โอซาก้า

Credit : Agathe Marty / Unsplash

osaka-japan-travel

Credit : Alex Knight / Unsplash

หอคอย-Tsutenkaku-osaka-ญี่ปุ่น

Credit : Rovin Ferrer / Unsplash

เมืองใหญ่ของญี่ปุ่นที่มีอารยธรรมต่างๆหลงเหลือใหคุณได้ดื่มด่ำ อย่างปราสาทโอซาก้า ที่มีสวนซากุระรายล้อมอยู่รอบปราสาท หรือจะเป็นการผัมสัมธรรมชาติอนย่าง น้ำตกมิโนะ หอคอย Tsutenkaku ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองโอซาก้า หรือสวนสนุกเลื่องชื่ออย่าง Universal Studio นอกจากนี้ยังมี ถนนช้อปปิ้งชื่อดังอย่าง ย่านชินไซบาชิ และย่านโดทงโบริ

4. ฮอกไกโด

ฮอกไกโด-เที่ยว-ประเทศ-ญี่ปุ่น-เมืองไหนดี

Credit : Shitota Yuri / Unsplash

เที่ยว-ฮอกไกโดข-เดือนไหนดี-ช่วงไหนดี

ฮอกไกโดเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ด้านบนสุดของประเทศญี่ปุ่น ทำให้มีอากาศที่ค่อนข้างหนาว จึงเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่ชอบเล่นสกีเพราะมีหิมะหนานุ่มปกคลุมตลอดช่วงหน้าหนาว และมีสวนดอกไม้นานาชนิดในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และยังมีดอกซากุระกับวิวสวยๆในช่วงฤดูร้อนให้ได้ถ่ายรูป เรียกได้ว่า ที่เดียวเที่ยวได้ทุกฤดูกาล โดยเฉพาะเมืองฟูราโน่ ที่มีร้าอาหารชื่อดังมากมาย สวนดอกไม้และลานสกีที่หลายๆคนจะต้องไปเยี่ยมเยียนให้ได้สักครั้ง

5. ซัปโปโร

ไปญี่ปุ่น-ฮอกไกโด-หิมะ

ถ้าพูดถึงเทศกาลหิมะ ก็ต้องเป็นเมืองอื่นไปไม่ได้นอกจาก ซัปโปโร ที่มีนักท่องเที่ยวตั้งหน้าตั้งตารอเพื่อมาเที่ยวในช่วงเทศกาลหิมะถึงปีละ 2 ล้านคน ซึ่งในทุกๆปีจะมีการจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์และมีระยะเวลา 1 สัปดาห์ให้ได้เยี่ยมชมงานแกะสลักน้ำแข็งนับร้อยชิ้น รับรองความสวยที่จะทำให้คุณฟินไปพร้อมกับอากาศหนาวๆ

สำหรับใครที่อยากวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ก็ลองจัดสรรเวลาและสถานที่ที่คุณจะไปพร้อมศึกษา แผนที่ และเส้นทางการเดินทางให้ละเอียด หาวันหยุด แล้วไปลุยเที่ยวญี่ปุ่นสักทริปรับรองว่าคุณจะต้องติดใจและอยากที่จะกลับไปเยี่ยมเยี่ยนประเทศญี่ปุ่นอีกอย่างแน่นอน

parlementfran cophonedesjeunes
รวม 6 ที่เที่ยวญี่ปุ่น

รวม 6 ที่เที่ยวญี่ปุ่น ที่นักท่องเที่ยวต้องแวะมาชม

ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่หลายคนอยากจะไปเที่ยวกันดูสักครั้ง ซึ่งหากใครมีโอกาสได้ไปแต่ไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหนดี วันนี้เราก็มีสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตในญี่ปุ่นมาแนะนำเช่นกัน รับรองว่าจะต้องโดนใจคุณอย่างแน่นอน ไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีสถานที่เที่ยวแห่งไหนกันบ้าง

1.โตเกียว ดิสนีย์แลนด์

โตเกียว ดิสนีย์แลนด์ สถานที่ท่องเที่ยวที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ต่างนิยมพากันจูงมือลูกหลานไปเที่ยวเป็นจำนวนมาก เพราะที่นี่เป็นดั่งดินแดนในฝันของเด็กๆ กันเลยทีเดียว ซึ่งก็มีทั้งเครื่องเล่นสุดสนุกมากมาย ตัวการ์ตูนดิสนีย์ และการแสดงโชว์สุดตระการตา ที่หาชมได้ที่นี่เพียงที่เดียวเท่านั้น

2.พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชุราอูมิ

พลาดไม่ได้เลยเมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่น เพราะพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และมีสัตว์น้ำแปลกตาให้ได้ชมมากมาย ซึ่งใครที่ชมสัตว์น้ำในไทยจนชินตาแล้ว ก็ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปชมสัตว์น้ำแปลกๆ ที่ญี่ปุ่นกันบ้าง รับรองว่าเร้าใจและน่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กันเลยทีเดียว

3.ตึกอูเมดะสกาย

แลนด์มาร์คของญี่ปุ่น ที่หากไม่แวะมาชมถือว่าพลาดมาก เพราะที่นี่เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเมืองโอซาก้าได้ทั้งเมือง แถมตึกยังออกแบบด้วยดีไซน์ที่สวยแปลกตา ดูน่าสนใจเป็นที่สุด โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืนที่มีการเปิดไฟทั่วทั้งตึก จึงทำให้ที่นี่ดูสวยงามตระการตาเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าได้บรรยากาศในการชมวิวสุดๆ

4.โตเกียว ทาวเวอร์

เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยว ที่เมื่อพูดถึงญี่ปุ่นเมื่อไหร่ก็จะต้องนึกถึงโตเกียว ทาวเวอร์ขึ้นมาในทันที ซึ่งก็มีการสร้างขึ้นมาด้วยสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นโบราณ ใช้สีแดงขาวเป็นเอกลักษณ์ และด้วยขนาดที่สูงมากจึงทำให้มองเห็นโดดเด่นมาแต่ไกลเลยทีเดียว ทั้งนี้ใครที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นก็อย่าลืมแวะไปเที่ยวโตเกียว ทาวเวอร์กันดู

5.ภูเขาฟูจิ

มาเที่ยวญี่ปุ่นทั้งที ก็คงต้องแวะไปเที่ยวที่ภูเขาฟูจิกันหน่อยแล้ว เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นภูเขาที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นเลยทีเดียว โดยแนะนำให้นั่งรถไฟสายโทไกโดในการชมภูเขาฟูจิ ซึ่งจะมองเห็นภูเขาฟูจิได้สวยงามตาและชัดเจนเป็นอย่างมาก แต่หากใครอยากจะไปสัมผัสกับภูเขาฟูจิอย่างใกล้ชิดด้วยการปีนขึ้นไปบนยอดเขา ก็ต้องมาเที่ยวในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมเท่านั้น

6.ฮอกไกโด

พลาดไม่ได้เลยกับการไปเล่นสกีที่ฮอกไกโด ซึ่งคุณจะได้สัมผัสกับประสบการณ์การเล่นสกีที่ไม่เคยสัมผัสที่ไหนมาก่อน หรือจะมาชมซากุระในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมก็ได้เหมือนกัน โดยเป็นช่วงที่ดอกซากุระกำลังบานสะพรั่งและมีความสวยงามมากที่สุด

ใครที่กำลังจะไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็ลองจัดสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ไว้ในลิสต์รายการของคุณกันดู ซึ่งก็รับรองเลยว่าคุณจะได้ประสบการณ์ที่เร้าใจและความทรงจำดีๆ กลับมาอย่างแน่นอน

parlementfran cophonedesjeunes
หมู่บ้านชนบทน่าเที่ยวในเมืองญี่ปุ่น

หมู่บ้านชนบทของญี่ปุ่น ที่คุณไม่ควรพลาดแวะไปเยือน

รู้จักหมู่บ้านชนบทของญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาดแวะไปเยือน!

เมื่อพูดถึงญี่ปุ่น  คนส่วนใหญ่อาจจะนึกถึงภาพของ ภูเขาไฟฟูจิ หรือ เสาโทริอิสีแดงหลายร้อยต้นที่ฟูชิมิอินาริ แต่เชื่อว่าต้องมีอีกไม่น้อย ที่เห็นภาพของหมู่บ้านหรือชุมชนในชนบทที่เงียบสงบ ผุดขึ้นมาในความคิด ซึ่งภาพเหล่านั้นอาจจะเกิดจากการได้รับอิทธิพลจากการ์ตูนหรือซีรี่ส์ญี่ปุ่นชื่อดัง หรืออาจจะเคยไปสัมผัสด้วยตาตัวเองมาแล้ว…ก็ว่ากันไป

ซึ่งในความเป็นจริง ญี่ปุ่นก็มีพื้นที่หมู่บ้านหรือชุมชนที่น่าหลงใหลอยู่มากมายกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคในประเทศ และแน่นอนว่า ยังคงโดดเด่นในเรื่องของความเงียบสงบได้ไม่เปลี่ยนแปลงแม้กาลเวลาจะล่วงเลย

และไม่ว่าการเดินทางสู่ญี่ปุ่นในครั้งที่จะมาถึง จะเป็นครั้งแรกหรือครั้งที่ร้อยของคุณก็ตาม เราอยากให้คุณลองหันหลังให้ชิบูย่าและฮาราจูกุ แล้วเดินทางสู่หมู่บ้านเหล่านี้เพื่อเสพความงามแบบเงียบสงบและดื่มด่ำกับธรรมชาติอันแสนมหัศจรรย์ที่หาไม่ได้จากในเมืองศิวิไลซ์ดูสักครั้ง รับรองว่าคุณจะไม่มีวันผิดหวังที่เลือกใส่เส้นทางเหล่านี้ไว้ในทริปสุดพิเศษอย่างแน่นอน

หมู่บ้านบิเอ (Biei-Cho), จังหวัดฮอกไกโด

หมู่บ้านในเมืองเล็กๆที่ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงามและอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในพื้นที่พลุกพล่านของญี่ปุ่น จุดเด่นของที่นี่ นอกจากจะเป็นภูเขาและทุ่งหญ้าอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาแล้ว ความโดดเด่นของอาคารบ้านเรือนที่ก่อสร้างแบบผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเข้าด้วยกันอย่างลงตัว มีการจัดวางผังเมืองที่สวยงาม นักท่องเที่ยวมักนิยมนั่งรถบัส Biei View Bus เพื่อชมเมือง หรืออาจจะเช่าจักรยานสำหรับปั่นชิลๆผ่านทุ่งดอกไม้เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ นอกจากนั้นยังอาจจะแวะออกไปเที่ยวที่ “Shirogane Blue Pond” หรือ บ่อน้ำสีฟ้า ที่อยู่ไม่ไกลเป็นการปิดท้ายทริปได้อีกด้วย

หมู่บ้านชนบทของญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาดแวะไปเยือน!
หมู่บ้านชนบทของญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาดแวะไปเยือน!

หมู่บ้านชาวประมงอิเนะ (Ine-Cho, Ine Fishing Village), จังหวัดเกียวโต

เมืองท่าเล็กๆทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกียวโต เดิมเคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงที่มีชื่อเสียงอย่างมาก แม้ในปัจจุบันจะเป็นชุมชนที่มีรายได้หลักมาจากการท่องเที่ยว  แต่ยังคงอนุรักษ์วิถีของชาวประมงไว้ได้เป็นอย่างดี และยังคงมีท่าเรือที่ใช้ในการประมงอยู่ถึง 5 แห่ง แต่ความโดดเด่นจริงๆของที่นี่คงหนีไม่พ้นภาพของ “ฟุนายะ” หรือ อาคารบ้านเรือนที่เรียงรายอยู่ริมแม่น้ำ ซึ่งมีอยู่ถึง 230 หลัง ที่ในปัจจุบันได้ผันตัวมาเป็นเกสท์เฮ้าส์เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ กิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวก็มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การนั่งเรือชมวิวตะวันลับขอบฟ้า พายเรือคายัคล่องลอยบนผืนน้ำ หรือจะใส่ยูกาตะเดินเล่นในหมู่บ้าน และที่ห้ามพลาดแบบสุดๆคือ กิจกรรมเรียนทำซาซิมิจากปลาสดกับเชฟผู้เชี่ยวชาญในหมู่บ้านนั่นเอง

หมู่บ้านชนบทของญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาดแวะไปเยือน!
หมู่บ้านชนบทของญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาดแวะไปเยือน!

หมู่บ้านสึมาโงะและหมู่บ้านนาริอิ (Tsumago Village & Narai Village), จังหวัดนางาโนะ

หมู่บ้านสึมาโงะและหมู่บ้านนาริอิ เป็น 2 ใน 69 หมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเส้นทางเมืองเก่า Kiso’s Nakasendo ในเขตเมืองชิโอริจิ มีชื่อเสียงโดดเด่นด้วยภาพของอาคารบ้านเรือนโบราณแบบเอโดะหลายร้อยหลัง ตั้งเรียงรายริมถนนที่ทอดยาวจากเหนือจรดใต้กว่า 1 กิโลเมตร อบอวลด้วยบรรยากาศที่เปี่ยมล้นมนต์เสน่ห์ของเมืองเก่าอายุหลายร้อยปี  ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่พักค้างแรมบนเส้นทางการค้าระหว่างโตเกียวและเกียวโตในยุคเอโดะ แต่ปัจจุบันได้แปรสภาพมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่อนุรักษ์สถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณ  ซึ่งได้ถูกเก็บรักษาอย่างสมบูรณ์จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น

หมู่บ้านชนบทของญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาดแวะไปเยือน!
หมู่บ้านชนบทของญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาดแวะไปเยือน!

หมู่บ้านโยชิโนะ (Yoshino-Cho), จังหวัดนารา

เนื่องจากตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองใหญ่ใจกลางหุบเขาที่ธรรมชาติยังคงอุดมสมบูรณ์! “โยชิโนะ” เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับนักท่องเที่ยวในฐานะหนึ่งในจุดชมซากุระที่ดีที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ทั้งในแง่ความสวยงามและจำนวนซากุระที่เบ่งบานสะพรั่งไปทั่วภูเขา ในส่วนของบริเวณพื้นที่รอบหมู่บ้านจะเต็มไปด้วยวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย ซึ่งบางแห่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกการันตีความขลัง และไม่เพียงแค่ดอกซากุระเท่านั้นที่สร้างเสน่ห์ให้หมู่บ้านแห่งนี้ เพราะแม้แต่ในฤดูกาลอื่น ที่นี่ก็ยังมีความงดงามทางธรรมชาติที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินได้ไม่แพ้กัน เช่น ฤดูดอกไฮเดรนเยียบาน หรือฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ฯลฯ

หมู่บ้านชนบทของญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาดแวะไปเยือน!
หมู่บ้านชนบทของญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาดแวะไปเยือน!

หมู่บ้านสึรุอิ (Tsurui), จังหวัดฮอกไกโด

ตั้งอยู่ทางตะวันออกของจังหวัดฮอกไกโด ใกล้กับที่ลุ่มคุชิโระ เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่มีอะไรให้คุณทำมากมาย คุณสามารถเพลิดเพลินกับการปั่นจักรยานและพายเรือแคนู หรือจะลิ้มลองรสไวน์และชีสจากฟาร์มท้องถิ่น รวมทั้งทักทายกับสัตว์เลี้ยงในฟาร์มแสนน่ารัก ซึ่งที่นี่มีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องการทำฟาร์ม และเช่นเดียวกับหมู่บ้านบิเอ “หมู่บ้านสึรุอิ” คืออีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวชนบทที่ห้ามมองข้าม หากคุณต้องการสัมผัสวัฒนธรรมของชนบทญี่ปุ่นขนานแท้!

คำว่า “สึรุอิ หรือ Tsurui (鶴居村)” แปลว่า “หมู่บ้านที่มีนกกระเรียน” เนื่องจากมีนกกระเรียนหลายสายพันธุ์บินมาอยู่อาศัยริมแม่น้ำรอบๆหมู่บ้าน โดยเฉพาะนกกระเรียนมงกุฎแดง ซึ่งได้รับขึ้นทะเบียนให้เป็นสมบัติประจำชาติ ดังนั้นการได้เฝ้าชมฝูงนกกระเรียน (โดยไม่รบกวนสัตว์) จึงเป็นประสบการณ์ที่ห้ามพลาดโดยไม่มีข้อแม้

หมู่บ้านชนบทของญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาดแวะไปเยือน!
หมู่บ้านชนบทของญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาดแวะไปเยือน!

หมู่บ้านฮายาคาวะ (Hayakawa-Cho), จังหวัดยามานาชิ

เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดยามานาชิ โอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงงดงามอันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ (Japan Alp) เป็นแหล่งท่องเที่ยวชนบทที่คุณจะได้สัมผัสกับธรรมชาติอันเงียบสงบจนถึงขีดสุด ด้วยจำนวนประชากรเพียงหนึ่งพันคน ซึ่งน้อยที่สุดในญี่ปุ่น! ทำให้ชาวบ้านที่แม้จะต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างมีมิตรไมตรี แต่ก็มีจิตสำนึกต่อธรรมชาติอย่างเปี่ยมล้น และถือว่าธรรมชาติคือสิ่งสำคัญสำหรับทุกชีวิตกลางหุบเขาแห่งนี้!

นอกเหนือจากการสัมผัสธรรมชาติ ยังมีอีกกิจกรรมสำคัญที่ห้ามพลาด นั่นคือการผ่อนคลายในบ่อออนเซ็นแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่แสนสดชื่นเขียวขจี โดยเฉพาะบ่อออนเซ็นที่โรงแรมนิชิยามา ออนเซ็น เคอันคัง ซึ่งเป็นโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

หมู่บ้านชนบทของญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาดแวะไปเยือน!
หมู่บ้านชนบทของญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาดแวะไปเยือน!

หมู่บ้านฮิกาชินารุเสะ (Higashinaruse-Mura), จังหวัดอาคิตะ

เป็นหมู่บ้านทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดอาคิตะ มีประชากรประมาณ 2,500 คนเท่านั้น พื้นที่หมู่บ้านตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาและธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1889 มีระบบการบริหารที่ทันสมัยมากในยุคเอโดะ  ด้วยภูมิประเทศที่ล้อมรอบด้วยป่าไม้และมีแม่น้ำนารุเสะไหลผ่าน ทำให้ฮิกาชินารุเสะมีสภาพอากาศที่เย็นสบายและมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสถานที่ดูดาวที่ชัดเจนที่สุดในญี่ปุ่น

การเดินสำรวจป่าเพื่อชื่นชมธรรมชาติ คือกิจกรรมที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณ “มากุสะดาเกะ” ที่ถือเป็นจุดไฮไลท์สำคัญ ซึ่งได้รับบันทึกให้เป็นอนุสรณ์สถานทางธรรมชาติ (อนุสรณ์สถานทางธรรมชาติคุริโกมะ) ที่สวยงามเหนือคำบรรยาย นอกจากนั้นการแช่น้ำพุร้อนในบ่อออนเซ็นก็เป็นอีกกิจกรรมที่น่าสนใจ

หมู่บ้านชนบทของญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาดแวะไปเยือน!
หมู่บ้านชนบทของญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาดแวะไปเยือน!
parlementfran cophonedesjeunes
10 สถานที่ท่องเที่ยวแลนด์มาร์คในญี่ปุ่น

10 สถานที่ท่องเที่ยวแลนด์มาร์คในญี่ปุ่นสำหรับ CHECK-IN เห็นปุ๊บก็รู้ว่ามาญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวโดดเด่นหลายแห่ง จนบางครั้งก็อาจเลือกไม่ถูกว่าจะไปที่ไหนดี ดังนั้นการเลือกไปสถานที่ท่องเที่ยวแลนด์มาร์คในญี่ปุ่นก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะได้ไปชื่นชมความงดงามและสัมผัสประสบการณ์สุดประทับใจสมกับที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังแล้ว ยังได้รูป Check-in สวยๆ ไว้อัพลงโซเชียลแบบที่แค่เห็นรูปก็รู้เลยว่ามาเที่ยวญี่ปุ่น!

1. โคมไฟยักษ์ วัดเซนโซจิ (Senso-ji Temple)

วัดเซนโซจิ (Senso-ji Temple)

โคมไฟยักษ์หรือโคมแดงที่แขวนอยู่ตรงประตูคามินาริมง (Kaminarimon Gate) วัดเซนโซจิ (Senso-ji Temple) จังหวัดโตเกียว (Tokyo) ถือเป็นจุด Check-in ห้ามพลาดสุดๆ สำหรับคนมาเยือนเมืองหลวงของญี่ปุ่นค่ะ เพราะเป็นสถานที่ขึ้นชื่อย่านอาซากุสะ (Asakusa) อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่า วัดที่มีโคมไฟยักษ์นี้ไม่ได้ชื่อวัดอาซากุสะหรือ? แท้จริงเป็นความเข้าใจผิดจากตัวอักษรคันจิในชื่อวัดเซ็นโซจิค่ะ เนื่องจากเป็นตัวเดียวกันกับชื่อย่านอาซากุสะ แต่อ่านออกเสียงแตกต่างกันนะคะ

โคมไฟยักษ์สีแดงเด่นนี้มีความสูงถึง 3.9 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.3 เมตร สร้างขึ้นโดยร้านทาคาฮาชิโชจิน ซึ่งเป็นร้านโคมไฟในจังหวัดเกียวโต (Kyoto) และจะมีการเปลี่ยนใหม่ทุกๆ 10 ปีนะคะ ซึ่งภายในวัดเซนโซจินอกจากโคมไฟยักษ์แล้วยังมีจุดน่าสนใจอื่นๆ คือ ประติมากรรมมังกร จากความเชื่อว่ามังกรคอยปกป้องผู้คนในย่านอาซากุสะนั่นเอง

⇒ การเดินทางมาวัดเซนโซจิ

  • นั่งรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro สาย Ginza Line มาลงที่สถานี Asakusa แล้วเดินต่ออีก 5 นาที
  • นั่งรถไฟใต้ดิน Toei สาย Asakusa Line มาลงที่สถานี Asakusa แล้วเดินต่ออีก 5 นาที
  • นั่งรถไฟสาย Tobu Skytree Line มาลงที่สถานี Tobu Asakusa แล้วเดินต่ออีก 5 นาที

2. หอคอยโตเกียวทาวเวอร์ (Tokyo Tower)

โตเกียวทาวเวอร์ (Tokyo Tower)

โตเกียวทาวเวอร์ (Tokyo Tower) เป็นหอคอยกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ดั้งเดิมตั้งอยู่ใจกลางเมืองโตเกียว (Tokyo) โดยเป็นหอคอยชมวิวที่เหมาะแก่การมา Check-in อย่างมาก มีจุดชมวิว 2 แห่งด้านในให้เลือกตามระดับความสูง คือ Main Observatory อยู่ที่ความสูง 150 เมตร และ Special Observatory อยู่ที่ความสูง 250 เมตร สามารถมองเห็นได้ทั้ง เกาะโอไดบะ (Odaiba), สะพานสายรุ้ง (Rainbow Bridge), หอคอยโตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree) ถ้าอากาศดีก็สามารถเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ด้วยค่ะ

หอคอยโตเกียวทาวเวอร์สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1958 ส่วนความสูงนั้นอยู่ที่ 333 เมตร เป็นเพราะผู้สร้างอยากให้สูงกว่าหอไอเฟลที่สูง 324 เมตรนั่นเองค่ะ เราจึงได้มีหอคอยโตเกียวไว้ชมวิวทั้งกลางวันกลางคืน นอกจากนี้ที่ชั้นล่างยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Tokyo Tower Aquarium ให้เยี่ยมชมอีกด้วยค่ะ

⇒ การเดินทางมาโตเกียวทาวเวอร์

  • นั่งรถไฟใต้ดิน Toei สาย Oedo Line มาลงที่สถานี Akabanebashi แล้วเดินต่ออีก 5 นาที
  • นั่งรถไฟใต้ดิน Toei สาย Mita Line มาลงที่สถานี Onarimon แล้วเดินต่ออีก 6 นาที
  • นั่งรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro สาย Hibiya Line มาลงที่สถานี Kamiyacho แล้วเดินต่ออีก 7 นาที

3. เจดีย์แดงชูเรโต (Chureito Pagoda)

เจดีย์ชูเรโต (Chureito Pagoda)

เจดีย์ชูเรโต (Chureito Pagoda) ตั้งอยู่บนเนินเขาภูเขาอาราคุระยามะ (Arakurayama) เมืองฟูจิโยชิดะ (Fujiyoshida) จังหวัดยามานาชิ (Yamanashi) ซึ่งเป็นเมืองที่มีภูเขาไฟฟูจินั่นเองค่ะ เจดีย์แดงชูเรโตจึงมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิ ลักษณะของเจดีย์เป็นเจดีย์ 5 ชั้น มีสีแดงสวยงาม จึงนับเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นค่ะ

ช่วงที่เจดีย์ชูเรโตมีผู้มาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากคือช่วงปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน เพราะเป็นช่วงที่ซากุระบานสะพรั่ง เหมาะแก่การถ่ายรูป Check-in มากค่ะ ส่วนฤดูอื่นๆ ก็งดงามไม่แพ้กัน อย่างฤดูใบไม้ร่วงก็จะมีใบไม้เปลี่ยนสีแดงส้ม ถ้าเป็นฤดูหนาวก็จะมีฉากหลังขาวโพลนตัดกับสีแดงของเจดีย์ค่ะ

⇒ การเดินทางมาเจดีย์แดงชูเรโต

  • นั่งรถไฟสาย Fujikyu Railway มาลงที่สถานี Shimoyoshida แล้วเดินต่ออีก 20 นาที

4. เจดีย์ยาซากะ (Yasaka Pagoda) 

เจดีย์ยาซากะ (Yasaka Pagoda)

เจดีย์ยาซากะ (Yasaka Pagoda) ของวัดโฮคันจิ (Hokan-ji Temple) ถือเป็นแลนด์มาร์คที่ห้ามพลาดของจังหวัดเกียวโต (Kyoto) เพราะเป็นเจดีย์โบราณที่ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าฮิกาชิยาม่า (Higashiyama) โดยอาคารบ้านเรือนเป็นบ้านไม้ 1-2 ชั้นสไตล์โบราณ พื้นถนนปูด้วยหิน จึงให้กลิ่นอายของยุคโบราณ เหมาะแก่การใส่ชุดกิโมโนเดินเที่ยวและถ่ายรูป Check-in มากค่ะ

เจดีย์ยาซากะมีความเก่าแก่มากเพราะสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 592 ก่อนที่จังหวัดเกียวโตจะเป็นเมืองหลวงเสียอีกค่ะ ตัวเจดีย์มี 5 ชั้น สูง 49 เมตร ได้รับการสร้างใหม่หลายครั้ง และเป็นส่วนเดียวที่หลงเหลืออยู่ของวัดโฮคันจิหลังเกิดเหตุไฟไหม้ ทำให้ตั้งตระหง่านอย่างโดดเด่นในย่านฮิกาชิยาม่าถึงปัจจุบัน ที่สำคัญเจดีย์แห่งนี้แตกต่างจากเจดีย์แห่งอื่นๆ ตรงที่สามารถเข้าไปเยี่ยมชมภายในได้ด้วยค่ะ โดยสามารถเข้าไปชมได้ถึงชั้น 2 เลยทีเดียว

⇒ การเดินทางมาเจดีย์ยาซากะ

  • นั่งรถบัสสาย 86, 100, 106, 110, 206 จากสถานี Kyoto มาลงที่ป้าย Kiyomizu-michi แล้วต่ออีกประมาณ 5 นาที

5. ศาลเจ้าเสาแดง ฟูชิมิอินาริ (Fushimi Inari Taisha)

ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ (Fushimi Inari Taisha)

ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ (Fushimi Inari Taisha) ตั้งอยู่ในจังหวัดเกียวโต (Kyoto) เป็นที่รู้จักกันอีกชื่อว่าศาลเจ้าจิ้งจอก เพราะตามความเชื่อแล้วจิ้งจอกเป็นผู้นำสารของเทพอินาริ (Inari) ที่เป็นเทพเจ้าแห่งธัญพืชในศาสนาชินโต จึงไม่แปลกเลยค่ะถ้าเราจะได้เห็นรูปปั้นของจิ้งจอกทั่วบริเวณศาลเจ้า

อย่างไรก็ตาม ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ ยังมีชื่อเสียงโด่งดังจากเสาโทริอิ (Torii Gate) สีแดงที่มีจำนวนหลายพันต้นหรือที่เรียกว่า เซนบอน โทริอิ (Senbon Torii) เรียงต่อกันเป็นอุโมงค์ขนาดยาวดูสวยงามมากค่ะ โดยมีเส้นทางตรงไปยังจุดชมวิวบนยอดภูเขาอินาริที่ความสูง 233 เมตร หากสนใจเดินขึ้นเขาตามเส้นทางเสาโทริอิซึ่งเวลาเดินทางไปกลับประมาณ 2-3 ชั่วโมง ระหว่างทางจะพบทั้งศาลเจ้าขนาดเล็กและเสาโทริอิขนาดย่อมที่ได้รับบริจาคจากผู้คนทั่วไป

⇒ การเดินทางมาศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ

  • นั่งรถไฟสาย JR สาย Nara Line มาลงที่สถานี Inari แล้วเดินต่ออีก 3 นาที
  • นั่งรถไฟสาย Keihan Main Line มาลงที่สถานี Fushimi-Inari แล้วเดินต่ออีก 6 นาที

6. ศาลเจ้ากลางน้ำ อิสึคุชิมะ (Itsukushima Shrine)

ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ (Itsukushima Shrine)

ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ (Itsukushima Shrine) ตั้งอยู่ที่เกาะมิยาจิม่า (Miyajima) ในจังหวัดฮิโรชิม่า (Hiroshima) เป็นศาลเจ้าที่โด่งดังเพราะมีลักษณะคล้ายแพลอยอยู่เหนือพื้นดิน เมื่อน้ำทะเลขึ้นก็จะทำให้เหมือนศาลเจ้าลอยอยู่บนน้ำ ซึ่งมีความงดงามถึงกับอยู่ในหนังสือท่องเที่ยวญี่ปุ่นหลายเล่ม ใครที่ชอบศาลเจ้าสวยๆ แบบนี้ห้ามพลาด Check-in ที่นี่เลยนะคะ

ศาลเจ้าอิสึคุชิมะสร้างขึ้นเพื่อบูชาลูกสาวสามคนของเทพเจ้าแห่งพายุและท้องทะเล คือ ซูซาโนะโอะ โน มิโคโตะ (Sosano-o no mikoto) และเทพเจ้าหญิงแห่งดวงอาทิตย์ อามาเทระสุ (Amaterasu) นอกจากตัวศาลเจ้าแล้ว จุดเด่นอีกอย่างคือเสาโทริอิยักษ์สีแดงตั้งอยู่กลางทะเล โดยมีความสูงถึง 16 เมตร ที่น่าตกใจคือสร้างโดยไม่มีการตอกเสาเข็มนะคะ คาดว่าด้วยน้ำหนักกว่า 60 ตันจึงทำให้ตั้งอยู่ได้เอง เป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อแถมจะถ่ายรูปมุมไหนก็งดงามทีเดียวค่ะ

⇒ การเดินทางมาศาลเจ้าอิสึคุชิมะ

  • นั่งรถไฟ JR  จากสถานี Hiroshima มาลงที่สถานี Miyajimaguchi แล้วต่อเรือ JR Miyajima Ferry ข้ามมายังเกาะมิยาจิม่า (Miyajima) แล้วเดินต่ออีก 15 นาที

7. ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)

ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)

ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) เป็นแลนด์มาร์คที่ตั้งอยู่ใจกลางจังหวัดโอซาก้า (Osaka) ใครชื่นชอบปราสาทญี่ปุ่นยุคโบราณต้องไม่พลาดมา Check-in ที่นี่เลยนะคะ เพราะมีจุดเด่นที่ประตูขนาดใหญ่และป้อมปราการรอบปราสาท โดยปราสาทโอซาก้าสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16 เป็นที่พำนักของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ หนึ่งในบุคคลสำคัญของญี่ปุ่น ซึ่งปราสาทแห่งนี้ถือเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นเลยค่ะ

นอกจากตัวปราสาทที่งดงามจนดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งญี่ปุ่นและชาวต่างชาติแล้ว ยังมีจุดชมซากุระที่งดงามมากทีเดียว ไม่ว่าจะที่ตัวปราสาทและสวนนิชิโนะมารุ (Nisinomaru Garden) ซึ่งบริเวณเหล่านี้เรียกว่า สวนปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle Park) ในฤดูใบไม้ผลิจะเต็มไปด้วยดอกซากุระที่บานสะพรั่ง โดยมีต้นซากุระทั้งหมดกว่า 3,000 ต้นเลยทีเดียว

⇒ การเดินทางมาปราสาทโอซาก้า

  • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Chuo Line หรือ Tanimachi Line มาลงที่สถานี Tanimachi 4-chrome แล้วเดินต่ออีก 15 นาที
  • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Chuo Line หรือ Nagahoritsurumiryokuchi Line มาลงที่สถานี Morinomiya แล้วเดินต่ออีก 20 นาที
  • นั่งรถไฟ JR สาย Osaka Loop Line มาลงที่สถานี Osakajokoen หรือ Morinomiya แล้วเดินต่ออีก 20 นาที

8. วัดพระใหญ่ โคโตคุอิน (Kotoku-in Temple)

วัดโคโตคุอิน (Kotoku-in Temple)

วัดโคโตคุอิน (Kotoku-in Temple) ตั้งอยู่ที่เมืองคามาคุระ (Kamakura) ในจังหวัดคานากาว่า (Kanagawa) เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ สร้างจากทองแดง สูง 11 เมตร หนัก 21 ตัน ถือเป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่เป็นอันดับสองของญี่ปุ่นรองจากพระใหญ่ของวัดโทไดจิ (Todai-ji Temple) จังหวัดนารา (Nara) แต่เดิมพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่ภายในอาคารวัด แต่ได้รับความเสียหายจากไต้ฝุ่น ทำให้ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่เปิดโล่ง จึงทำให้ถ่ายรูปสวยไปอีกแบบค่ะ

พระใหญ่ โคโตคุอิน สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1252 ซึ่งถือว่าเก่าแก่มากทีเดียว ใครที่มาเยี่ยมชมที่วัดแห่งนี้ เมื่อสักการะบูชาพระพุทธรูปขนาดใหญ่เสร็จแล้ว สามารถซื้อเครื่องราง พระพุทธรูป และหนังสือพุทธประวัติ ติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของที่ระลึกหรือของฝากได้ด้วยนะคะ

⇒ การเดินทางมาวัดโคโตคุอิน

  • นั่งรถไฟสาย JR จากสถานี Tokyo มาลงที่สถานี Kamakura แล้วเดินประมาณ 15 นาที หรือต่อรถไฟสาย Enoden จากสถานี Kamakura มาลงที่สถานี Hase แล้วเดินประมาณ 5 นาที

9. หมู่บ้านมรดกโลก ชิราคาวะโก (Shirakawa-go)

หมู่บ้านชิราคาวะโก (Shirakawa-go)

หากพูดถึงหมู่บ้านชิราคาวะโก (Shirakawa-go) ในจังหวัดกิฟุ (Gifu) หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นชื่อหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ความจริงแล้วหมายถึงสถานที่ที่ประกอบด้วย 16 หมู่บ้านค่ะ โดยหมู่บ้านที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวคือหมู่บ้านโอกิมาจิ (Ogimachi) เป็นหมู่บ้านชาวนาเก่าแก่ที่ได้รับการอนุรักษ์ความดั้งเดิมเอาไว้จนได้รับขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ของ UNESCO ในปี ค.ศ. 1995

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของชิราคาวะโกคือหลังคาทรงสูงที่เรียกว่า กัสโชซึคุริ (Gassho-Zukuri) ซึ่งมีรูปทรงเหมือนการพนมมือจากหลังคาแบบคายาบุกิที่ต่อกันค่ะ ภายในหมู่บ้านมีทั้งบ้านที่เป็นพิพิธภัณฑ์ให้เที่ยวชมและบ้านที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่จริงและเปิดให้นักท่องเที่ยวพักค้างคืน ฤดูที่นักท่องเที่ยวนิยมมามากที่สุดคือฤดูหนาว เพราะหมู่บ้านจะปกคลุมด้วยหิมะสีขาว ซึ่งมีความงดงามมากค่ะ

⇒ การเดินทางมาหมู่บ้านชิราคาวะโก

  • นั่งรถบัสจาก Takayama Nohi Bus Center มาที่ Shirakawa-go Bus Terminal ใช้เวลาประมาณ 50 นาที
  • นั่งรถบัสจากสถานี JR Kanazawa มาที่ Shirakawa-go Bus Terminal ใช้เวลาประมาณ 75 นาที
  • นั่งรถบัสจากสถานี JR Toyama มาที่ Shirakawa-go Bus Terminal ใช้เวลาประมาณ 120 นาที

10. ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita)

ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita)

ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita) ตั้งอยู่ที่เมืองฟุราโนะ (Furano) ในจังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido) ถือเป็นจุดชมดอกลาเวนเดอร์ที่ดีที่สุดของเมือง เพราะมีฉากหลังเป็นภูเขาโทคาจิ (Tokachi Mountain) และยังมีทุ่งดอกไม้อีก 7 สีเป็นเกลียวคลื่นแถมที่นี่ยังเปิดให้เข้าชมฟรีด้วยค่ะ

ช่วงที่ดอกลาเวนเดอร์บานสะพรั่งจนมีสีม่วงสวยไปทั่วคือช่วงหน้าร้อน ประมาณกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม ใครชอบดอกลาเวนเดอร์ห้ามพลาดมา Check-in ที่นี่เลยนะคะ แต่ถ้ามาในช่วงเวลาอื่นๆ ก็มีดอกไม้ให้เยี่ยมชมเช่นกันค่ะ ถ้ามาช่วงมิถุนายนจะพบดอกป๊อบปี้และดอกลูปิน เดือนกรกฎาคมมีดอกลิลลี่ ส่วนสิงหาคมถึงกันยายนมีตั้งแต่ดอกทานตะวัน ดอกซัลเวีย ไปจนถึงดอกคอสมอสเลยค่ะ

⇒ การเดินทางมาฟาร์มโทมิตะ

  • นั่งรถไฟ JR สาย Furano-Biei Norokko-go มาลงที่สถานี Lavender Farm (ให้บริการเฉพาะช่วงฤดูร้อน) แล้วเดินต่ออีก 7 นาที
  • นั่งรถไฟ JR มาลงที่สถานี Nakafurano แล้วเดินต่ออีก 25 นาทีหรือต่อแท็กซี่ประมาณ 5 นาที
  • นั่งรถบัส Furano Bus (Kaisoku Lavender-go) มาลงที่ป้าย Nakafurano แล้วเดินต่ออีก 25 นาทีหรือต่อแท็กซี่ประมาณ 5 นาที
parlementfran cophonedesjeunes
5ที่เที่ยวลับในโตเกียว

5 ที่เที่ยวลับๆ ในโตเกียวที่อยากให้คุณรู้จัก

แม้จะเป็นเมืองใหญ่ที่ไปกันจนพรุนแล้วแต่ถ้าทำการบ้านดีๆ โตเกียวก็ยังคงมีอีกหลายมุมที่คนไม่รู้จัก ลองไปที่ๆคนไม่รู้จักแต่สวยแปลกตากันเถอะ

1. เขื่อนโอโงอุจิ (Ogouchi Dam)

1 เขื่อนโอโงอุจิ (Ogouchi Dam)

เมื่อสร้างเขื่อนโอโงอุจิ (Ogouchi) เพื่อเป็นแหล่งน้ำหลักที่ส่งจ่ายเข้าสู่ตัวเมืองโตเกียวและผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ ก็เกิดเป็นทะเลสาบโอกุตามะ (Okutama) ซึ่งมีทัศนียภาพงดงาม โอบล้อมไปด้วยขุนเขาและธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์จนไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่ามาเที่ยวโตเกียวจริงหรือ เพราะภูมิทัศน์เหมือนอยู่คนละโลกกับโตเกียวที่รู้จักเลย ถ้ามาต่างฤดูก็จะเห็นวิวธรรมชาติที่สวยงามต่างกันไป ฤดูใบไม้ผลิก็มีซากุระให้ชม ฤดูร้อนก็มีความเขียวขจี ฤดูใบไม้ร่วงก็ได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีด้วย เราสามารถลงไปเดินเล่นริมทะเลสาบและรับอากาศบริสุทธิ์ได้ตามอัธยาศัย

กลางทะเลสาบมีสะพาน Mugiyamauki เป็นสะพานทีใช้ถังน้ำมันเปล่ามาลอยตัวอยู่กลางทะเลสาบ (สวยสุดๆ แบบในภาพไตเติ้ลของบทความนี้) ซึ่งใช้เป็นสะพานข้ามไปศาลเจ้า Ogouchi ได้ พอเหนื่อยก็พอจะมีร้านกาแฟตรงพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ให้พักได้ (ร้านปิดวันพุธ) เขื่อนโอโงอุจินี้อาจไม่เป็นที่นิยมในการมาเที่ยวนักเพราะต้องนั่งรถหลายต่อ จึงเป็นสถานที่ลับๆ อีกแห่งในโตเกียวที่อยากแนะนำให้รู้จักกัน ใครอยากไปสัมผัสธรรมชาติในโตเกียวก็อย่าพลาดที่นี่เชียวนะ

เวลาทำการ
เปิดตลอด
ค่าเข้าชม
ฟรี
การเดินทาง
ขึ้นรถไฟสาย Chuo Line จากสถานี JR Shinjuku นั่งไป 25 นาทีลงสถานี Tachikawa จากนั้นเปลี่ยนขบวน นั่งต่อไป 30 นาทีลงสถานี Ome แล้วเปลี่ยนขบวนรถอีกครั้งเพื่อจะไปลงสถานี Okutama จากนั้นต่อรถบัสไปที่เขื่อน (ติดต่อซื้อตั๋วได้ที่สถานี Okutama)

2. ถ้ำหินปูนนิปปะระ (Nippara Limestone Cave)

2 ถ้ำหินปูนนิปปะระ (Nippara Limestone Cave)

ถ้ำนิปปะระนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ค่อยดังเท่าไหร่ นักท่องเที่ยวก็ไม่ค่อยมีมา อาจเป็นเพราะคนไม่นิยมเที่ยวถ้ำกันนักและใช้เวลาเดินทางมาพอสมควร แต่ถ้ำนิปปะระก็เป็นอีกแห่งที่น่าสนใจแถวชานโตเกียวที่สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นถ้ำหินปูนที่มีงอกหินย้อยรูปทรงสวยงาม ตัวถ้ำมีขนาดใหญ่และลึกถึง 800 เมตร ภายในถ้ำก็มีการเล่นไฟหลายสีสวยงามไม่หยอกเลยเชียวล่ะ แต่ในถ้ำก็อากาศค่อนข้างเย็น ถ้าเป็นคนขี้หนาวก็เตรียมเสื้อหนาๆ ไปเผื่อด้วยก็ดีเพราะอุณหภูมิในถ้ำจะอยู่ที่ 11 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี ถ้ามาในฤดูร้อนก็จัดเป็นที่ท่องเที่ยวคลายร้อนได้เหมาะเลยทีเดียว

เวลาทำการ
1 เมษายน – 30 พฤศจิกายน
08.00 – 17.00 น.
1 ธันวาคม – 31 มีนาคม
08.30 – 16.30 น.
วันหยุด
30 ธันวาคม – 3 มกราคม
ค่าเข้าชม
ผู้ใหญ่ (รวมนักเรียนมัธยมปลาย) 700 เยน
นักเรียนมัธยมต้น 500 เยน
นักเรียนประถม 400 เยน
การเดินทาง
เดินทางไปสถานี Okutama ด้วยวิธีเดียวกับไปเขื่อน จากนั้นต่อรถบัส ที่ป้ายหน้าสถานีไปลงสุดสาย แล้วเดินต่อไปที่ถ้ำนิปปะระประมาณ 20 นาที

3. พิพิธภัณฑ์ว่าว (Tokyo Kite Museum)

ขอพาย้อนวัยไปสัมผัสของเล่นพื้นบ้านสมัยเด็กที่พิพิธภัณฑ์ว่าวของโตเกียว พิพิธภัณฑ์แห่งนี้รวบรวมว่าวญี่ปุ่น จีน และว่าวของประเทศในเอเชียเอาไว้กว่า 3000 ตัว เห็นมีว่าวจุฬาของไทยด้วยนะ

พอเข้ามาชมข้างในพิพิธภัณฑ์ก็จะได้ตื่นตาไปกับภาพวาดหน้าคน สัตว์ สิ่งต่างๆ ที่หลากสีสันและลวดลายพร้อมอวดโฉมบนตัวว่าวที่แขวนอยู่รอบทิศทาง บรรยากาศเรโทรหน่อยๆ มีกลิ่นอายสมัยเอโดะเยอะเลย เรียกได้ว่าได้พบกับอีกฉากหนึ่งของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่น่าประทับใจ และต้องบอกว่าหาชมว่าวเก่าๆขนาดนี้ได้ยากยิ่ง พิพิธภัณฑ์เล็กๆแห่งนี้กำลังรอการมาเยี่ยมชมของนักท่องเที่ยวอยู่ สำหรับผู้ที่สนใจว่าวเป็นพิเศษหรืออยากจะลองกลับไปเล่นเป็นเด็กๆ อีกสักครั้ง ที่นี่เขาก็มีเปิดสอนการทำว่าวด้วย

เวลาทำการ
11.00 – 17.00 น.
ค่าเข้าชม
ผู้ใหญ่ 200 เยน
เด็กนักเรียนประถม/มัธยมต้น 100 เยน
การเดินทาง
ขึ้นรถไฟใต้ดินสาย Tozai หรือ Ginza หรือ Toei Asakusa ไปลงสถานี Nihonbashi ออกทางออก C5 มองหาตึกที่มีร้าน Restaurant Taimeiken จะอยู่ใกล้ๆ สถานีเลย โดยพิพิธภัณฑ์ว่าวต้องขึ้นไปที่ชั้น 5

4. มัสยิดโตเกียว (Tokyo Camii & Turkish Culture Center)

4 มัสยิดโตเกียว (Tokyo Camii & Turkish Culture Center)

เอาใจคนชอบแนวอาร์ตๆ กับสถาปัตยกรรมสวยๆ กันหน่อย ถึงแม้มัสยิดจะไม่ใช่สิ่งก่อสร้างแบบญี่ปุ่นแต่ก็อยากแนะนำให้ไปเที่ยวชมมัสยิดโตเกียวคามิลกัน เพราะว่ากันว่ามัสยิดแห่งนี้ว่ากันว่าสวยงามที่สุดในเอเชียตะวันออก เลยไม่อยากให้พลาดสถานที่อันมีคุณค่าทางศาสนานี้

มัสยิดโตเกียวแห่งนี้สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบตุรกีผสมผสานเข้ากับศิลปะแบบออตโตมันและอิสลามได้อย่างลงตัว เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นจากมัสยิดที่มีอยู่ทั้งหมด 80 แห่ง ตั้งอยู่ใกล้สถานี Yoyogi-uehara ไม่ไกลจากย่านชิบุย่าฮาราจูกุ วันเสาร์-อาทิตย์ที่มัสยิดโตเกียวนี้เขามีจัดทัวร์สำหรับนักท่องเที่ยวด้วย ในเวลา 14.30 น. ใช้เวลาทัวร์ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

เวลาทำการ
10.00 – 18.00 น.
ค่าเข้าชม
ฟรี
การเดินทาง
ขึ้นรถไฟใต้ดินสาย Chiyoda มาลงสถานี Yoyogi Uehara ออกทางออก C01 แล้วเดินไปประมาณ 5 นาที

5. คาเฟ่สวนสัตว์ฮาราจุกุ (Harajuku Kawaii Zooland)

5 คาเฟ่สวนสัตว์ฮาราจุกุ (Harajuku Kawaii Zooland)

ปิดท้ายกันที่คาเฟ่สัตว์น่ารักที่เพิ่งเปิดเมื่อ ตุลาคม 2018 นี้เอง คาเฟ่สัตว์ต่างๆ เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนที่ได้รับความนิยม ใครๆ ก็คงเคยไปเที่ยวคาเฟ่สุนัข คาเฟ่แมวกันมาแล้ว แต่ที่จะแนะนำคราวนี้เป็นคาเฟ่ที่เราจะได้สัมผัสสัตว์ตัวเล็กๆ ซึ่งเราจะไม่ได้เห็นสัตว์เหล่านี้ที่คาเฟ่อื่นๆแน่นอน เครื่องดื่มของที่นี่เป็นแบบบริการตัวเอง ส่วนอาหารไม่มีบริการ

สัตว์ของฮาราจุกุคาเฟ่นี้เป็นสัตว์ประเภทหาดูได้ยาก เช่นเจ้าคาปิบารา (Capybara) ซึ่งเป็นหนูที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือว่าเมียร์แคท (Meer kat) เฟอเรท (Ferret) จิ้งจอกทะเลทราย (Fennec Fox) หรือแม้แต่หนูแฮมสเตอร์ยอดนิยมเป็นต้น ลูกค้าสามารถสัมผัสความน่ารักได้อย่างใกล้ชิด เหมาะสำหรับการพักผ่อนเยียวยาจิตใจหลังจากช้อปปิ้งมาเหนื่อยๆ หรือใครที่อยากไปสวนสัตว์แต่ไม่อยากเดินทางไกล และใครที่อยากเลี้ยงสัตว์เล็กๆ ประเภทนี้แต่ไม่เคยสัมผะส ก็ลองมาแวะเล่นได้ที่นี่ เป็นความคิดที่ดีใช่ไหมล่ะ

เวลาทำการ
11.00 – 19.00 น.
เปิดทุกวันไม่มีวันหยุด
ค่าเข้าชม
ผู้ใหญ่ 1500 เยนต่อ 30 นาที
เด็กต่ำกว่า 15 ปี 1200 เยนต่อ 30 นาที
เด็กเล็ก (ไม่เกิน 3 ขวบ) เข้าฟรี
การเดินทาง
ขึ้นรถไฟสาย JR Yamanote ลงสถานี JR Harajuku แล้วเดินต่อไปประมาณ 5 นาที

parlementfran cophonedesjeunes
5 สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองบิเอะ (BIEI)

5 สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองบิเอะ (BIEI) จังหวัดฮอกไกโด (HOKKAIDO) ที่ต้องมา CHECK-IN!

เมืองบิเอะ (Biei) เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ระหว่างเมืองฟุระโนะ (Furano) และเมืองฮาซาฮีคาว่า (Asahikawa) บนเกาะฮอกไกโด (Hokkaido) เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงามและมีจุดที่เป็นสัญลักษณ์อันโด่งดังของเมืองหลายแห่งเลยค่ะ มาดูกันดีกว่าว่ามีที่ไหนบ้าง

5 สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองบิเอะที่ห้ามพลาด!

  1. บ่อน้ำสีฟ้า (Shirogane Blue Pond / Aoiike)
บ่อน้ำสีฟ้า (Shirogane Blue Pond / Aoiike)

สัมผัสกับธรรมชาติที่ไม่ธรรมดากับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ณ บ่อน้ำสีฟ้า (Shirogane Blue Pond Aoiike)” หรือที่เรียกกันว่า สระมรกต เพราะเป็นน้ำในบ่อมีลักษณะเป็นสีฟ้าใสทั่วทั้งบ่อ และเต็มไปด้วยตอไม้ผุดที่มีความสวยงามแปลกตา

บ่อน้ำสีฟ้าแห่งนี้เกิดจากการกั้นเขื่อนเพื่อป้องกันไม่ให้โคลนจากภูเขาไฟโทคาชิ (Tokachi) แล้วไหลเข้ามาสู่เมือง เนื่องจากมีสารอลูมิเนียมไฮดรอกไซต์ที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟเจือปนอยู่ จึงทำให้น้ำสะท้อนกับแสงแดดมองเห็นเป็นสีฟ้านั่นเอง

ที่ตั้งของบ่อน้ำสีฟ้าแห่งนี้อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองบิเอะ โดยตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของแม่น้ำบิเอะ (Bieigawa) ห่างจากเทือกเขาโทคาชิ (Tokachi) ประมาณ 2.5 กิโลเมตร ถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมอย่างมากของเมืองบิเอะ ที่สำคัญสามารถมาชมได้ตลอดทั้งปีและไม่เสียค่าเข้าค่ะ  นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาได้โดยใช้บริการรถบัส Dohoku Bus สาย Biei – Shirogane Onsen รถจากสถานีรถไฟ JR Biei เพื่อไปลงที่ป้าย Shirogane Aoiike Iriguchi (Blue Pond Entrance) ใช้ระยะเวลาในการเดินทางเพียง 30 นาทีเท่านั้นค่ะ

2. ชิโรกาเนะออนเซ็น (Shirogane Onsen)

ชิโรกาเนะออนเซ็น (Shirogane Onsen)

หากได้มาเที่ยวที่เมืองบิเอะแห่งนี้ ต้องไม่พลาดที่จะมาสัมผัสกับรีสอร์ทน้ำพุร้อน “ชิโรกาเนะออนเซ็น (Shirogane Onsen)” อีกหนึ่งกิจกรรมที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบกันมากกับการได้แช่ออนเซ็นในบ่อที่เป็นสไตล์ของคนญี่ปุ่นแท้ ๆ ที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม เพราะเชื่อว่าน้ำแร่ธรรมชาติมีส่วนช่วยเรื่องโรคภัยไข้เจ็บและมีส่วนทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งนั่นเองค่ะ

นอกาจากนี้ สาเหตุที่แนะนำออนเซ็นแห่งนี้ก็เพราะมีความพิเศษตรงที่เป็นบ่อออนเซ็นที่มีความสวยงาม อีกทั้งน้ำมีระดับความเป็นด่างที่อ่อนโยนต่อผิว อุณหภูมิของน้ำก็พอเหมาะในการช่วยอบอุ่นจากภายในร่างกาย บ่อออนเซ็นตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบ ได้พักผ่อนร่างกายและจิตใจหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากันมาทั้งวันนั่นเองค่ะ หรือใครอยากจะพักที่นี่ ก็มีห้องพักสไตล์ญี่ปุ่นพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกด้วยนะคะ

สำหรับการเดินทางมาก็ไม่ยากเลยค่ะ อยู่ไม่ไกลจากบ่อน้ำสีฟ้า (Shirogane Blue Pond / Aoiike) อีกด้วย สามารถนั่งรถบัส Dohoku Bus สาย Biei – Shirogane Onsen จากสถานีรถไฟ JR Biei มาลงที่ป้าย Shirogane Onsen ซึ่งเป็นป้ายสุดท้ายของรถบัสค่ะ

3. น้ำตกชิราฮิเกะ (Shirahige Waterfall)

น้ำตกชิราฮิเกะ (Shirahige Waterfall)

สำหรับคนที่รักในธรรมชาติ ป่า เขา น้ำตก ไม่ควรพลาดกับ “น้ำตกชิราฮิเกะ (Shirahige Waterfall)” ที่มีระดับความสูงประมาณ 30 เมตร เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงและสวยงามติดอันดับต้น ๆ ของเกาะฮอกไกโด ที่นี่มีความแปลกและพิเศษตรงที่สีของน้ำตกมีสีฟ้าอมเขียวที่ไม่เหมือนน้ำตกที่เคยเห็นมานั่นเองค่ะ

ถ้ามาในช่วงหน้าหนาว น้ำตกแห่งนี้จะถูกปกคลุมด้วยหิมะและกลายเป็นน้ำแข็ง แต่ถ้าใครได้มาเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี นักท่องเที่ยวก็จะเยอะหน่อย เพราะเป็นช่วงที่สวยที่สุดที่สามารถเห็นสีสันของใบไม้หลากสีด้วยค่ะ

คนที่จะมาน้ำตกชิราฮิเกะ (Shirahige Waterfall) สามารถเดินเท้ามาจากชิโรกาเนะออนเซ็น (Shirogane Onsen) ได้เลย เพราะอยู่ใกล้กัน ส่วนคนที่เดินทางมาจากสถานี JR Biei ก็ให้นั่งรถบัส Dohoku Bus มาสุดสายลงที่ป้าย Shirogane Onsen นะคะ

4. เส้นทางพาโนราม่า (Panorama Road)

เส้นทางพาโนราม่า (Panorama Road)

รู้สึกเหมือนได้หลงมาอยู่ในภาพวาดท่ามกลางสวนดอกไม้ที่ขั้นกลางด้วยถนนเส้นทางพิเศษที่มีภูเขาเป็นฉากสวยงาม ณ “เส้นทางพาโนราม่า (Panorama Road)” ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางยอดนิยมในการชมธรรมชาติของเมืองบิเอะ

เส้นทางพาโนราม่าอันกว้างขวางแห่งนี้มีจุดชมวิวสำคัญอยู่ที่ “เนินชิคิไซ (Shikisai Hill / Shikisai No Oka)” เป็นถนนที่มีสีสันของทุ่งดอกไม้นานาชนิด โดยเส้นทางแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองบิเอะ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพตามแนวเส้นทางธรรมชาติที่สวยงาม ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่จะใช้บริการจักรยานไฟฟ้า รถกอล์ฟ รถม้า หรือโดยสารบนเกวียนที่ลากด้วยรถแทร็คเตอร์ หรือจะเลือกขับรถส่วนตัวไปตามเส้นทางเรื่อย ๆ เพื่อดื่มด่ำและสัมผัสกับความงดงามสุดโรแมนติคที่หาไม่ได้จากเมืองหลวงค่ะ

นอกจากเนินชิคิไซ (Shikisai Hill) แล้วก็ยังมีสวนดอกไม้อีกแห่งชื่อว่า “คันโนะฟาร์ม (Kanno Farm)” ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางหลวงระหว่างเมืองบิเอะและฟุราโนะ รวมถึง “ต้นคริสต์มาส (Christmas Tree)”  ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ใหญ่มากและมีลักษณ์คล้ายกับต้นคริสต์มาส ที่ยืนหยัดอยู่ด้วยความแข็งแรงและสวยงามจนกลายเป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำเมืองบิเอะแห่งนี้นั่นเองค่ะ

5. เส้นทางแพทเวิร์ค (Patchwork Road)

เส้นทางแพทเวิร์ค (Patchwork Road)

ฤดูร้อนของที่เมืองบิเอะถือเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมธรรมชาติมากที่สุด เพราะช่วงนี้จะเต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้หลากหลายสีสัน ซึ่ง “เส้นทางแพทเวิร์ค (Patchwork Road)” ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองบิเอะนี้ก็เป็นเส้นทางที่มีความสวยงามและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว มีวิวเนินเขาซึ่งเต็มไปด้วยสวนดอกไม้นานาชนิด ทำให้เส้นทางแห่งนี้กลายเป็นเสน่ห์ของสีสันดอกไม้ที่ตัดกันของทุ่งต่าง ๆ ที่เหมือนกับงานฝีมือโดยการนำเอาผ้าที่มีลวดลายต่างกันมาเย็บต่อกันให้เป็นผืนเดียวหรือที่เรียกว่า “แพทเวิร์ค (Patchwork)” นั่นเอง

นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับการปั่นจักรยานไปตามเส้นทางท่องเที่ยวแบบธรรมชาตินี้อย่างไม่รู้สึกเหนื่อยล้ากันเลยทีเดียว สำหรับคนที่อยากชมวิวมุมกว้างแบบ 360 องศา เราก็ขอแนะนำ “สวนโฮคุเซ (Hokusei no Oka Observatory Park)” ซึ่งมีจุดชมวิวทรงปิรามิด และยังมีร้านขายของที่ระลึกให้แวะช้อปปิ้งได้ด้วยค่ะ

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็นิยมเดินทางเพื่อมาชื่นชมความงามของต้นไม้เด่น ๆ ที่อยู่ในเส้นทางนี้ ยกตัวอย่างเช่น “ต้นเคนและแมรี่ (Ken and Mary Tree)“ ที่อยู่ในโฆษณารถยนต์ Nissan “เนินไมลด์เซเว่น (Mild Seven Hill)” ที่อยู่ในโฆษณาบุหรี่ Mild Seven และ “ต้นเซเว่นสตาร์ (Seven Star Tree)” ที่เคยอยู่บนแพ็คเกจบุหรี่ Seven Stars เป็นต้น

parlementfran cophonedesjeunes